02-347-7730  |  Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ติดต่อเรา

จีนเลิกพึ่งใคร? ยุทธศาสตร์พึ่งพาตัวเองด้านเทคโนโลยี 2569-2573 และผลที่ไทยจะได้รับ

  • หน้าแรก
  • บทความ
  • จีนเลิกพึ่งใคร? ยุทธศาสตร์พึ่งพาตัวเองด้านเทคโนโลยี 2569-2573 และผลที่ไทยจะได้รับ
จีนเลิกพึ่งใคร? ยุทธศาสตร์พึ่งพาตัวเองด้านเทคโนโลยี 2569-2573 และผลที่ไทยจะได้รับ
  • 29
  • สิงหาคม

ยุทธศาสตร์พึ่งพาตัวเองด้านเทคโนโลยี (科技自立自强) เป็นหนึ่งใน 18 ภาคของแผน 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีน และเป็นภาคที่ระบุชื่อสาขาที่ต้องเลิกพึ่งพาต่างชาติไว้ชัดที่สุด รายงานของ Congressional Research Service สหรัฐฯ สรุปว่าแผนเรียกร้อง "มาตรการพิเศษ" (extraordinary measures) เพื่อลดการพึ่งพาใน 6 สาขาหลัก บทความนี้เป็นตอนที่ 3 ของซีรีส์ ต่อจาก ตอนที่ 2 เรื่องนโยบาย AI+ โดยภาพรวมของแผนทั้งฉบับอยู่ที่ ตอนที่ 1

สรุปบรรทัดเดียว: จีนตั้งใจเลิกซื้อของบางอย่างจากต่างชาติภายในห้าปี ผลข้างเคียงที่กระทบไทยโดยตรงคือโอกาสร่วมผลิตและรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจะน้อยลง — ไทยจะได้ซื้อของสำเร็จรูปที่ดีขึ้นในราคาถูกลง แต่ได้เรียนรู้วิธีทำน้อยลง

หกสาขาที่จีนยังพึ่งพาต่างชาติ และตั้งใจจะเลิก

รายงาน CRS ระบุสาขาที่จีนยังพึ่งพาสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งแผนสั่งให้ใช้มาตรการพิเศษเพื่อลดการพึ่งพา ได้แก่ เครื่องบิน เกษตร เซมิคอนดักเตอร์ ซอฟต์แวร์ พลังงาน และกังหันแก๊ส

สาขา สิ่งที่แผนระบุ แนวโน้มผลต่อตลาดโลก
เซมิคอนดักเตอร์วงจรรวม ทั้งเทคโนโลยีรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ชิปรุ่นที่ใช้ในสินค้าทั่วไปจะมีอุปทานเพิ่มและราคาลง
ซอฟต์แวร์ซอฟต์แวร์พื้นฐานและเครื่องมือพัฒนาตลาดซอฟต์แวร์องค์กรจะมีทางเลือกจากฝั่งจีนมากขึ้น
การบินเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ ระบบดาวเทียม BeiDouตัวเลือกด้านการบินและระบบนำทางเพิ่มขึ้น
เกษตรเป้าพึ่งพาตัวเองด้านเมล็ดพันธุ์ 85%โดยนัยแล้วตลาดเมล็ดพันธุ์นำเข้าของจีนจะเหลือราว 15%
พลังงานกักเก็บพลังงาน ไฮโดรเจนเขียวต้นทุนระบบกักเก็บพลังงานมีแนวโน้มลดลง
กังหันแก๊สและเครื่องจักรเครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องมือวัดระดับสูงผู้ผลิตไทยจะมีตัวเลือกเครื่องจักรราคาต่ำกว่าเดิม

สังเกตว่าคอลัมน์ขวาไม่ได้มีแต่ข่าวร้าย การที่จีนผลิตของเหล่านี้ได้เองแปลว่าตลาดโลกจะมีอุปทานเพิ่ม ซึ่งเป็นประโยชน์กับผู้ซื้ออย่างไทยในระยะสั้น ปัญหาอยู่ที่ระยะยาวมากกว่า

ทำไม "พึ่งพาตัวเอง" ถึงยากกว่าที่ฟัง

คำว่าพึ่งพาตัวเองฟังดูเหมือนเรื่องของเงินลงทุนอย่างเดียว แต่ในทางปฏิบัติมีอย่างน้อยสามชั้นที่ต้องผ่าน ชั้นแรกคือทำได้ ชั้นที่สองคือทำได้ในราคาที่แข่งได้ และชั้นที่สามคือทำได้ในปริมาณที่ป้อนตลาดจริงได้อย่างสม่ำเสมอ หลายเทคโนโลยีที่ถูกประกาศว่า "ทำได้แล้ว" ยังติดอยู่ที่ชั้นแรก

ตัวชี้วัดที่จีนตั้งไว้ในหมวดนวัตกรรมสะท้อนเรื่องนี้ คือแทนที่จะตั้งเป้าเป็นจำนวนสิทธิบัตรหรือจำนวนบริษัทเทคโนโลยี แผนเลือกวัดที่ ค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาทั้งสังคมที่ต้องโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 7% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปั่นได้ยากกว่าและสะท้อนความต่อเนื่องของการลงทุนมากกว่า

อีกจุดที่บอกความจริงจังคือกระบวนการจัดทำ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติระบุว่ามีรายงานวิจัยประกอบเกือบ 200 ฉบับก่อนกลั่นออกมาเป็นแผน ซึ่งเป็นสัดส่วนของงานเตรียมการต่อเอกสารสุดท้ายที่สูงมาก

สำหรับผู้ประกอบการไทย บทเรียนตรงนี้ใช้ได้ทันทีในระดับที่เล็กลงมาก คือก่อนตัดสินใจว่าจะทำอะไรเองหรือจ้างคนอื่นทำ ควรตอบให้ได้ก่อนว่างานนั้นต้องทำได้ในราคาเท่าไรและปริมาณเท่าไรจึงจะคุ้ม ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ถ้าไม่รู้ต้นทุนต่อหน่วยที่แท้จริงของตัวเอง

อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และอุตสาหกรรมอนาคต

แผนแบ่งอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นสองชั้น ชั้นแรกคืออุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่เริ่มมีรายได้แล้ว ชั้นที่สองคืออุตสาหกรรมอนาคตที่ยังอยู่ในขั้นวิจัยแต่ถูกเอ่ยชื่อในระดับแผนชาติเป็นครั้งแรก

ชั้น สาขาที่ระบุชื่อ
อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์
มีตลาดแล้ว เร่งขยาย
เทคโนโลยีสารสนเทศรุ่นใหม่ · พลังงานใหม่ · หุ่นยนต์ · การบินอวกาศ · วัสดุขั้นสูง (เหล็กพิเศษ แร่หายาก เซรามิก)
อุตสาหกรรมอนาคต
เอ่ยชื่อครั้งแรกในแผนชาติ
เทคโนโลยีควอนตัม · Brain-Computer Interface · Embodied AI (หุ่นยนต์ที่มีร่างกาย) · รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะเชื่อมต่อ · อวกาศเชิงพาณิชย์ · ชีวการผลิต · เศรษฐกิจทะเลลึก · 6G

นอกจากนี้แผนยังเพิ่มเป้าหมาย "มหาอำนาจ" อีก 5 ด้าน คือ เกษตร การเงิน อวกาศ พลังงาน และการท่องเที่ยว ซึ่งสองด้านหลังเป็นสาขาที่ไทยมีความได้เปรียบมาตลอด

ห่วงโซ่อุปทานที่ออกแบบให้ควบคุมได้

รายงาน CRS ใช้คำว่าจีนกำลังสร้าง "ห่วงโซ่อุปทานโลกที่จีนควบคุมและบูรณาการแนวดิ่ง" ผ่านโครงการ Belt and Road ซึ่งรวมถึงการวางมาตรฐานทางเทคนิคด้วย

จุดที่มักถูกมองข้าม: การวางมาตรฐานทางเทคนิคมีผลยาวกว่าการขายสินค้า เพราะเมื่อมาตรฐานถูกกำหนดแล้ว ผู้ผลิตรายอื่นต้องผลิตให้เข้ากับมาตรฐานนั้นไปอีกหลายสิบปี นี่เป็นเหตุผลที่การเข้าร่วมเวทีกำหนดมาตรฐานสำคัญกว่าการเจรจาราคาในหลายกรณี

ผลที่ไทยจะได้รับ — ทั้งที่ดีและที่ต้องเตรียมตัว

บทวิเคราะห์จากมุมอาเซียนชี้ว่าเมื่อจีนดึงการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์กลับเข้าไปทำเองมากขึ้น ผู้ผลิตไทยแบบดั้งเดิมและธุรกิจที่ผูกกับเครื่องยนต์สันดาปภายในจะเจอแรงบีบด้านอัตรากำไร ขณะที่สาขาสุขภาพและอาหารยังมีโอกาสรับการลงทุนจากจีน

กลุ่มธุรกิจไทย ทิศทาง สิ่งที่ควรทำ
ชิ้นส่วนยานยนต์สันดาปภายในแรงกดดันสูงรู้ต้นทุนต่อชิ้นให้แม่น เพื่อตัดสินใจได้ว่าชิ้นไหนควรเลิกผลิต
อิเล็กทรอนิกส์รับจ้างผลิตแรงกดดันสูงย้ายจากรับจ้างประกอบไปสู่งานที่ต้องการความแม่นยำและการรับรอง
เกษตรแปรรูปและอาหารยังมีโอกาสทำระบบสอบย้อนกลับให้ครบสาย เพราะเป็นสิ่งที่แข่งด้วยราคาไม่ได้
การแพทย์และสุขภาพโอกาสสูงตลาดผู้สูงอายุจีนกำลังขยายตามตัวชี้วัดเตียงดูแลที่ 73%
เครื่องจักรและงานระบบผสมซื้อเครื่องได้ถูกลง แต่ต้องมีทีมที่ซ่อมและปรับแต่งเองได้

ความเสี่ยงที่มาพร้อมกับของถูก

ข้อควรระวังเรื่องการกระจุกตัวของอุปทาน: เมื่อสินค้าประเภทหนึ่งมีผู้ผลิตหลักเหลือน้อยราย ราคาที่ถูกลงมาพร้อมกับความเสี่ยงที่การหยุดชะงักเพียงจุดเดียวจะกระทบทั้งสาย

สำหรับธุรกิจไทยที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรหรือชิ้นส่วนที่ราคาต่ำลง คำถามที่ควรถามควบคู่กับราคาคือ ถ้าแหล่งนี้ส่งของไม่ได้เป็นเวลาสามเดือน ธุรกิจจะเดินต่อได้หรือไม่ และมีแหล่งสำรองที่ผ่านการทดสอบแล้วหรือยัง คำตอบที่ดีไม่ใช่การเลี่ยงแหล่งนั้น แต่คือการรู้ล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไร

ในทางปฏิบัติ องค์กรที่ตอบคำถามนี้ได้เร็วคือองค์กรที่มีข้อมูลพัสดุและการสั่งซื้ออยู่ในระบบเดียวกัน เพราะสามารถดึงรายการวัสดุที่พึ่งพาผู้ขายรายเดียวออกมาดูได้ทันที ส่วนองค์กรที่เก็บข้อมูลแยกกันตามแผนก มักใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะรู้ว่าตัวเองเสี่ยงตรงไหน ซึ่งเป็นเวลาที่ยาวเกินไปเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว

เรื่องถ่ายทอดเทคโนโลยี — ประเด็นที่ต้องพูดตรงๆ

สถาบัน MERICS ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อจีนพึ่งพาตัวเองมากขึ้น การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการร่วมทุนกับต่างชาติมีแนวโน้มลดลง ประกอบกับความถี่ของคำว่า "ปฏิรูปและเปิดประเทศ" ในเอกสารที่ลดลง 15.6% จากแผนฉบับก่อน

สำหรับไทย ข้อสรุปนี้แปลได้ตรงไปตรงมาว่า การรอให้ความสามารถทางเทคนิคเดินทางมาพร้อมการลงทุนจากต่างประเทศ เป็นยุทธศาสตร์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าเมื่อสิบปีก่อน เรื่องนี้เป็นประเด็นเดียวกับที่เราเคยเขียนไว้ใน บทความเรื่องอธิปไตยทางเทคโนโลยีของไทย และ บทความเรื่องนโยบายส่งเสริมซอฟต์แวร์ในประเทศของจีนและเกาหลีใต้

ทางที่เป็นไปได้จริงสำหรับไทย

ไทยไม่มีขนาดตลาดภายในที่จะทำแบบจีนได้ และไม่จำเป็นต้องทำ ทางที่ประเทศขนาดกลางใช้ได้จริงคือการเลือกจุดที่ตัวเองมีของอยู่แล้วให้ลึกลงไปอีกชั้น แทนการไล่ตามทุกสาขาที่ประเทศใหญ่ประกาศ

ตัวอย่างที่ชัดคือภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยมีทั้งวัตถุดิบ ผู้ประกอบการ และชื่อเสียงในตลาดโลกอยู่แล้ว สิ่งที่ยังขาดในหลายกรณีไม่ใช่เทคโนโลยีการผลิต แต่คือระบบข้อมูลที่สอบย้อนกลับได้ตั้งแต่แปลงจนถึงปลายทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่ค้าต่างประเทศเริ่มขอเป็นเงื่อนไขการซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นสิ่งที่แข่งด้วยราคาถูกอย่างเดียวไม่ได้

อีกจุดที่ควรมองคือด้านบริการสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งตัวชี้วัดในแผนจีนเองบ่งชี้ว่าตลาดฝั่งนั้นกำลังขยายตัว ทั้งเป้าเตียงประเภทดูแลที่ 73% และอายุคาดเฉลี่ยที่ตั้งไว้ 80 ปี ประเทศที่มีบุคลากรและมาตรฐานการบริการที่ได้รับการยอมรับ ย่อมอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าประเทศที่ต้องเริ่มสร้างชื่อเสียงใหม่

ข้อสรุปคือการพึ่งพาตัวเองไม่ได้แปลว่าต้องผลิตทุกอย่างเอง แต่แปลว่าต้องมีอย่างน้อยหนึ่งอย่างที่คนอื่นต้องมาซื้อจากเรา และรู้ต้นทุนของสิ่งนั้นดีพอที่จะรักษาส่วนต่างไว้ได้เมื่อราคาตลาดถูกกดลง

บทเรียนระดับองค์กร — เลือกผู้ให้บริการที่ดี ไม่ใช่หลบทุกการพึ่งพา

สิ่งที่ควรระวังคือการสรุปบทเรียนนี้ผิดเป็น "ต้องทำเองทุกอย่าง" ซึ่งไม่จริงและไม่คุ้มสำหรับองค์กรส่วนใหญ่ แม้แต่จีนที่มีทรัพยากรมหาศาลยังเลือกลดการพึ่งพาเฉพาะ 6 สาขาที่ระบุชื่อไว้ ไม่ใช่ทุกสาขา

คำถามที่ใช้ได้จริงกว่าคือ องค์กรพึ่งพาใครอยู่บ้าง และถ้าคนนั้นหายไป จะเกิดอะไรขึ้น ระบบที่ควรถามคำถามนี้ก่อนคือระบบที่เก็บข้อมูลหลักขององค์กร เพราะเป็นระบบที่ย้ายยากที่สุด

คำถามที่ควรถามผู้ให้บริการระบบหลัก คำตอบที่ควรได้
ข้อมูลของเราเก็บอยู่ที่ไหน และเราดึงออกมาทั้งหมดได้ไหมดึงออกได้ในรูปแบบมาตรฐาน ไม่ต้องขออนุญาตเป็นรายครั้ง
ถ้าเลิกใช้บริการ เราเอาข้อมูลไปใช้ต่อได้อย่างไรมีขั้นตอนส่งมอบข้อมูลที่เขียนไว้ในสัญญา
ระบบทำงานต่อได้ไหมถ้าอินเทอร์เน็ตหรือผู้ให้บริการภายนอกล่มงานที่วิกฤตต้องทำงานต่อได้ในระดับหนึ่ง
ใครแก้ไขระบบให้เราได้บ้าง นอกจากผู้ขายรายเดิมมีมากกว่าหนึ่งทางเลือก หรือมีเอกสารพอให้ทีมอื่นรับช่วงได้

สี่คำถามนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเลี่ยงการพึ่งพาผู้ให้บริการ แต่มีไว้เพื่อคัดเลือกผู้ให้บริการที่ตอบได้ สัญญาณที่ใช้ดูได้จริงมีสามอย่าง คือเลือกได้ว่าจะติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ขององค์กรเองหรือบนคลาวด์ · เข้าถึงฐานข้อมูลได้โดยตรงไม่ต้องผ่านผู้ขายทุกครั้ง · และมีขั้นตอนส่งมอบข้อมูลเขียนไว้ในสัญญาตั้งแต่วันเซ็น ไม่ใช่ไปตกลงกันวันที่จะเลิกใช้

คำถามข้อที่สี่เป็นข้อที่ควรถามผู้ขายทุกราย โดยเฉพาะรายที่ใช้อยู่แล้ว เพราะคำตอบจะเปลี่ยนไปตามจำนวนคนในตลาดที่ยังทำระบบนั้นเป็น ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนเป็นระยะ ไม่ใช่ตรวจครั้งเดียวตอนซื้อ

สรุป

ยุทธศาสตร์พึ่งพาตัวเองของจีนจะทำให้สินค้าเทคโนโลยีในตลาดโลกมีตัวเลือกมากขึ้นและราคาถูกลง แต่ทำให้โอกาสเรียนรู้วิธีผลิตน้อยลงสำหรับประเทศที่รอรับการถ่ายทอด ทางออกไม่ใช่การทำเองทุกอย่าง แต่คือการเลือกให้ชัดว่าองค์กรจะเก่งเรื่องอะไรด้วยตัวเอง และจะซื้อเรื่องอะไรจากคนที่เก่งกว่า

ตอนต่อไปเราจะเทียบกลไกการวางแผนของไทยกับจีน ทั้งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนแม่บท 23 ประเด็น และร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อ่านต่อที่ ตอนที่ 4

การพึ่งพาไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง ปัญหาคือการพึ่งพาโดยไม่รู้ว่าถ้าวันหนึ่งสิ่งนั้นหายไป องค์กรจะทำอย่างไรต่อ

- ไพฑูรย์ บุตรี · ผู้เชี่ยวชาญระบบเน็ตเวิร์คและความปลอดภัยเซิร์ฟเวอร์ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด

แหล่งอ้างอิง

สนใจระบบ ERP สำหรับองค์กรของคุณ?

องค์กรของคุณตอบสี่คำถามในตารางได้ครบไหม? ทีมงาน Saeree ERP ยินดีให้คำปรึกษาเรื่องการวางระบบหลักขององค์กรให้ข้อมูลเป็นของคุณจริง ทั้งแบบติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ขององค์กรเองและบนคลาวด์

ขอ Demo ฟรี

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

Saeree ERP Author

เกี่ยวกับผู้เขียน

ไพฑูรย์ บุตรี

ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเน็ตเวิร์คและระบบความปลอดภัยเซิร์ฟเวอร์ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด