02-347-7730  |  Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ติดต่อเรา

อุปทานแข็ง อุปสงค์อ่อน — ทำไมแผน 5 ปีจีนแปลว่าสินค้าจีนจะเข้าไทยหนักขึ้น

  • หน้าแรก
  • บทความ
  • อุปทานแข็ง อุปสงค์อ่อน — ทำไมแผน 5 ปีจีนแปลว่าสินค้าจีนจะเข้าไทยหนักขึ้น
อุปทานแข็ง อุปสงค์อ่อน — ทำไมแผน 5 ปีจีนแปลว่าสินค้าจีนจะเข้าไทยหนักขึ้น
  • 29
  • สิงหาคม

แผน 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีนวินิจฉัยปัญหาเศรษฐกิจของตัวเองว่าเป็น "อุปทานแข็ง อุปสงค์อ่อน" (强供给弱需求) แต่เครื่องมือที่เลือกใช้แก้ยังเป็นนโยบายฝั่งการผลิตเป็นหลัก รายงานของ Congressional Research Service ระบุว่าแนวทางนี้เป็นสิ่งที่ซ้ำเติมกำลังการผลิตส่วนเกินที่มีอยู่แล้ว ผลที่ตามมาสำหรับตลาดอย่างไทยคาดเดาได้ตรงไปตรงมา บทความนี้เป็นตอนที่ 5 ของซีรีส์ ต่อจาก ตอนที่ 4

สรุปบรรทัดเดียว: เมื่อกำลังผลิตโตเร็วกว่ากำลังซื้อในประเทศ ส่วนต่างต้องหาทางออกที่ตลาดต่างประเทศ ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มจาก 45,337 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 เป็น 67,893 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 และครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 46,222 ล้านดอลลาร์แล้ว

ตัวเลขการค้าไทย-จีน 5 ปี

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ แสดงทิศทางที่ชัดเจนกว่าคำอธิบายใดๆ

ปี ส่งออกไปจีน นำเข้าจากจีน ดุลการค้า
256437,265.666,758.4−29,492.8
256534,430.170,766.7−36,336.6
256634,173.370,826.6−36,653.2
256735,277.180,614.5−45,337.4
256839,722.9107,615.6−67,892.8

หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ · ที่มา: สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์

สามตัวเลขที่ควรจำจากตารางนี้ หนึ่ง การส่งออกของไทยไปจีนแทบไม่ขยับตลอดห้าปี จาก 37,266 เป็น 39,723 ล้านดอลลาร์ สอง การนำเข้าจากจีนเพิ่มจาก 66,758 เป็น 107,616 ล้านดอลลาร์ หรือราว 61% และสาม การนำเข้าจากจีนคิดเป็นราว 31% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของไทยในปี 2568 ขณะที่การส่งออกไปจีนคิดเป็นราว 12% ของการส่งออกทั้งหมด

สำหรับปี 2569 ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าระบุว่าครึ่งปีแรกไทยขาดดุลการค้ากับจีน 46,222 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 17,633 ล้านดอลลาร์

อ่านตัวเลขการค้าให้ลึกกว่าพาดหัว

ตัวเลขการค้าเป็นเรื่องที่ถูกอ่านผิดบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะรายงานฉบับเดียวกันมักมีหลายชุดตัวเลขที่หน้าตาคล้ายกัน สามข้อควรระวังที่พบบ่อย

หนึ่ง แยกดุลการค้ารายประเทศออกจากดุลการค้ารวมทั้งโลก ตัวเลขสองชุดนี้ต่างกันได้หลายเท่าและมักปรากฏอยู่ในบทความเดียวกัน ในปี 2568 ไทยขาดดุลการค้ากับจีน 67,893 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ดุลการค้ารวมทุกประเทศขาดดุลเพียง 5,308 ล้านดอลลาร์ เพราะไทยเกินดุลกับตลาดอื่นมาชดเชย การหยิบตัวเลขรวมมาอ้างเป็นตัวเลขจีนจะทำให้ประเมินสถานการณ์ต่ำเกินจริงอย่างมาก

สอง แยกข้อมูลจริงออกจากการประมาณการ ตัวเลขคาดการณ์ทั้งปี 2569 ที่ปรากฏตามสื่อบางแห่งเป็นการประมาณการของนักวิชาการ ไม่ใช่ข้อมูลที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศ ทั้งสองอย่างมีประโยชน์คนละแบบ แต่ต้องรู้ว่ากำลังอ่านอะไรอยู่ก่อนเอาไปวางแผน

สาม ระวังหน่วยพันล้านกับหมื่นล้าน การอ่านสลับกันทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนสิบเท่า ซึ่งพบได้ในการสรุปข่าวหลายแห่ง วิธีตรวจง่ายที่สุดคือลองเทียบกับ GDP หรือมูลค่าการค้ารวมดูว่าสัดส่วนสมเหตุสมผลหรือไม่

เหตุผลที่ต้องละเอียดขนาดนี้ไม่ใช่เพื่อความถูกต้องทางวิชาการอย่างเดียว แต่เพราะผู้ประกอบการใช้ตัวเลขพวกนี้ตัดสินใจเรื่องสต๊อก การตั้งราคา และการขยายกำลังผลิตจริง การวางแผนบนตัวเลขที่คลาดเคลื่อนสิบเท่ามีต้นทุนที่จับต้องได้

ทำไมแรงนี้ถึงจะไม่ลดลงในห้าปีข้างหน้า

คำตอบอยู่ในโครงสร้างของแผนเอง ไม่ใช่ในเจตนาของใคร สถาบัน MERICS วิเคราะห์ว่าแผนฉบับนี้ให้พื้นที่กับเรื่อง "ความมั่งคั่งร่วมกัน" ค่อนข้างจำกัด และไม่มีการปฏิรูปการคลังขนาดใหญ่ที่จะย้ายกำลังซื้อไปสู่ครัวเรือนได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ฝั่งการผลิตยังถูกเร่งต่อเนื่องผ่านนโยบายอุตสาหกรรมและ การดัน AI เข้าไปลดต้นทุนในสายการผลิต

เมื่อกำลังผลิตโตเร็วกว่ากำลังซื้อในประเทศ ส่วนต่างนั้นต้องหาทางออก และทางออกตามธรรมชาติคือตลาดส่งออก นี่เป็นกลไกทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่การกล่าวหาว่าใครตั้งใจทำอะไร

ข้อสังเกตสำหรับผู้ประกอบการ: การวางแผนธุรกิจในห้าปีข้างหน้าควรตั้งสมมติฐานว่าราคาสินค้าที่แข่งกับสินค้านำเข้าจากจีนจะยังถูกกดต่อเนื่อง ไม่ใช่สมมติฐานว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นถูกเขียนไว้ในแผนห้าปีอยู่แล้ว

สภาพจริงของผู้ประกอบการไทยตอนนี้

ตัวเลขจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในครึ่งปีแรกของปี 2569 ให้ภาพที่ต้องอ่านสองชั้น

รายการ ครึ่งปีแรก 2569 เทียบปีก่อน
จำนวนธุรกิจที่เลิกกิจการ7,024 ราย+12.49%
ทุนจดทะเบียนของธุรกิจที่เลิก98,857 ล้านบาท+223.66%
จำนวนธุรกิจตั้งใหม่44,773 ราย+2.13%
ทุนจดทะเบียนของธุรกิจตั้งใหม่111,200 ล้านบาท−25.4%

ชั้นแรกคือจำนวนรายที่เลิกเพิ่มขึ้นราว 12% ซึ่งเป็นการเพิ่มที่สังเกตได้แต่ยังไม่ผิดปกติมาก ชั้นที่สองคือ มูลค่าทุนจดทะเบียนของธุรกิจที่เลิกเพิ่มขึ้นกว่า 223% ซึ่งแปลว่าธุรกิจที่ปิดตัวในรอบนี้มีขนาดใหญ่กว่ารอบก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับทุนจดทะเบียนของธุรกิจตั้งใหม่ที่ลดลง 25% ภาพรวมจึงเป็นการหดตัวของขนาดทุนในระบบ ไม่ใช่แค่การหมุนเวียนเข้าออกตามปกติ

เรื่องที่ต้องแยกให้ออก — ไม่ใช่ทุกอย่างมาจากสินค้านำเข้า

การเขียนว่าทุกปัญหาของธุรกิจไทยมาจากสินค้าจีนจะทำให้วิเคราะห์ผิด ตัวเลขจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติชี้ว่าการนำเข้าของไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวถึง 42.3% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส โดยส่วนสำคัญมาจากการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล ไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภค

ผลคือดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 ขาดดุล 17.7 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 12% ของ GDP ซึ่งเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 13.4% สูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส

สองตัวเลขนี้อ่านคู่กันได้ว่าไทยกำลังลงทุนหนักในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่การลงทุนนั้นเกือบทั้งหมดเป็นการนำเข้า ซึ่งต่างจากจีนที่ผูกการลงทุนด้าน AI เข้ากับการสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศตามที่เขียนไว้ในแผน ประเด็นนี้เชื่อมกับที่เราเคยเขียนไว้ใน บทความเรื่องอธิปไตยทางเทคโนโลยี

ผลกระทบไม่เท่ากันทุกกลุ่มธุรกิจ

แรงกดดันจากสินค้านำเข้าไม่ได้กระจายเท่ากัน กลุ่มที่ขายสินค้ามาตรฐานซึ่งลูกค้าเปรียบเทียบราคาได้ง่ายจะรับแรงก่อนและแรงที่สุด ส่วนกลุ่มที่ขายสิ่งที่ต้องมีความน่าเชื่อถือหรือการรับรองประกอบ จะมีเวลาปรับตัวมากกว่า

ลักษณะสินค้าหรือบริการ ระดับแรงกดดัน ทางปรับตัวที่ใช้ได้จริง
สินค้ามาตรฐาน เทียบราคาได้ตรงๆสูงที่สุดตัดสินค้าที่กำไรขั้นต้นติดลบออก แล้วโฟกัสรุ่นที่ยังมีส่วนต่าง
งานรับจ้างผลิตตามแบบสูงย้ายไปงานที่ต้องการความแม่นยำหรือใบรับรองที่คู่แข่งยังไม่มี
สินค้าที่ต้องมีบริการหลังการขายในพื้นที่ปานกลางทำสัญญาบริการรายปีให้เป็นรายได้ประจำ แทนการขายครั้งเดียว
อาหารและเกษตรแปรรูปที่ต้องสอบย้อนกลับต่ำกว่าลงทุนระบบสอบย้อนกลับให้ครบสาย เพราะเป็นสิ่งที่ราคาถูกทดแทนไม่ได้
งานที่ผูกกับกฎระเบียบหรือการตรวจสอบต่ำที่สุดรักษาความสามารถในการทำเอกสารและการตรวจสอบให้เป็นจุดแข็ง

สัญญาณเตือนที่ควรเฝ้าดูรายเดือน:

หนึ่ง กำไรขั้นต้นรายสินค้าลดลงติดต่อกันสามเดือนโดยยอดขายไม่ลด แปลว่ากำลังลดราคาสู้อยู่โดยไม่รู้ตัว สอง อายุสต๊อกเฉลี่ยยาวขึ้นขณะที่ราคาตลาดลง แปลว่ามีขาดทุนที่ยังไม่ถูกบันทึกอยู่ในคลัง สาม ระยะเวลาเก็บหนี้ยาวขึ้นพร้อมกับยอดขายที่โต ซึ่งเป็นรูปแบบที่นำไปสู่ปัญหาเงินสดได้เร็วที่สุด — ธุรกิจส่วนใหญ่ที่ปิดตัวลง ปิดเพราะเงินสดหมดก่อนที่งบกำไรขาดทุนจะบอกว่ามีปัญหา

อีกด้านหนึ่ง — เงินลงทุนที่ไหลเข้ามาด้วย

ภาพจะไม่ครบถ้าดูแต่ฝั่งสินค้า ตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในครึ่งปีแรกของปี 2569 ระบุว่ามีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1,299 โครงการ มูลค่า 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการลงทุนจากต่างประเทศ 877 โครงการ มูลค่า 1,368,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80%

ในจำนวนนี้ จีนอยู่อันดับ 3 ด้านมูลค่าที่ 45,766 ล้านบาท แต่เป็น อันดับ 1 ด้านจำนวนโครงการที่ 321 โครงการ ซึ่งเป็นรูปแบบที่บอกอะไรได้พอสมควร คือเป็นการลงทุนจำนวนมากที่มีขนาดต่อโครงการเล็กกว่าค่าเฉลี่ย

สำหรับผู้ประกอบการไทย รูปแบบนี้มีทั้งโอกาสและข้อควรระวังปนกัน โอกาสคือจำนวนโครงการที่มากแปลว่ามีคู่ค้าที่ต้องการซัพพลายเออร์ในประเทศเพิ่มขึ้น ข้อควรระวังคือถ้าโครงการเหล่านั้นนำเข้าชิ้นส่วนเข้ามาประกอบเป็นหลัก ประโยชน์ที่ตกกับห่วงโซ่อุปทานไทยจะน้อยกว่าตัวเลขการลงทุนที่เห็น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศถูกหยิบมาพูดถึงบ่อยขึ้น

สิ่งที่ผู้ประกอบการทำได้ในระดับที่ควบคุมเองได้

ระดับนโยบายมีข้อเสนอที่ถูกพูดถึงอยู่แล้ว เช่น การกำหนดให้ทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น การเปิดช่องทางอีคอมเมิร์ซให้สินค้า SME ไทยเข้าตลาดจีน และการดึงการลงทุนมาแปรรูปสินค้าเกษตรไทยแทนการส่งออกผลผลิตสด สิ่งเหล่านี้อยู่นอกมือของผู้ประกอบการรายเดียว

ส่วนที่อยู่ในมือคือสี่เรื่องนี้

สิ่งที่ต้องรู้ ทำไมสำคัญตอนราคาถูกกด
ต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าแต่ละตัวเป็นเส้นที่บอกว่าลดราคาได้ถึงไหนก่อนขาดทุน — เดาไม่ได้ ต้องคำนวณจากข้อมูลจริง
กำไรขั้นต้นรายสินค้า ไม่ใช่รวมทั้งบริษัทหลายกิจการขาดทุนจากสินค้าไม่กี่ตัวโดยไม่รู้ตัว เพราะดูแต่ยอดรวม
อายุสต๊อกและของค้างสต๊อกตอนราคาตลาดลง ของที่ค้างนานคือขาดทุนที่ยังไม่ถูกบันทึก
กระแสเงินสดล่วงหน้า 3–6 เดือนธุรกิจส่วนใหญ่ปิดตัวเพราะเงินสดหมด ไม่ใช่เพราะขาดทุนสะสม

สี่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ตอบได้ยากมากถ้าข้อมูลการผลิต การซื้อ การขาย และการเงิน อยู่คนละไฟล์คนละแผนก ในภาวะที่ส่วนต่างกำไรบางลง ความเร็วในการรู้ตัวเลขมีค่าเท่ากับตัวเลขเอง

เกณฑ์ที่ใช้วัดได้ง่ายคือ ถ้าอยากรู้ต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าตัวหนึ่ง ตอบได้ภายในวันเดียวหรือต้องรอเป็นสัปดาห์ ความต่างนี้ไม่ได้อยู่ที่ความขยันของฝ่ายบัญชี แต่อยู่ที่ว่าข้อมูลการผลิต การซื้อ และการจ่าย ถูกผูกเข้าหากันตั้งแต่ตอนบันทึกหรือไม่ ถ้ายังต้องมากระทบยอดกันทีหลัง ตัวเลขจะมาช้ากว่าเวลาที่ต้องใช้ตัดสินใจอยู่เสมอ เรื่องนี้เราเขียนละเอียดไว้ใน บทความเรื่องเศรษฐกิจไทยกับบทบาทของ ERP

สรุป

แรงกดดันด้านราคาที่ผู้ประกอบการไทยเจออยู่ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นผลของโครงสร้างที่ถูกเขียนไว้ในแผนห้าปีที่เพิ่งเริ่มใช้ ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงคือให้วางแผนธุรกิจบนสมมติฐานว่าราคาจะยังถูกกดต่อ และเตรียมความสามารถในการรู้ต้นทุนของตัวเองให้เร็วกว่าคู่แข่ง

ตอนสุดท้ายของซีรีส์จะสรุปว่าองค์กรควรเอาแนวคิดการวางแผนห้าปีมาใช้กับตัวเองอย่างไร ทั้งการออกแบบตัวชี้วัดและการเตรียมข้อมูลที่ใช้วัดจริง อ่านต่อที่ ตอนที่ 6

ในตลาดที่ราคาถูกกดลงทุกปี ธุรกิจที่อยู่รอดไม่ใช่ธุรกิจที่ต้นทุนต่ำที่สุด แต่คือธุรกิจที่รู้ต้นทุนของตัวเองเร็วที่สุด

- สุรีระยา ลิ้มไพบูลย์ · กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด

แหล่งอ้างอิง

สนใจระบบ ERP สำหรับองค์กรของคุณ?

รู้ต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าแต่ละตัวภายในวันเดียวได้ไหม? Saeree ERP เชื่อมระบบต้นทุนการผลิต พัสดุ และบัญชีเข้าด้วยกัน คำนวณต้นทุนต่อหน่วยจากข้อมูลจริงและตรวจสอบย้อนกลับถึงเอกสารต้นทางได้

ขอ Demo ฟรี

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

Saeree ERP Author

เกี่ยวกับผู้เขียน

สุรีระยา ลิ้มไพบูลย์

กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด และผู้ก่อตั้ง Saeree ERP พร้อมให้คำปรึกษาและบริการด้านระบบ ERP ครบวงจร