- 29
- สิงหาคม
แผน 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีนวินิจฉัยปัญหาเศรษฐกิจของตัวเองว่าเป็น "อุปทานแข็ง อุปสงค์อ่อน" (强供给弱需求) แต่เครื่องมือที่เลือกใช้แก้ยังเป็นนโยบายฝั่งการผลิตเป็นหลัก รายงานของ Congressional Research Service ระบุว่าแนวทางนี้เป็นสิ่งที่ซ้ำเติมกำลังการผลิตส่วนเกินที่มีอยู่แล้ว ผลที่ตามมาสำหรับตลาดอย่างไทยคาดเดาได้ตรงไปตรงมา บทความนี้เป็นตอนที่ 5 ของซีรีส์ ต่อจาก ตอนที่ 4
สรุปบรรทัดเดียว: เมื่อกำลังผลิตโตเร็วกว่ากำลังซื้อในประเทศ ส่วนต่างต้องหาทางออกที่ตลาดต่างประเทศ ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มจาก 45,337 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 เป็น 67,893 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 และครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 46,222 ล้านดอลลาร์แล้ว
ตัวเลขการค้าไทย-จีน 5 ปี
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ แสดงทิศทางที่ชัดเจนกว่าคำอธิบายใดๆ
| ปี | ส่งออกไปจีน | นำเข้าจากจีน | ดุลการค้า |
|---|---|---|---|
| 2564 | 37,265.6 | 66,758.4 | −29,492.8 |
| 2565 | 34,430.1 | 70,766.7 | −36,336.6 |
| 2566 | 34,173.3 | 70,826.6 | −36,653.2 |
| 2567 | 35,277.1 | 80,614.5 | −45,337.4 |
| 2568 | 39,722.9 | 107,615.6 | −67,892.8 |
หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ · ที่มา: สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์
สามตัวเลขที่ควรจำจากตารางนี้ หนึ่ง การส่งออกของไทยไปจีนแทบไม่ขยับตลอดห้าปี จาก 37,266 เป็น 39,723 ล้านดอลลาร์ สอง การนำเข้าจากจีนเพิ่มจาก 66,758 เป็น 107,616 ล้านดอลลาร์ หรือราว 61% และสาม การนำเข้าจากจีนคิดเป็นราว 31% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของไทยในปี 2568 ขณะที่การส่งออกไปจีนคิดเป็นราว 12% ของการส่งออกทั้งหมด
สำหรับปี 2569 ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าระบุว่าครึ่งปีแรกไทยขาดดุลการค้ากับจีน 46,222 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 17,633 ล้านดอลลาร์
อ่านตัวเลขการค้าให้ลึกกว่าพาดหัว
ตัวเลขการค้าเป็นเรื่องที่ถูกอ่านผิดบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะรายงานฉบับเดียวกันมักมีหลายชุดตัวเลขที่หน้าตาคล้ายกัน สามข้อควรระวังที่พบบ่อย
หนึ่ง แยกดุลการค้ารายประเทศออกจากดุลการค้ารวมทั้งโลก ตัวเลขสองชุดนี้ต่างกันได้หลายเท่าและมักปรากฏอยู่ในบทความเดียวกัน ในปี 2568 ไทยขาดดุลการค้ากับจีน 67,893 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ดุลการค้ารวมทุกประเทศขาดดุลเพียง 5,308 ล้านดอลลาร์ เพราะไทยเกินดุลกับตลาดอื่นมาชดเชย การหยิบตัวเลขรวมมาอ้างเป็นตัวเลขจีนจะทำให้ประเมินสถานการณ์ต่ำเกินจริงอย่างมาก
สอง แยกข้อมูลจริงออกจากการประมาณการ ตัวเลขคาดการณ์ทั้งปี 2569 ที่ปรากฏตามสื่อบางแห่งเป็นการประมาณการของนักวิชาการ ไม่ใช่ข้อมูลที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศ ทั้งสองอย่างมีประโยชน์คนละแบบ แต่ต้องรู้ว่ากำลังอ่านอะไรอยู่ก่อนเอาไปวางแผน
สาม ระวังหน่วยพันล้านกับหมื่นล้าน การอ่านสลับกันทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนสิบเท่า ซึ่งพบได้ในการสรุปข่าวหลายแห่ง วิธีตรวจง่ายที่สุดคือลองเทียบกับ GDP หรือมูลค่าการค้ารวมดูว่าสัดส่วนสมเหตุสมผลหรือไม่
เหตุผลที่ต้องละเอียดขนาดนี้ไม่ใช่เพื่อความถูกต้องทางวิชาการอย่างเดียว แต่เพราะผู้ประกอบการใช้ตัวเลขพวกนี้ตัดสินใจเรื่องสต๊อก การตั้งราคา และการขยายกำลังผลิตจริง การวางแผนบนตัวเลขที่คลาดเคลื่อนสิบเท่ามีต้นทุนที่จับต้องได้
ทำไมแรงนี้ถึงจะไม่ลดลงในห้าปีข้างหน้า
คำตอบอยู่ในโครงสร้างของแผนเอง ไม่ใช่ในเจตนาของใคร สถาบัน MERICS วิเคราะห์ว่าแผนฉบับนี้ให้พื้นที่กับเรื่อง "ความมั่งคั่งร่วมกัน" ค่อนข้างจำกัด และไม่มีการปฏิรูปการคลังขนาดใหญ่ที่จะย้ายกำลังซื้อไปสู่ครัวเรือนได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ฝั่งการผลิตยังถูกเร่งต่อเนื่องผ่านนโยบายอุตสาหกรรมและ การดัน AI เข้าไปลดต้นทุนในสายการผลิต
เมื่อกำลังผลิตโตเร็วกว่ากำลังซื้อในประเทศ ส่วนต่างนั้นต้องหาทางออก และทางออกตามธรรมชาติคือตลาดส่งออก นี่เป็นกลไกทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่การกล่าวหาว่าใครตั้งใจทำอะไร
ข้อสังเกตสำหรับผู้ประกอบการ: การวางแผนธุรกิจในห้าปีข้างหน้าควรตั้งสมมติฐานว่าราคาสินค้าที่แข่งกับสินค้านำเข้าจากจีนจะยังถูกกดต่อเนื่อง ไม่ใช่สมมติฐานว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นถูกเขียนไว้ในแผนห้าปีอยู่แล้ว
สภาพจริงของผู้ประกอบการไทยตอนนี้
ตัวเลขจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในครึ่งปีแรกของปี 2569 ให้ภาพที่ต้องอ่านสองชั้น
| รายการ | ครึ่งปีแรก 2569 | เทียบปีก่อน |
|---|---|---|
| จำนวนธุรกิจที่เลิกกิจการ | 7,024 ราย | +12.49% |
| ทุนจดทะเบียนของธุรกิจที่เลิก | 98,857 ล้านบาท | +223.66% |
| จำนวนธุรกิจตั้งใหม่ | 44,773 ราย | +2.13% |
| ทุนจดทะเบียนของธุรกิจตั้งใหม่ | 111,200 ล้านบาท | −25.4% |
ชั้นแรกคือจำนวนรายที่เลิกเพิ่มขึ้นราว 12% ซึ่งเป็นการเพิ่มที่สังเกตได้แต่ยังไม่ผิดปกติมาก ชั้นที่สองคือ มูลค่าทุนจดทะเบียนของธุรกิจที่เลิกเพิ่มขึ้นกว่า 223% ซึ่งแปลว่าธุรกิจที่ปิดตัวในรอบนี้มีขนาดใหญ่กว่ารอบก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับทุนจดทะเบียนของธุรกิจตั้งใหม่ที่ลดลง 25% ภาพรวมจึงเป็นการหดตัวของขนาดทุนในระบบ ไม่ใช่แค่การหมุนเวียนเข้าออกตามปกติ
เรื่องที่ต้องแยกให้ออก — ไม่ใช่ทุกอย่างมาจากสินค้านำเข้า
การเขียนว่าทุกปัญหาของธุรกิจไทยมาจากสินค้าจีนจะทำให้วิเคราะห์ผิด ตัวเลขจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติชี้ว่าการนำเข้าของไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวถึง 42.3% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส โดยส่วนสำคัญมาจากการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล ไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภค
ผลคือดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 ขาดดุล 17.7 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 12% ของ GDP ซึ่งเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 13.4% สูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส
สองตัวเลขนี้อ่านคู่กันได้ว่าไทยกำลังลงทุนหนักในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่การลงทุนนั้นเกือบทั้งหมดเป็นการนำเข้า ซึ่งต่างจากจีนที่ผูกการลงทุนด้าน AI เข้ากับการสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศตามที่เขียนไว้ในแผน ประเด็นนี้เชื่อมกับที่เราเคยเขียนไว้ใน บทความเรื่องอธิปไตยทางเทคโนโลยี
ผลกระทบไม่เท่ากันทุกกลุ่มธุรกิจ
แรงกดดันจากสินค้านำเข้าไม่ได้กระจายเท่ากัน กลุ่มที่ขายสินค้ามาตรฐานซึ่งลูกค้าเปรียบเทียบราคาได้ง่ายจะรับแรงก่อนและแรงที่สุด ส่วนกลุ่มที่ขายสิ่งที่ต้องมีความน่าเชื่อถือหรือการรับรองประกอบ จะมีเวลาปรับตัวมากกว่า
| ลักษณะสินค้าหรือบริการ | ระดับแรงกดดัน | ทางปรับตัวที่ใช้ได้จริง |
|---|---|---|
| สินค้ามาตรฐาน เทียบราคาได้ตรงๆ | สูงที่สุด | ตัดสินค้าที่กำไรขั้นต้นติดลบออก แล้วโฟกัสรุ่นที่ยังมีส่วนต่าง |
| งานรับจ้างผลิตตามแบบ | สูง | ย้ายไปงานที่ต้องการความแม่นยำหรือใบรับรองที่คู่แข่งยังไม่มี |
| สินค้าที่ต้องมีบริการหลังการขายในพื้นที่ | ปานกลาง | ทำสัญญาบริการรายปีให้เป็นรายได้ประจำ แทนการขายครั้งเดียว |
| อาหารและเกษตรแปรรูปที่ต้องสอบย้อนกลับ | ต่ำกว่า | ลงทุนระบบสอบย้อนกลับให้ครบสาย เพราะเป็นสิ่งที่ราคาถูกทดแทนไม่ได้ |
| งานที่ผูกกับกฎระเบียบหรือการตรวจสอบ | ต่ำที่สุด | รักษาความสามารถในการทำเอกสารและการตรวจสอบให้เป็นจุดแข็ง |
สัญญาณเตือนที่ควรเฝ้าดูรายเดือน:
หนึ่ง กำไรขั้นต้นรายสินค้าลดลงติดต่อกันสามเดือนโดยยอดขายไม่ลด แปลว่ากำลังลดราคาสู้อยู่โดยไม่รู้ตัว สอง อายุสต๊อกเฉลี่ยยาวขึ้นขณะที่ราคาตลาดลง แปลว่ามีขาดทุนที่ยังไม่ถูกบันทึกอยู่ในคลัง สาม ระยะเวลาเก็บหนี้ยาวขึ้นพร้อมกับยอดขายที่โต ซึ่งเป็นรูปแบบที่นำไปสู่ปัญหาเงินสดได้เร็วที่สุด — ธุรกิจส่วนใหญ่ที่ปิดตัวลง ปิดเพราะเงินสดหมดก่อนที่งบกำไรขาดทุนจะบอกว่ามีปัญหา
อีกด้านหนึ่ง — เงินลงทุนที่ไหลเข้ามาด้วย
ภาพจะไม่ครบถ้าดูแต่ฝั่งสินค้า ตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในครึ่งปีแรกของปี 2569 ระบุว่ามีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1,299 โครงการ มูลค่า 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการลงทุนจากต่างประเทศ 877 โครงการ มูลค่า 1,368,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80%
ในจำนวนนี้ จีนอยู่อันดับ 3 ด้านมูลค่าที่ 45,766 ล้านบาท แต่เป็น อันดับ 1 ด้านจำนวนโครงการที่ 321 โครงการ ซึ่งเป็นรูปแบบที่บอกอะไรได้พอสมควร คือเป็นการลงทุนจำนวนมากที่มีขนาดต่อโครงการเล็กกว่าค่าเฉลี่ย
สำหรับผู้ประกอบการไทย รูปแบบนี้มีทั้งโอกาสและข้อควรระวังปนกัน โอกาสคือจำนวนโครงการที่มากแปลว่ามีคู่ค้าที่ต้องการซัพพลายเออร์ในประเทศเพิ่มขึ้น ข้อควรระวังคือถ้าโครงการเหล่านั้นนำเข้าชิ้นส่วนเข้ามาประกอบเป็นหลัก ประโยชน์ที่ตกกับห่วงโซ่อุปทานไทยจะน้อยกว่าตัวเลขการลงทุนที่เห็น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศถูกหยิบมาพูดถึงบ่อยขึ้น
สิ่งที่ผู้ประกอบการทำได้ในระดับที่ควบคุมเองได้
ระดับนโยบายมีข้อเสนอที่ถูกพูดถึงอยู่แล้ว เช่น การกำหนดให้ทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น การเปิดช่องทางอีคอมเมิร์ซให้สินค้า SME ไทยเข้าตลาดจีน และการดึงการลงทุนมาแปรรูปสินค้าเกษตรไทยแทนการส่งออกผลผลิตสด สิ่งเหล่านี้อยู่นอกมือของผู้ประกอบการรายเดียว
ส่วนที่อยู่ในมือคือสี่เรื่องนี้
| สิ่งที่ต้องรู้ | ทำไมสำคัญตอนราคาถูกกด |
|---|---|
| ต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าแต่ละตัว | เป็นเส้นที่บอกว่าลดราคาได้ถึงไหนก่อนขาดทุน — เดาไม่ได้ ต้องคำนวณจากข้อมูลจริง |
| กำไรขั้นต้นรายสินค้า ไม่ใช่รวมทั้งบริษัท | หลายกิจการขาดทุนจากสินค้าไม่กี่ตัวโดยไม่รู้ตัว เพราะดูแต่ยอดรวม |
| อายุสต๊อกและของค้างสต๊อก | ตอนราคาตลาดลง ของที่ค้างนานคือขาดทุนที่ยังไม่ถูกบันทึก |
| กระแสเงินสดล่วงหน้า 3–6 เดือน | ธุรกิจส่วนใหญ่ปิดตัวเพราะเงินสดหมด ไม่ใช่เพราะขาดทุนสะสม |
สี่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ตอบได้ยากมากถ้าข้อมูลการผลิต การซื้อ การขาย และการเงิน อยู่คนละไฟล์คนละแผนก ในภาวะที่ส่วนต่างกำไรบางลง ความเร็วในการรู้ตัวเลขมีค่าเท่ากับตัวเลขเอง
เกณฑ์ที่ใช้วัดได้ง่ายคือ ถ้าอยากรู้ต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าตัวหนึ่ง ตอบได้ภายในวันเดียวหรือต้องรอเป็นสัปดาห์ ความต่างนี้ไม่ได้อยู่ที่ความขยันของฝ่ายบัญชี แต่อยู่ที่ว่าข้อมูลการผลิต การซื้อ และการจ่าย ถูกผูกเข้าหากันตั้งแต่ตอนบันทึกหรือไม่ ถ้ายังต้องมากระทบยอดกันทีหลัง ตัวเลขจะมาช้ากว่าเวลาที่ต้องใช้ตัดสินใจอยู่เสมอ เรื่องนี้เราเขียนละเอียดไว้ใน บทความเรื่องเศรษฐกิจไทยกับบทบาทของ ERP
สรุป
แรงกดดันด้านราคาที่ผู้ประกอบการไทยเจออยู่ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นผลของโครงสร้างที่ถูกเขียนไว้ในแผนห้าปีที่เพิ่งเริ่มใช้ ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงคือให้วางแผนธุรกิจบนสมมติฐานว่าราคาจะยังถูกกดต่อ และเตรียมความสามารถในการรู้ต้นทุนของตัวเองให้เร็วกว่าคู่แข่ง
ตอนสุดท้ายของซีรีส์จะสรุปว่าองค์กรควรเอาแนวคิดการวางแผนห้าปีมาใช้กับตัวเองอย่างไร ทั้งการออกแบบตัวชี้วัดและการเตรียมข้อมูลที่ใช้วัดจริง อ่านต่อที่ ตอนที่ 6
ในตลาดที่ราคาถูกกดลงทุกปี ธุรกิจที่อยู่รอดไม่ใช่ธุรกิจที่ต้นทุนต่ำที่สุด แต่คือธุรกิจที่รู้ต้นทุนของตัวเองเร็วที่สุด
- สุรีระยา ลิ้มไพบูลย์ · กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด
แหล่งอ้างอิง
- กรุงเทพธุรกิจ — ตัวเลขการค้าไทย-จีน 5 ปี จากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า
- สำนักข่าวอิศรา — สนค. แถลงตัวเลขส่งออกและดุลการค้าปี 2568 (23 ม.ค. 2569)
- กรุงเทพธุรกิจ — 3 โมเดลลดการขาดดุลการค้ากับจีน (29 ส.ค. 2569)
- กรุงเทพธุรกิจ — สถิติจัดตั้งและเลิกกิจการ ครึ่งปีแรก 2569 (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า)
- THE STANDARD — ทุนจดทะเบียนของธุรกิจที่เลิกกิจการพุ่ง (20 ส.ค. 2569)
- กรุงเทพธุรกิจ — สศช. แถลง GDP ไตรมาส 2/2569 (17 ส.ค. 2569)
- InfoQuest — BOI แถลงสถิติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน ครึ่งปีแรก 2569 (23 ก.ค. 2569)
- THE STANDARD — ดุลการค้าไตรมาส 2/2569 กับการนำเข้าสินค้าทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์
- Congressional Research Service IF13204 — China’s 15th Five-Year Plan: S&T and Economic Priorities
- MERICS — Deciphering the 15th Five-Year Plan
สนใจระบบ ERP สำหรับองค์กรของคุณ?
รู้ต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าแต่ละตัวภายในวันเดียวได้ไหม? Saeree ERP เชื่อมระบบต้นทุนการผลิต พัสดุ และบัญชีเข้าด้วยกัน คำนวณต้นทุนต่อหน่วยจากข้อมูลจริงและตรวจสอบย้อนกลับถึงเอกสารต้นทางได้
ขอ Demo ฟรีโทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com


