- 29
- สิงหาคม
ไทยกับจีนต่างมีเอกสารวางแผนระดับชาติ แต่ออกแบบกลไกคนละแบบ ไทยใช้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) เป็นกรอบใหญ่ แล้วมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทุก 5 ปีเป็นแผนปฏิบัติ ส่วนจีนใช้แผน 5 ปีเป็นเอกสารหลักที่ทบทวนสมมติฐานใหม่ทั้งชุดทุกรอบ บทความนี้เทียบ กลไกการวางแผนและการวัดผล ไม่ได้เทียบว่าระบบของใครดีกว่า เป็นตอนที่ 4 ของซีรีส์ ต่อจาก ตอนที่ 3
สรุปบรรทัดเดียว: ความต่างที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เนื้อหาของแผน แต่คือจำนวนตัวชี้วัด รอบการทบทวน และการที่แผนผูกกับงบประมาณแค่ไหน — สามเรื่องนี้เป็นบทเรียนที่องค์กรเอกชนเอาไปใช้ได้ตรงๆ
ผังเอกสารวางแผนของสองประเทศ
| ชั้นของแผน | จีน | ไทย |
|---|---|---|
| กรอบระยะยาว | วิสัยทัศน์ปี 2578 — GDP ต่อหัวเป็น 2 เท่าของปี 2563 | ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561–2580) 6 ด้าน · เป้ารายได้ต่อหัว 15,000 ดอลลาร์ |
| ชั้นกลาง | ไม่มีชั้นนี้ — แผน 5 ปีคุมเองทั้งหมด | แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 23 ประเด็น |
| แผน 5 ปีที่ใช้อยู่ | ฉบับที่ 15 (2569–2573) อนุมัติ 12 มี.ค. 2569 · 18 ภาค 62 บท · เริ่มเดินแล้ว | ฉบับที่ 13 (2566–2570) 13 หมุดหมาย · เหลืออีกราว 1 ปี |
| แผน 5 ปีถัดไป | ฉบับที่ 16 (2574–2578) | ฉบับที่ 14 (2571–2575) — ยังเป็นร่างกรอบ เวทีใหญ่เดือน ก.ย. 2569 ประกาศใช้ปีงบ 2571 |
| ตัวชี้วัด | 20 ตัว (บังคับ 8 + คาดหมาย 12) | กระจายอยู่ใน 23 แผนแม่บทและหมุดหมาย ครอบคลุมกว้างกว่ามาก |
| เป้า GDP | ไม่ตั้งตัวเลข ใช้ "รักษาในช่วงที่เหมาะสม" | ผูกกับเป้ารายได้ต่อหัวปลายทาง |
ร่างแผนฉบับที่ 14 ของไทย — กรอบ T-R-U-S-T
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกำลังจัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ภายใต้แนวคิด "ซ่อมและเสริมฐานราก สร้างอนาคต" โดยวางเป็น 5 เสาที่ย่อว่า T-R-U-S-T
| เสา | สาระ |
|---|---|
| T — Transform | เพิ่มผลิตภาพและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ |
| R — Reform | ปฏิรูปการบริหารราชการให้มีประสิทธิภาพและเป็นระบบ |
| U — Upgrade | ยกระดับทุนมนุษย์และการเรียนรู้ตลอดชีวิต |
| S — Sustain | บริหารทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน |
| T — Transfer | ลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อรองรับอนาคต |
นอกจากนี้ ในเดือนมิถุนายน 2569 ยังมีการประกาศโรดแมป 12 ปี เพื่อยกระดับไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2581 โดยกำหนด 7 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรและอาหารคุณภาพสูง ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล ยาและสุขภาพ ท่องเที่ยวคุณภาพ การค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมกลไกขับเคลื่อนที่ตั้งเป้าให้การลงทุนใหม่แตะ 30% ของ GDP ภายใน 4 ปี
เนื้อหาของแผนวางน้ำหนักไว้ตรงไหนบ้าง
เมื่อเทียบหัวข้อของทั้งสองฝั่ง จะเห็นว่าประเด็นที่ให้ความสำคัญคล้ายกันมากกว่าที่คิด สิ่งที่ต่างคือวิธีจัดกลุ่มและระดับของรายละเอียด
| ประเด็น | จีน (แผน 5 ปี ฉบับที่ 15) | ไทย (ยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน) |
|---|---|---|
| ความมั่นคง | มีภาคความมั่นคงและภาคกลาโหมแยกกัน รวมถึงการรับมือมาตรการทางกฎหมายข้ามพรมแดน | ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง เป็นด้านแรก |
| ขีดความสามารถในการแข่งขัน | ระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ · พึ่งพาตัวเองด้านเทคโนโลยี · Digital China (3 ภาค) | ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน |
| ทรัพยากรมนุษย์ | อยู่ในตัวชี้วัดปีการศึกษาเฉลี่ยและภาคคุณภาพชีวิต | ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ |
| ความเสมอภาค | ภาคการจ้างงานและหลักประกันสังคม · ขยายชนชั้นกลาง | ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม |
| สิ่งแวดล้อม | ภาคการเปลี่ยนผ่านสีเขียว · ควบคุมคาร์บอนสองทาง | ยุทธศาสตร์ด้านการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม |
| การบริหารภาครัฐ | ภาคระบบเศรษฐกิจตลาดและภาคกลไกขับเคลื่อนแผน | ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ |
ข้อสังเกตที่ได้จากตารางนี้คือ ทั้งสองฝั่งเห็นโจทย์ตรงกันเกือบทั้งหมด ทั้งเรื่องขีดความสามารถ ทรัพยากรมนุษย์ สิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพภาครัฐ ความต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมองเห็นปัญหาหรือไม่ แต่อยู่ที่วิธีแปลงปัญหาเป็นตัวชี้วัดและการจัดสรรทรัพยากรตามนั้น
อีกจุดที่ควรบันทึกไว้คือทั้งสองประเทศกำลังเจอโจทย์ประชากรเหมือนกัน จีนใส่ตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตไว้ถึง 7 ตัวจาก 20 ตัว ทั้งอายุคาดเฉลี่ย เตียงดูแลผู้สูงอายุ และอัตราเด็กเล็กเข้าสถานรับเลี้ยง ส่วนไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าและมีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าจีนในช่วงที่เข้าสู่ภาวะนี้ ซึ่งทำให้เวลาที่มีสำหรับการเตรียมตัวสั้นกว่า
ความต่างเชิงกลไก 5 ข้อ
1) รอบการทบทวนสมมติฐาน — จีนรีเฟรชทั้งชุดทุก 5 ปี และกล้าเปลี่ยนตัวชี้วัดเมื่อพบว่าของเดิมวัดไม่ตรงปัญหา เช่น เลิกวัด "สัดส่วนวันอากาศดี" มาวัดความเข้มข้น PM2.5 แทน ส่วนไทยมีรอบ 5 ปีเหมือนกันผ่านแผนพัฒนาฯ แต่ถูกครอบด้วยยุทธศาสตร์ 20 ปีที่ปรับได้ยากกว่าโดยการออกแบบ ซึ่งมีข้อดีคือความต่อเนื่องข้ามรัฐบาล และมีข้อแลกเปลี่ยนคือความยืดหยุ่นน้อยลง
2) จำนวนตัวชี้วัด — 20 ตัวเป็นจำนวนที่คนทั้งคณะจำได้ ส่วนระบบของไทยครอบคลุมประเด็นได้ละเอียดกว่ามากผ่าน 23 แผนแม่บท ซึ่งเหมาะกับการกำกับการทำงานของหน่วยงานจำนวนมาก แต่แลกมาด้วยความคมของการสื่อสารต่อสาธารณะ
3) การไม่ตั้งเป้าตัวเลขตายตัว — จีนเลือกเขียนเป็นช่วงและตั้งเป้ารายปีแทน ซึ่งลดแรงจูงใจให้หน่วยงานปั่นตัวเลขให้ถึงเกณฑ์ เป็นหลักการออกแบบตัวชี้วัดที่ใช้ได้กับองค์กรทุกขนาด
4) การผูกแผนกับงบประมาณ — แผนจีนระบุโครงการที่ตรวจสอบได้ เช่น สวนอุตสาหกรรมคาร์บอนเป็นศูนย์ประมาณ 100 แห่ง และระเบียงขนส่งคาร์บอนเป็นศูนย์กว่า 1,000 กิโลเมตร ส่วนไทยแยกกระบวนการวางแผนกับกระบวนการงบประมาณออกจากกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายนโยบายเองระบุว่าต้องแก้ โดยมีการสั่งการให้ลดการทำงานแบบแยกส่วนระหว่างหน่วยงานในการจัดทำแผนฉบับที่ 14
5) จังหวะเวลาที่ไม่ตรงกัน — ข้อนี้เป็นข้อเท็จจริงเรื่องปฏิทิน ไม่ใช่ข้อบกพร่องของฝ่ายใด
ข้อสังเกตเรื่องจังหวะ: จีนเริ่มเดินแผนปี 2569–2573 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ขณะที่ไทยกำลังจัดทำร่างแผนที่จะเริ่มใช้ปีงบ 2571 ช่วงปี 2569–2570 ไทยจึงเดินด้วยแผนฉบับที่ 13 ซึ่งจัดทำก่อนคลื่น Generative AI และก่อนรอบสงครามการค้ารอบล่าสุด — นี่คือเหตุผลที่ภาคเอกชนควรมีแผน 5 ปีของตัวเอง ไม่ใช่รอให้แผนชาติมาบอก
ทุกทางเลือกในการออกแบบแผนมีต้นทุนของมัน
ข้อสรุปที่มักหายไปจากการเทียบแบบผิวเผินคือ ทางเลือกในการออกแบบแผนไม่มีอันไหนดีล้วน ทุกอันได้อย่างแลกอย่าง ตารางนี้สรุปว่าแต่ละทางเลือกให้อะไรและต้องจ่ายอะไรกลับไป
| ทางเลือกการออกแบบ | ได้อะไร | แลกอะไรไป |
|---|---|---|
| กรอบระยะยาวที่แก้ไขได้ยาก | ทิศทางต่อเนื่องข้ามรัฐบาล หน่วยงานวางแผนระยะยาวได้ | ปรับตัวช้าเมื่อเทคโนโลยีหรือตลาดเปลี่ยนกลางทาง |
| ทบทวนสมมติฐานทั้งชุดทุก 5 ปี | เปลี่ยนตัวชี้วัดได้เมื่อพบว่าวัดผิดเรื่อง | เทียบผลข้ามช่วงเวลายากขึ้น เพราะฐานการวัดเปลี่ยน |
| ตัวชี้วัดจำนวนน้อย | สื่อสารง่าย ทุกระดับจำได้ ใช้ตัดสินใจประจำวันได้จริง | เรื่องที่ไม่ถูกวัดจะถูกละเลย เพราะไม่มีใครถูกถาม |
| ตัวชี้วัดละเอียดครอบคลุมหลายมิติ | ไม่มีประเด็นสำคัญตกหล่น กำกับหน่วยงานจำนวนมากได้ | ต้นทุนการรายงานสูง และความคมของสารต่อสาธารณะลดลง |
| ไม่ตั้งเป้าตัวเลขในสิ่งที่คุมไม่ได้ | ลดแรงจูงใจให้ปั่นตัวเลขให้ถึงเกณฑ์ | ตรวจสอบจากภายนอกยากขึ้น เพราะไม่มีเส้นตายตัวให้เทียบ |
| ผูกแผนกับโครงการลงทุนโดยตรง | เป้าหมายตรวจสอบได้จากของจริง ไม่ใช่จากรายงาน | โยกงบตามสถานการณ์ได้ยากเมื่อโจทย์เปลี่ยน |
| เปิดรับฟังความเห็นสาธารณะทุกภูมิภาค | แผนสะท้อนปัญหาจริงของพื้นที่ และมีเจ้าของร่วม | ใช้เวลาจัดทำนานกว่า และต้องจัดลำดับความต้องการที่ขัดกัน |
ประโยชน์ของตารางนี้ไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการรู้ล่วงหน้าว่าเมื่อเลือกทางหนึ่งแล้วต้องเตรียมรับมือกับอะไร เช่น องค์กรที่เลือกใช้ตัวชี้วัดน้อยเพื่อความคม ต้องมีกลไกอื่นคอยดูเรื่องที่ไม่ได้ถูกวัด ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ไม่มีตัวเลขจะค่อยๆ หายไปจากวาระการประชุม
ข้อควรระวังเมื่อหยิบตัวชี้วัดข้ามบริบทมาใช้:
ตัวชี้วัดที่ทำงานได้ดีในระบบหนึ่ง อาจให้ผลตรงข้ามในอีกระบบหนึ่ง เพราะสิ่งที่ทำให้มันได้ผลคือกลไกรอบข้าง ไม่ใช่ตัวเลขเอง ตัวอย่างที่ชัดคือการไม่ตั้งเป้า GDP เป็นตัวเลข ซึ่งได้ผลเมื่อมีกลไกกำกับอื่นคอยตรวจสอบแทน แต่ถ้ายกมาใช้โดยไม่มีกลไกนั้น ผลที่ได้คือไม่มีใครรับผิดชอบผลลัพธ์เลย ก่อนหยิบตัวชี้วัดจากที่อื่นมาใช้ ควรถามก่อนว่ากลไกที่ทำให้มันได้ผลคืออะไร และองค์กรเรามีกลไกนั้นหรือยัง
สิ่งที่ระบบของไทยทำได้ดีกว่า
การเทียบที่ยุติธรรมต้องพูดถึงจุดแข็งของทั้งสองฝั่ง และมีอย่างน้อยสามเรื่องที่ระบบไทยได้เปรียบชัดเจน
กระบวนการมีส่วนร่วม — ร่างกรอบแผนฉบับที่ 14 เปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคีการพัฒนาทุกภูมิภาค ทั้งเวทีในพื้นที่และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ประชาชนเข้าไปแสดงความเห็นได้โดยตรง กระบวนการแบบนี้ทำให้แผนสะท้อนปัญหาจริงของพื้นที่ได้ดีกว่าการวางแผนจากส่วนกลางอย่างเดียว
การเลือกใช้ของที่ดีที่สุดในโลกแทนการสร้างเองทั้งหมด — เป็นการตัดสินใจที่เหมาะกับขนาดเศรษฐกิจของไทย และเราลงรายละเอียดเรื่องนี้ไว้ใน ตอนที่ 2 แล้ว
การบังคับให้แผนระดับรองต้องสอดคล้องกับแผนระดับบน — ระบบของไทยกำหนดให้แผนของหน่วยงานต้องเชื่อมโยงกับแผนแม่บทและยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมรายงานผลเข้าระบบติดตามกลาง ผลที่ได้คือสาวย้อนได้ว่าโครงการหนึ่งตอบเป้าหมายข้อไหนของแผน ซึ่งเป็นความสามารถที่มีค่ามากเวลาต้องตัดสินใจว่าโครงการไหนควรได้งบต่อ
นอกจากนี้ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นฐานของยุทธศาสตร์ชาติยังให้กรอบเรื่องความพอประมาณและภูมิคุ้มกัน ซึ่งในทางปฏิบัติแปลว่าไม่เร่งก่อภาระผูกพันเพื่อไล่ตามตัวเลขการเติบโตรายปี เป็นกรอบที่มีประโยชน์ในช่วงที่ตลาดโลกผันผวน
บริบทตัวเลขที่ต้องอ่านคู่กัน
การเทียบกลไกจะไม่สมบูรณ์ถ้าไม่ดูสถานการณ์จริงที่ทั้งสองแผนต้องรับมือ ตัวเลขล่าสุดจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อ 17 สิงหาคม 2569 ระบุว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอจาก 2.8% ในไตรมาสแรก โดยประมาณการทั้งปีอยู่ที่ 2.0–2.5%
| ประเทศ | GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 |
|---|---|
| เวียดนาม | 8.4% |
| มาเลเซีย | 6.0% |
| สิงคโปร์ | 5.9% |
| อินโดนีเซีย | 5.3% |
| ฟิลิปปินส์ | 2.3% |
| ไทย | 1.9% |
จุดที่น่าสนใจคือการลงทุนภาคเอกชนไทยในไตรมาสเดียวกันขยายตัว 13.4% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส สะท้อนว่าเม็ดเงินลงทุนมีอยู่จริง แต่ยังไม่แปลงเป็นการเติบโตโดยรวมในทันที ประเด็นนี้เราเคยเขียนไว้ในบทความ ไทย vs เวียดนาม และ เศรษฐกิจไทยกับบทบาทของระบบ ERP
จากตัวชี้วัดระดับแผน ลงมาเป็นข้อมูลที่ต้องเก็บจริง
สำหรับหน่วยงานที่ต้องรายงานผลตามตัวชี้วัดของแผนแม่บท งานที่กินเวลาจริงไม่ใช่การตั้งเป้า แต่คือการแปลเป้าหมายระดับแผนลงมาเป็นรายการข้อมูลที่ต้องเก็บในระบบงานประจำวัน ตัวชี้วัดหนึ่งตัวมักต้องอาศัยข้อมูลจากหลายระบบ เช่น ตัวเลขการเบิกจ่ายตามแผนงาน ต้องประกอบจากข้อมูลงบประมาณ การจัดซื้อ และการรับของ ซึ่งอยู่คนละหน่วยงานย่อย
เมื่อข้อมูลเหล่านั้นอยู่ในระบบเดียวและผูกกับเอกสารต้นทางได้ ตัวเลขที่รายงานจะตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกบรรทัด และคำถามที่มักเกิดในชั้นตรวจสอบว่าตัวเลขนี้มาจากไหนจะตอบได้ทันที จุดสำคัญคืองานนี้ไม่ได้ช่วยให้ตั้งเป้าได้ดีขึ้น การเลือกว่าจะวัดอะไรยังเป็นงานของฝ่ายนโยบายอยู่เหมือนเดิม สิ่งที่ได้คือเป้าที่ตั้งไว้แล้ววัดได้จริงและอธิบายที่มาได้เมื่อถูกถาม
ส่วนหลักการออกแบบตัวชี้วัดขององค์กรเอง ทั้งเรื่องจำนวนที่เหมาะสม การแยกตัวบังคับออกจากตัวคาดหมาย และการผูกกับแหล่งข้อมูล เราแยกไว้เป็นตอนจบของซีรีส์ที่ ตอนที่ 6
สรุป
ทั้งสองประเทศวางแผนบนโจทย์คนละแบบและมีข้อจำกัดคนละชุด สิ่งที่หยิบมาใช้ได้โดยไม่ต้องตัดสินว่าใครดีกว่า คือหลักการออกแบบตัวชี้วัดสามข้อ ได้แก่ ให้น้อยแต่จำได้ แยกสิ่งที่พลาดไม่ได้ออกจากสิ่งที่อยากได้ และผูกทุกเป้าหมายเข้ากับงบและข้อมูลที่ใช้วัดจริง
ตอนต่อไปจะดูผลกระทบที่จับต้องได้ที่สุดของแผนจีนต่อผู้ประกอบการไทย คือแรงระบายสินค้าและตัวเลขการค้าที่เปลี่ยนไป อ่านต่อที่ ตอนที่ 5
แผนที่ดีไม่ได้แปลว่าแผนที่ยาว แต่คือแผนที่คนทำงานจำเป้าหมายได้ รู้ว่าอะไรพลาดไม่ได้ และมีตัวเลขจริงไว้ตรวจสอบตัวเอง
- สุรีระยา ลิ้มไพบูลย์ · กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด
แหล่งอ้างอิง
- สศช. — แพลตฟอร์มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575)
- สศช. — แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570)
- ฐานเศรษฐกิจ — สภาพัฒน์เร่งเครื่องแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14 เปิดเวทีใหญ่ ก.ย. ประกาศใช้ปี 71
- กรุงเทพธุรกิจ — โรดแมป 12 ปี 7 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ สู่ประเทศรายได้สูง (22 มิ.ย. 2569)
- สำนักงานวุฒิสภา — แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 23 ประเด็น
- 中国人大网 — 《第十五个五年规划纲要(草案)》摘要
- THE STANDARD — เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ต่ำสุดในอาเซียน (17 ส.ค. 2569)
- THE MOMENTUM — เทียบ GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 กับชาติอาเซียน
สนใจระบบ ERP สำหรับองค์กรของคุณ?
ตัวชี้วัดขององค์กรคุณ มีข้อมูลจริงรองรับหรือยัง? Saeree ERP รวมข้อมูลงบประมาณ ต้นทุน พัสดุ และการเบิกจ่ายไว้ในระบบเดียวที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ช่วยลดเวลาจัดทำรายงานตามตัวชี้วัดและลดข้อโต้แย้งเรื่องความถูกต้องของตัวเลข
ขอ Demo ฟรีโทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com


