02-347-7730  |  Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ติดต่อเรา

องค์กรควรมีแผน 5 ปีของตัวเองอย่างไร? 5 บทเรียนจากวิธีเขียนแผนของจีน

  • หน้าแรก
  • บทความ
  • องค์กรควรมีแผน 5 ปีของตัวเองอย่างไร? 5 บทเรียนจากวิธีเขียนแผนของจีน
องค์กรควรมีแผน 5 ปีของตัวเองอย่างไร? 5 บทเรียนจากวิธีเขียนแผนของจีน
  • 29
  • สิงหาคม

แผน 5 ปีขององค์กรที่ใช้ได้จริงคือเอกสารไม่เกินสิบหน้า ที่มีตัวชี้วัดไม่เกิน 12 ตัว ระบุแหล่งข้อมูลของทุกตัว และบอกด้วยว่าจะเลิกทำอะไร ส่วนที่เหลือคือรายละเอียดของการทำให้สามอย่างนั้นเกิดขึ้นจริง และแผน 5 ปีของจีนน่าสนใจสำหรับผู้บริหารไม่ใช่เพราะเนื้อหา แต่เพราะวิธีเขียน เอกสารที่ต้องกำกับประเทศขนาดนั้นใช้ตัวชี้วัดหลักเพียง 20 ตัว แยกสิ่งที่พลาดไม่ได้ออกจากสิ่งที่อยากได้ และไม่ตั้งเป้าตัวเลขในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ บทความนี้เป็นตอนจบของซีรีส์ 6 ตอน สรุปว่าองค์กรเอาหลักการเหล่านี้มาใช้กับแผนของตัวเองอย่างไร ต่อจาก ตอนที่ 5

สรุปบรรทัดเดียว: แผนที่ใช้ได้จริงต้องผ่านสามข้อ คือคนทำงานจำเป้าหมายได้ รู้ว่าอะไรพลาดไม่ได้ และทุกตัวชี้วัดมีระบบที่ดึงตัวเลขออกมาได้จริง ข้อสุดท้ายคือข้อที่องค์กรส่วนใหญ่ตกกัน

บทเรียนที่ 1 — ตัวชี้วัดน้อยแต่จำได้ ดีกว่าครบแต่ไม่มีใครท่องออก

จีนใช้ตัวชี้วัดหลัก 20 ตัวสำหรับทั้งประเทศ แบ่งเป็น 5 หมวด คือ เศรษฐกิจ 3 ตัว นวัตกรรม 3 ตัว คุณภาพชีวิต 7 ตัว เขียวและคาร์บอนต่ำ 5 ตัว และความมั่นคง 2 ตัว

ทดสอบง่ายๆ กับองค์กรของตัวเองคือ ถ้าถามหัวหน้าแผนกคนใดคนหนึ่งกลางที่ประชุมว่าองค์กรวัดอะไรอยู่บ้างในปีนี้ แล้วตอบได้ไม่เกินสิบวินาที แปลว่าจำนวนตัวชี้วัดอยู่ในระดับที่ใช้งานได้ ถ้าต้องเปิดเอกสารหา แปลว่ามีมากเกินไป และตัวชี้วัดที่ไม่มีใครจำได้จะไม่มีผลต่อการตัดสินใจประจำวัน

บทเรียนที่ 2 — แยก "พลาดไม่ได้" ออกจาก "อยากได้"

ในตัวชี้วัด 20 ตัวของจีน มี 8 ตัวที่เป็นตัวบังคับ (约束性) ซึ่งหน่วยงานต้องทำให้ได้ และ 12 ตัวเป็นตัวคาดหมาย (预期性) ซึ่งบอกทิศทางแต่ไม่ผูกมัด การแยกนี้เขียนไว้ในเอกสารอย่างชัดเจน

องค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้แยก ผลคือทุกตัวกลายเป็นตัวคาดหมายโดยปริยาย เพราะเมื่อทำไม่ครบทุกตัว ไม่มีใครรู้ว่าตัวไหนสำคัญกว่ากัน และการอธิบายว่าทำไมพลาดจึงง่ายเท่ากันหมด

ประเภท ลักษณะ ตัวอย่างในองค์กร
ตัวบังคับพลาดไม่ได้ มีผู้รับผิดชอบชัด ทบทวนทุกเดือนปิดงบภายในกำหนด · อัตราของเสียไม่เกินเกณฑ์ · อุบัติเหตุเป็นศูนย์
ตัวคาดหมายบอกทิศทาง ปรับได้ตามสถานการณ์ส่วนแบ่งตลาด · สัดส่วนรายได้จากสินค้าใหม่ · คะแนนความพึงพอใจ

กติกาที่ใช้ได้จริงคือ ตัวบังคับควรมีไม่เกิน 5 ตัว ถ้ามีมากกว่านั้นแปลว่ายังไม่ได้ตัดสินใจว่าอะไรสำคัญที่สุด

บทเรียนที่ 3 — อย่าตั้งตัวเลขตายตัวในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

แผนฉบับที่ 15 ไม่ได้เขียนตัวเลขอัตราการเติบโตไว้ แต่ใช้คำว่า "รักษาไว้ในช่วงที่เหมาะสม" แล้วตั้งเป้ารายปีตามสถานการณ์แทน โดยยึดจุดหมายระยะยาวไว้ที่ปี 2578

เหตุผลเชิงการออกแบบชัดเจน คือเมื่อตั้งตัวเลขตายตัวในสิ่งที่ขึ้นกับปัจจัยภายนอก สิ่งที่ได้กลับมามักไม่ใช่ผลงานที่ดีขึ้น แต่เป็นวิธีทำให้ตัวเลขถึงเกณฑ์ ซึ่งอาจแลกมาด้วยการเร่งยอดปลายไตรมาส การเลื่อนค่าใช้จ่ายข้ามงวด หรือการลดคุณภาพเพื่อลดต้นทุน

วิธีที่ปลอดภัยกว่า: สำหรับตัวเลขที่ขึ้นกับตลาด ให้ตั้งเป็นช่วงและกำหนดเงื่อนไขว่าจะทบทวนเมื่อไร ส่วนตัวเลขที่องค์กรควบคุมได้จริง เช่น เวลาปิดงบ อัตราของเสีย หรือระยะเวลาส่งมอบ ให้ตั้งเป็นตัวเลขเดียวและถือเป็นตัวบังคับ

บทเรียนที่ 4 — กล้าเปลี่ยนวิธีวัดเมื่อของเดิมวัดผิดเรื่อง

สิ่งที่บอกวุฒิภาวะของการวางแผนได้ดีที่สุดคือความกล้าที่จะทิ้งตัวชี้วัดเดิม แผนฉบับนี้เปลี่ยนจากการวัด "สัดส่วนวันที่อากาศดี" มาวัดความเข้มข้น PM2.5 โดยตรง และเปลี่ยนจากการวัดการใช้พลังงานต่อหน่วย GDP มาวัดสัดส่วนพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิลแทน

ทั้งสองกรณีคือการยอมรับว่าตัวชี้วัดเดิมทำให้ผ่านเกณฑ์ได้โดยที่ปัญหาจริงไม่ได้ดีขึ้น ในองค์กรก็มีรูปแบบเดียวกัน เช่น การวัดจำนวนใบเสนอราคาที่ออกแทนที่จะวัดอัตราการปิดการขาย หรือการวัดจำนวนงานที่ปิดในระบบแทนที่จะวัดจำนวนงานที่ลูกค้าไม่ต้องแจ้งซ้ำ

บทเรียนที่ 5 — ทุกเป้าหมายต้องผูกกับงบและแหล่งข้อมูล

แผนของจีนระบุโครงการที่ตรวจสอบได้ เช่น สวนอุตสาหกรรมคาร์บอนเป็นศูนย์ประมาณ 100 แห่ง และระเบียงขนส่งคาร์บอนเป็นศูนย์กว่า 1,000 กิโลเมตร ซึ่งทำให้เป้าหมายในเอกสารตรวจสอบได้จากของจริง ไม่ใช่จากรายงาน

ในระดับองค์กร คำถามที่ควรถามก่อนอนุมัติทุกตัวชี้วัดมีสามข้อ ใครรับผิดชอบ ใช้งบเท่าไร และ ตัวเลขนี้จะดึงมาจากระบบไหน ข้อสุดท้ายมักถูกข้าม แล้วไปโผล่เป็นปัญหาตอนรอบรายงาน

ข้อควรระวัง: ตัวชี้วัดที่ไม่มีระบบรองรับ จะกลายเป็นตัวเลขที่ประมาณขึ้นมาให้พอส่งได้

ผลเสียไม่ใช่แค่รายงานไม่ตรง แต่คือผู้บริหารตัดสินใจบนตัวเลขที่ไม่จริง ซึ่งอันตรายกว่าการไม่มีตัวชี้วัดเลย เพราะการไม่มีตัวเลขทำให้คนระวัง ส่วนการมีตัวเลขที่ผิดทำให้คนมั่นใจผิดๆ

โครงแผน 5 ปีขององค์กร ที่ใช้ได้จริง

ถ้าจะย่อทั้งหมดลงมาเป็นเอกสารที่องค์กรใช้จริง โครงต่อไปนี้พอสำหรับกิจการขนาดกลางส่วนใหญ่ และควรยาวไม่เกินสิบหน้า

ส่วน เนื้อหา ความยาวที่เหมาะสม
1. จุดหมายปลายทางองค์กรจะเป็นอะไรในอีก 5 ปี เขียนเป็นภาพเดียวไม่เกิน 5 บรรทัด1 หน้า
2. ตัวชี้วัดไม่เกิน 12 ตัว แยกตัวบังคับไม่เกิน 5 ตัว ระบุแหล่งข้อมูลทุกตัว1 หน้า
3. สิ่งที่จะเลิกทำสินค้า ลูกค้า หรือกระบวนการที่จะหยุด — ส่วนที่คนมักไม่กล้าเขียน1 หน้า
4. โครงการหลักไม่เกิน 7 โครงการ แต่ละโครงการมีเจ้าภาพ งบ และเดือนที่ต้องเห็นผลแรก3–4 หน้า
5. ความเสี่ยงและแผนรับมือไม่เกิน 5 ข้อ พร้อมสัญญาณเตือนที่วัดได้1–2 หน้า
6. รอบทบทวนทบทวนตัวเลขรายไตรมาส ทบทวนสมมติฐานรายปีครึ่งหน้า

ข้อ 3 คือส่วนที่แยกแผนจริงออกจากรายการความปรารถนา เพราะแผนที่มีแต่สิ่งที่จะเพิ่มโดยไม่มีสิ่งที่จะเลิก แปลว่าทรัพยากรจะถูกเกลี่ยบางลงเรื่อยๆ จนไม่มีอะไรทำได้ดีจริง

เริ่มจากไตรมาสนี้ ไม่ต้องรอต้นปี

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือรอทำแผนตอนต้นปีงบประมาณ ทั้งที่งานเตรียมข้อมูลใช้เวลานานกว่าการเขียนแผนเองมาก ตารางนี้แปลบทเรียนทั้งห้าข้อเป็นงานที่เริ่มได้ทันที

บทเรียน งานที่ทำได้ในไตรมาสนี้ ใช้เวลาโดยประมาณ
ตัวชี้วัดน้อยแต่คมรวบรวมตัวชี้วัดที่ใช้อยู่ทั้งหมดมาไว้หน้าเดียว แล้วนับดูว่ามีกี่ตัว1 สัปดาห์
แยกบังคับ/คาดหมายให้ผู้บริหารเลือกไม่เกิน 5 ตัวที่พลาดไม่ได้จริง แล้วประกาศให้ทุกคนรู้ประชุม 1 ครั้ง
ไม่ตั้งเลขตายตัวในสิ่งที่คุมไม่ได้ไล่ดูว่าตัวไหนขึ้นกับตลาด แล้วเปลี่ยนเป็นช่วงพร้อมเงื่อนไขทบทวน2–3 วัน
กล้าเปลี่ยนวิธีวัดหาตัวชี้วัดที่ผ่านเกณฑ์มาตลอดแต่ปัญหาจริงไม่ดีขึ้น แล้วเปลี่ยนวิธีวัด1 สัปดาห์
ผูกกับงบและแหล่งข้อมูลเขียนต่อท้ายทุกตัวชี้วัดว่าดึงตัวเลขจากระบบไหน ตัวที่เขียนไม่ได้ให้ทำเครื่องหมายไว้2–3 วัน

งานสุดท้ายในตารางเป็นงานที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเวลาที่ใช้ เพราะรายการตัวชี้วัดที่เขียนแหล่งข้อมูลไม่ได้ คือรายการงานที่ต้องทำก่อนถึงจะวางแผนได้จริง และมักสั้นกว่าที่คิด

อีกแนวคิดหนึ่งที่หยิบมาใช้ได้คือสิ่งที่แผนของจีนเรียกว่าฐานทดลองการใช้งาน คือทดสอบกับงานจริงในขอบเขตเล็กก่อนขยายทั้งองค์กร ในบริบทของการวางแผน หมายถึงลองใช้ชุดตัวชี้วัดใหม่กับหนึ่งหน่วยงานเป็นเวลาหนึ่งไตรมาส แล้วดูว่าตัวเลขดึงออกมาได้จริงหรือไม่ ก่อนประกาศใช้ทั้งบริษัท

องค์กรแบบไหนที่ควรทำแผน 5 ปี และแบบไหนที่ยังไม่ควร

ลักษณะองค์กร เหมาะทำแผน 5 ปีไหม เหตุผล
มีการลงทุนที่คืนทุนเกิน 3 ปี เช่น เครื่องจักร โรงงาน ระบบหลักเหมาะมากรอบการตัดสินใจยาวกว่าปีงบประมาณอยู่แล้ว จำเป็นต้องมีกรอบยาว
หน่วยงานที่ต้องรายงานตามแผนแม่บทหรือตัวชี้วัดภาครัฐเหมาะมากต้องสอดคล้องกับรอบของแผนระดับชาติอยู่แล้ว
ธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างสินค้าหรือตลาดเหมาะต้องมีเอกสารที่บอกชัดว่าจะเลิกทำอะไร ไม่ใช่แค่จะเพิ่มอะไร
กิจการที่กระแสเงินสดยังไม่นิ่งยังไม่ควรควรทำแผน 12 เดือนที่คุมเงินสดได้ก่อน แล้วค่อยขยายกรอบเวลา
องค์กรที่ยังไม่มีข้อมูลกลางที่เชื่อถือได้ทำได้แต่จะวัดผลไม่ได้ควรทำงานเตรียมข้อมูลควบคู่ไปกับการเขียนแผน ไม่ใช่ทำทีหลัง

สองแถวล่างเป็นกรณีที่พบบ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ และเป็นสาเหตุที่แผนจำนวนมากถูกเก็บเข้าลิ้นชักหลังประกาศใช้ได้ไม่กี่เดือน ไม่ใช่เพราะเนื้อหาไม่ดี แต่เพราะไม่มีข้อมูลให้ติดตามว่าเดินมาถึงไหนแล้ว

รอบทบทวน — ส่วนที่มักถูกลืมเขียน

แผนที่ไม่มีรอบทบทวนกำหนดไว้ล่วงหน้า จะถูกทบทวนก็ต่อเมื่อมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่แย่ที่สุดในการตัดสินใจ เพราะทุกคนอยู่ในภาวะกดดัน

รูปแบบที่ใช้ได้ดีคือแยกสองระดับ ระดับแรกคือทบทวนตัวเลขรายไตรมาส เป็นการดูว่าเดินตามแผนหรือไม่ ใช้เวลาไม่นานเพราะดูแค่ตัวชี้วัดที่ตกลงกันไว้ ระดับที่สองคือทบทวนสมมติฐานปีละครั้ง เป็นการถามว่าสิ่งที่เชื่อตอนเขียนแผนยังจริงอยู่ไหม เช่น ราคาวัตถุดิบ พฤติกรรมลูกค้า หรือคู่แข่งที่เข้ามาใหม่

จีนใช้หลักการเดียวกันในระดับประเทศ คือตั้งเป้า GDP รายปีตามสถานการณ์ แต่ทบทวนสมมติฐานทั้งชุดทุกห้าปี และเมื่อทบทวนก็เปลี่ยนตัวชี้วัดได้จริงอย่างที่เห็นในแผนฉบับนี้ ความสม่ำเสมอของรอบสำคัญกว่าความถี่ เพราะทำให้ทุกคนรู้ล่วงหน้าว่าจะได้พูดถึงเรื่องนี้เมื่อไร และเตรียมข้อมูลมาล่วงหน้าได้

ข้อแนะนำสุดท้ายคือเขียนไว้ในแผนเลยว่าเงื่อนไขใดจะทำให้ต้องทบทวนก่อนกำหนด เช่น ยอดขายต่ำกว่าช่วงที่ตั้งไว้สองไตรมาสติดกัน หรือต้นทุนวัตถุดิบหลักเปลี่ยนเกินสัดส่วนที่กำหนด การเขียนเงื่อนไขไว้ล่วงหน้าทำให้การทบทวนกลางทางเป็นเรื่องปกติตามกติกา ไม่ใช่สัญญาณว่ามีอะไรผิดพลาด

ข้อมูลคือเงื่อนไขที่ทำให้แผนวัดผลได้

เมื่อไล่ตามบทเรียนทั้งห้าข้อจะพบว่าทุกข้อมาบรรจบที่จุดเดียวกัน คือองค์กรต้องมีตัวเลขจริงที่ดึงออกมาได้เมื่อต้องการ ในทางปฏิบัติ แผนที่ดีที่สุดจะไร้ความหมายถ้าถึงรอบทบทวนแล้วยังต้องรอสรุปตัวเลขจากหลายแผนกอีกสามสัปดาห์

ระบบ ERP ทำหน้าที่นี้โดยตรง คือเป็นที่เดียวที่ข้อมูลต้นทุน พัสดุ งบประมาณ การจัดซื้อ และการเบิกจ่ายมาบรรจบกัน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงเอกสารต้นทางได้ทุกบรรทัด สำหรับหน่วยงานภาครัฐที่ต้องรายงานผลตามตัวชี้วัดของแผนแม่บท ประโยชน์ที่เห็นชัดที่สุดคือเวลาจัดทำรายงานที่สั้นลงและข้อโต้แย้งเรื่องความถูกต้องของตัวเลขที่น้อยลง

ในส่วนของ Saeree ERP เราพูดตรงๆ ว่าระบบไม่ได้ทำให้แผนดีขึ้นด้วยตัวเอง การเลือกว่าจะวัดอะไรยังเป็นงานของผู้บริหาร สิ่งที่ระบบทำได้คือทำให้สิ่งที่เลือกวัดนั้นวัดได้จริงและตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกบรรทัด

สรุป

ห้าบทเรียนจากวิธีเขียนแผนของจีนย่อได้เป็นประโยคเดียว คือให้ตัวชี้วัดน้อยพอจะจำ ชัดพอจะรู้ว่าอะไรพลาดไม่ได้ ยืดหยุ่นพอในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ กล้าเปลี่ยนเมื่อวัดผิดเรื่อง และผูกกับงบและระบบที่ดึงตัวเลขออกมาได้จริง

ซีรีส์นี้เริ่มจาก การแกะแผน 5 ปีฉบับที่ 15 ผ่าน นโยบาย AI+ การพึ่งพาตัวเองด้านเทคโนโลยี การเทียบกลไกกับยุทธศาสตร์ชาติไทย และแรงกดดันด้านราคาที่ผู้ประกอบการเจอจริง ข้อสรุปที่ผ่านทุกตอนเหมือนกันคือ ไม่ว่าจะรับมือกับเรื่องใด จุดเริ่มต้นคือการรู้ตัวเลขของตัวเองก่อน

แผนไม่ได้ล้มเหลวเพราะเป้าหมายผิด แต่ล้มเหลวเพราะถึงรอบทบทวนแล้วไม่มีใครรู้ว่าตัวเลขจริงคือเท่าไร

- สุรีระยา ลิ้มไพบูลย์ · กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด

แหล่งอ้างอิง

สนใจระบบ ERP สำหรับองค์กรของคุณ?

ถึงรอบทบทวนแผน แล้วยังต้องรอตัวเลขจากหลายแผนกอยู่ไหม? Saeree ERP รวมข้อมูลต้นทุน พัสดุ งบประมาณ การจัดซื้อ และการเบิกจ่ายไว้ในระบบเดียวที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกบรรทัด ทำให้ตัวชี้วัดที่ตั้งไว้วัดได้จริง

ขอ Demo ฟรี

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

Saeree ERP Author

เกี่ยวกับผู้เขียน

สุรีระยา ลิ้มไพบูลย์

กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด และผู้ก่อตั้ง Saeree ERP พร้อมให้คำปรึกษาและบริการด้านระบบ ERP ครบวงจร