02-347-7730  |  Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ติดต่อเรา

AI+ ของจีนคืออะไร? เมื่อรัฐสั่งให้ AI ลงทุกอุตสาหกรรม ธุรกิจไทยอยู่ตรงไหน

  • หน้าแรก
  • บทความ
  • AI+ ของจีนคืออะไร? เมื่อรัฐสั่งให้ AI ลงทุกอุตสาหกรรม ธุรกิจไทยอยู่ตรงไหน
AI+ ของจีนคืออะไร? เมื่อรัฐสั่งให้ AI ลงทุกอุตสาหกรรม ธุรกิจไทยอยู่ตรงไหน
  • 29
  • สิงหาคม

"AI+" (人工智能+) คือนโยบายในแผน 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีน ที่สั่งให้นำปัญญาประดิษฐ์ไปผสมกับห้าด้านของประเทศ ได้แก่ นวัตกรรมวิทยาศาสตร์ การพัฒนาอุตสาหกรรม วัฒนธรรม สวัสดิการประชาชน และการบริหารสังคม โดยเป้าหมายที่เขียนไว้คือการยึดที่มั่นด้านการประยุกต์ใช้ AI ในอุตสาหกรรม บทความนี้เป็นตอนที่ 2 ของซีรีส์ ต่อจาก ตอนแรกที่แกะโครงสร้างแผนทั้ง 18 ภาค

สรุปบรรทัดเดียว: จีนไม่ได้ตั้งเป้าเป็นเจ้าของโมเดล AI ที่เก่งที่สุดในโลก แต่ตั้งเป้าเป็นประเทศที่เอา AI ไปใช้ในสายการผลิตได้กว้างที่สุด — ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ธุรกิจไทยลอกวิธีคิดมาใช้ได้โดยไม่ต้องมีงบระดับประเทศ

AI+ คืออะไร และต่างจาก "ลงทุนใน AI" อย่างไร

คำว่า AI+ ถูกออกแบบให้เป็นสูตรทางไวยากรณ์ คือ AI บวกกับอะไรสักอย่าง ไม่ใช่ AI เป็นอุตสาหกรรมเดี่ยว ความต่างตรงนี้สำคัญ เพราะเมื่อรัฐเขียนว่า "AI + การผลิต" หมายความว่าโรงงานที่มีอยู่แล้วต้องเอา AI ไปใช้ ไม่ใช่การไปตั้งบริษัท AI ขึ้นมาใหม่แล้วหวังว่าจะขายให้โรงงาน

รายงานวิเคราะห์ของสถาบัน MERICS ระบุว่า "AI" เป็นคำที่ปรากฏถี่ที่สุดในเอกสารแผนทั้งฉบับ ซึ่งบอกน้ำหนักได้ชัดกว่าคำแถลงใดๆ

AI + อะไร สิ่งที่แผนตั้งใจให้เกิด ผลที่คู่ค้าไทยจะเห็น
นวัตกรรมวิทยาศาสตร์ใช้ AI เร่งงานวิจัยและการทดลองรอบการออกสินค้าใหม่ของคู่แข่งสั้นลง
การพัฒนาอุตสาหกรรมฝัง AI ในสายการผลิตและห่วงโซ่อุปทานต้นทุนต่อหน่วยของคู่แข่งลดลงอีกชั้น
วัฒนธรรมผลิตเนื้อหาและสื่อด้วย AIต้นทุนการตลาดของสินค้านำเข้าถูกลง
สวัสดิการประชาชนการแพทย์ การศึกษา การดูแลผู้สูงอายุตลาดบริการสุขภาพที่ใช้ AI โตเร็ว
การบริหารสังคมงานบริการภาครัฐและการกำกับดูแลมาตรฐานและกระบวนการอนุมัติเปลี่ยนเร็วขึ้น

Digital China — ภาคที่ 4 จากทั้งหมด 18 ภาค

แผนฉบับนี้ยกเรื่องดิจิทัลขึ้นเป็นภาคเต็มของตัวเอง ไม่ใช่หัวข้อย่อยใต้ภาคอุตสาหกรรมแบบเดิม สาระที่จับต้องได้มีสามเรื่อง

1) บัญชีทรัพยากรข้อมูลแห่งชาติ (数据资源一本账) — ทำบัญชีเดียวว่าประเทศมีข้อมูลอะไร อยู่ที่หน่วยงานไหน ใครใช้ได้ แนวคิดคือถือว่าข้อมูลเป็นทรัพยากรที่ต้องลงบัญชีเหมือนสินทรัพย์อื่น ไม่ใช่ของที่แต่ละหน่วยงานเก็บไว้เอง

2) ศูนย์นวัตกรรม AI แห่งชาติ และฐานทดลองการใช้งาน (应用中试基地) — จุดที่น่าสนใจคือคำว่า "ฐานทดลองการใช้งาน" ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับพิสูจน์ว่า AI ใช้ได้จริงในงานจริงก่อนขยายผล ไม่ใช่ห้องแล็บวิจัย

3) การประสานอัลกอริทึม พลังประมวลผล และข้อมูล — แผนพูดถึงสามสิ่งนี้เป็นชุดเดียวกัน เพราะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วอีกสองอย่างไม่มีประโยชน์

ข้อสังเกต: ข้อ 3 คือเหตุผลที่องค์กรจำนวนมากลงทุนกับ AI แล้วไม่ได้ผล เพราะซื้อเครื่องมือ (อัลกอริทึม) และเช่าเซิร์ฟเวอร์ (พลังประมวลผล) ครบ แต่ข้อมูลยังกระจายอยู่ในไฟล์แยกกันคนละแผนก

สามคำที่จีนใช้กำกับโรงงาน

ในภาคการผลิต แผนใช้คำสั้นสามคำเป็นตัวกำหนดทิศทาง คือ 智改 (ปรับให้ฉลาด) 数转 (แปลงเป็นดิจิทัล) และ 网联 (เชื่อมเป็นเครือข่าย) พร้อมโครงการ Smart Manufacturing และ Industrial Internet รองรับ

ลำดับของสามคำนี้ไม่ได้เรียงมาเล่นๆ การแปลงเป็นดิจิทัลต้องมาก่อนการเชื่อมเป็นเครือข่าย และการเชื่อมเป็นเครือข่ายต้องมาก่อนจึงจะปรับให้ฉลาดได้จริง โรงงานที่ข้ามขั้นไปซื้อระบบ AI ก่อนที่ข้อมูลการผลิตจะอยู่ในระบบเดียวกัน จะได้ผลลัพธ์ที่วัดไม่ได้

จุดยืนที่จีนเลือก — เล่นที่ชั้นการใช้งาน ไม่ใช่ชั้นโมเดล

สิ่งที่แผนเขียนไว้คือการยึดที่มั่นด้าน การประยุกต์ใช้ AI ในอุตสาหกรรม ไม่ใช่การเป็นเจ้าของโมเดลที่เก่งที่สุด นี่เป็นการเลือกสนามแข่งที่ต่างจากฝั่งสหรัฐฯ อย่างชัดเจน และเป็นเหตุผลว่าทำไมโมเดลจีนอย่าง DeepSeek ถึงเน้นเรื่องต้นทุนต่อการเรียกใช้งานมากกว่าคะแนนสอบวัดความสามารถ

สำหรับองค์กรไทย ข้อสรุปตรงนี้ปลดล็อกความกังวลข้อหนึ่งได้ คือ ไม่จำเป็นต้องสร้างโมเดลของตัวเองถึงจะได้ประโยชน์จาก AI ประเทศที่มีทรัพยากรมากกว่าไทยหลายเท่ายังเลือกเล่นที่ชั้นการใช้งาน

เทียบกับสิ่งที่ไทยกำลังทำ

ประเด็น จีน ไทย
ที่อยู่ของนโยบายอยู่ในแผนพัฒนาแห่งชาติ เป็นภาคที่ 4 จาก 18แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (2565–2570) เป็นแผนแยก
จุดเน้นฝัง AI ในอุตสาหกรรมและกระบวนการรัฐเพิ่มผลิตภาพและทักษะกำลังคน
โครงการล่าสุดศูนย์นวัตกรรม AI แห่งชาติ + ฐานทดลองการใช้งานTH-AI Passport เปิดตัว 28 สิงหาคม 2569 โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) งบประมาณ 1,600 ล้านบาทจากกองทุนดีอี ตั้งเป้า 5 ล้านสิทธิ์ ลงทะเบียนแล้วกว่า 1.3 ล้านสิทธิ์ ณ วันเปิดตัว
การวัดผลอยู่ในตัวชี้วัดหมวดนวัตกรรม R&D โต 7% ต่อปีสัดส่วนคนวัยทำงานที่ใช้ Generative AI อยู่ที่ 12.4% ในไตรมาสแรกปี 2569 (รายงาน Global AI Diffusion ของ Microsoft)

ข้อสังเกตที่ยุติธรรมคือ สองประเทศเลือกจุดตั้งต้นคนละจุดตามขนาดของตัวเอง จีนมีฐานการผลิตใหญ่พอที่จะบังคับให้ AI ลงไปในสายการผลิตได้โดยตรง ส่วนไทยเลือกเริ่มที่คน ซึ่งเป็นทางที่ใช้งบน้อยกว่าและกระจายผลได้เร็วกว่า การให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือที่ดีที่สุดในโลกโดยตรง แทนที่จะลงทุนสร้างเองทั้งหมด เป็นการตัดสินใจที่เหมาะกับขนาดเศรษฐกิจของไทย

แต่ข้อจำกัดของแนวทางนี้ก็ตรงไปตรงมาเช่นกัน คือทักษะของพนักงานจะแปลงเป็นผลิตภาพขององค์กรได้ต่อเมื่อองค์กรมีข้อมูลให้พนักงานเอา AI ไปทำงานด้วย

ธุรกิจไทยควรทำอะไรก่อน

ลำดับ สิ่งที่ต้องทำ คำถามที่ตอบได้เมื่อทำเสร็จ
1ทำบัญชีข้อมูลขององค์กร — มีข้อมูลอะไร อยู่ที่ไหน ใครเป็นเจ้าขององค์กรเรามีข้อมูลอะไรที่ใช้ได้จริงบ้าง
2รวมข้อมูลต้นทุน พัสดุ บัญชี ให้อยู่ระบบเดียวต้นทุนต่อหน่วยจริงของสินค้าแต่ละตัวเท่าไร
3เลือกงานที่ซ้ำและวัดผลได้มาทดลองใช้ AI ก่อนงานนี้ประหยัดเวลาไปกี่ชั่วโมงต่อเดือน
4อบรมคนที่ทำงานนั้นจริง ไม่ใช่อบรมทั้งบริษัทพร้อมกันใครใช้แล้วได้ผล และเพราะอะไร

สังเกตว่าลำดับนี้เป็นลำดับเดียวกับ 数转 → 网联 → 智改 ของจีน เพียงแต่ย่อส่วนลงมาที่ระดับองค์กร

งานไหนเหมาะ งานไหนยังไม่เหมาะ

เมื่อลงมาถึงระดับปฏิบัติ คำถามที่ตอบยากที่สุดไม่ใช่ "AI ทำได้ไหม" แต่คือ "งานไหนควรทำก่อน" ตารางนี้สรุปจากลักษณะงานที่พบในองค์กรไทยทั่วไป

ลักษณะงาน เหมาะเริ่มก่อน เหตุผล
สรุปเอกสาร ร่างจดหมาย แปลภาษาเหมาะมากผิดแล้วเห็นทันที คนตรวจได้เอง ความเสียหายจำกัด
ค้นหาข้อมูลในเอกสารภายในจำนวนมากเหมาะประหยัดเวลาชัดเจน วัดผลได้ด้วยเวลาที่ใช้ค้นต่อครั้ง
กระทบยอดเอกสารที่มีรูปแบบซ้ำเหมาะ ถ้าข้อมูลอยู่ระบบเดียวต้องมีตัวเลขอ้างอิงที่ถูกต้องให้เทียบ ไม่งั้นได้คำตอบที่ดูดีแต่ผิด
คำนวณต้นทุนหรือปิดงบยังไม่เหมาะให้ตัดสินใจแทนต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกบรรทัดตามหลักบัญชีและการตรวจสอบ
อนุมัติรายการที่มีผลผูกพันไม่เหมาะต้องมีผู้รับผิดชอบที่เป็นบุคคล และมีร่องรอยการอนุมัติที่ตรวจสอบได้

เส้นแบ่งที่ใช้ได้จริงคือ งานที่ AI ช่วย "ร่าง" และคนเป็นผู้ตัดสินใจ เริ่มได้เลย ส่วนงานที่ต้องมีร่องรอยตรวจสอบและมีผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย ให้ระบบหลักเป็นคนทำ และใช้ AI ช่วยเฉพาะขั้นเตรียมข้อมูลเท่านั้น

สิ่งที่ต้องระวังเมื่อเอา AI มาใช้กับข้อมูลองค์กร

คำเตือนด้านข้อมูล: ก่อนป้อนข้อมูลองค์กรเข้าเครื่องมือ AI ใดก็ตาม ต้องตอบสามคำถามนี้ให้ได้ก่อน

หนึ่ง ข้อมูลชุดนี้ออกนอกองค์กรได้หรือไม่ตามสัญญากับลูกค้าและตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สอง ข้อมูลถูกเก็บและประมวลผลที่ประเทศใด และสาม ถ้าผู้ให้บริการหยุดให้บริการ ข้อมูลและกระบวนการทำงานที่ผูกไว้จะเป็นอย่างไร

สามคำถามนี้เป็นเหตุผลที่ระบบหลักขององค์กรอย่าง ERP กับผู้ช่วย AI ควรแยกบทบาทกันให้ชัด ระบบหลักเก็บข้อมูลจริงและควบคุมสิทธิ์ ส่วนผู้ช่วย AI ทำงานกับข้อมูลเท่าที่จำเป็นและมีร่องรอยตรวจสอบได้

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของไทย แผนของจีนเองก็เขียนเรื่องการกำกับดูแลข้อมูลควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้งาน เพราะการเปิดให้ข้อมูลไหลได้อิสระโดยไม่มีบัญชีกำกับ ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าข้อมูลชิ้นไหนอยู่ที่ใครและใช้ทำอะไรไปแล้วบ้าง

บทเรียนจาก "ฐานทดลองการใช้งาน"

คำที่ควรค่าแก่การหยิบมาใช้มากที่สุดจากแผนฉบับนี้คือ 应用中试基地 หรือฐานทดลองการใช้งาน ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยู่กึ่งกลางระหว่างห้องแล็บกับการใช้งานเต็มรูปแบบ หน้าที่ของมันคือพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีที่ทำงานได้ในสภาพทดลอง จะยังทำงานได้เมื่อเจอข้อมูลจริงที่สกปรก เจอผู้ใช้จริงที่ไม่ทำตามคู่มือ และเจอข้อจำกัดจริงเรื่องเวลาและงบประมาณ

องค์กรไทยจำนวนมากข้ามขั้นนี้ คือเห็นการสาธิตแล้วซื้อ แล้วนำไปใช้ทั้งองค์กรพร้อมกัน ผลคือเมื่อเจอปัญหาที่การสาธิตไม่ได้แสดง ทั้งโครงการก็หยุดพร้อมกันทั้งหมด

วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเลือกงานเดียวที่วัดผลได้ชัด เช่น การกระทบยอดใบแจ้งหนี้ หรือการสรุปรายงานประจำเดือน แล้ววัดสองตัวเลขคือเวลาที่ใช้ต่อรอบ และอัตราความผิดพลาดที่ต้องแก้ย้อนหลัง ถ้าตัวเลขทั้งสองดีขึ้นจริงในสามเดือน จึงค่อยขยาย ถ้าไม่ดีขึ้น การหยุดที่งานเดียวมีต้นทุนต่ำกว่าการหยุดทั้งองค์กรมาก

ข้อดีอีกอย่างของวิธีนี้คือได้ตัวเลขจริงไว้ใช้ตัดสินใจรอบถัดไป แทนที่จะเถียงกันด้วยความรู้สึกว่า AI ช่วยได้หรือไม่ ซึ่งเป็นบทเรียนเดียวกับที่เราจะพูดถึงเรื่องการออกแบบตัวชี้วัดใน ตอนที่ 6

ข้อมูลต้องพร้อมก่อน ไม่ใช่เครื่องมือ

รูปแบบที่พบซ้ำในองค์กรที่เริ่มลงทุนกับ AI คือเลือกเครื่องมือเสร็จก่อนที่จะตอบได้ว่าข้อมูลของตัวเองอยู่ที่ไหน คำถามอย่าง "จะเอา AI มาช่วยงานบัญชีอย่างไร" มักตามมาด้วยความจริงว่ายังตอบไม่ได้ว่าต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าตัวไหนเป็นเท่าไร เพราะข้อมูลการผลิต การซื้อ และการจ่าย อยู่คนละไฟล์คนละแผนก เมื่อตัวเลขต้นทางไม่ตรงกัน คำตอบที่ได้จาก AI ก็รับความไม่ตรงนั้นต่อมาทั้งหมด และอ่านดูน่าเชื่อถือกว่าตัวเลขดิบเสียด้วย ซึ่งเป็นส่วนที่อันตราย

สังเกตว่านี่เป็นลำดับเดียวกับที่แผนของจีนวางไว้ คือพูดถึงบัญชีทรัพยากรข้อมูลก่อนพูดถึงการประยุกต์ใช้ AI ต้องรู้ก่อนว่าข้อมูลอะไรมีอยู่ อยู่ที่ใคร และเชื่อถือได้แค่ไหน แล้วจึงวางเครื่องมือทับลงไป ในระดับองค์กร หลักการเดียวกันย่อลงมาเป็นคำถามสี่ข้อที่ใช้ทดสอบงานทีละงานได้เลย

หนึ่ง ตัวเลขนี้มีเจ้าของหรือยัง ใครเป็นคนยืนยันว่าถูก ถ้าไม่มีชื่อคน แปลว่าไม่มีใครรับผิดชอบเมื่อมันผิด

สอง ดึงออกมาเองได้ไหม หรือต้องรอให้ใครทำรายงานให้ทุกครั้ง ข้อนี้เป็นตัวชี้ว่าจะทำงานอัตโนมัติได้จริงหรือไม่

สาม สาวย้อนถึงเอกสารต้นทางได้ไหม ตัวเลขที่อธิบายที่มาไม่ได้ ใช้ตัดสินใจเรื่องเงินไม่ได้ ไม่ว่าจะมาจากคนหรือจาก AI

สี่ ถ้าสองระบบให้เลขไม่เท่ากัน ยึดของระบบไหน องค์กรที่ตอบข้อนี้ไม่ได้มักเสียเวลาประชุมกระทบยอดมากกว่าเวลาที่ใช้ตัดสินใจ

ข้อไหนตอบไม่ได้ แปลว่างานนั้นยังไม่พร้อมให้ AI แตะ และทางแก้คือไปแก้ที่ข้อมูล ไม่ใช่หาเครื่องมือที่เก่งกว่า ซึ่งมักเป็นงานที่ไม่หวือหวา ทั้งการรวมข้อมูลที่กระจายอยู่หลายระบบให้คุยกันได้ (เราเขียนแยกไว้ใน บทความเรื่องการทำให้ระบบต่างค่ายคุยกันรู้เรื่อง) และการตกลงว่าใครเป็นเจ้าของตัวเลขไหน

แต่เป็นงานที่ให้ผลตอบแทนยาวกว่า เพราะข้อมูลที่สะอาดใช้ได้กับทุกเครื่องมือที่จะมาในอนาคต ขณะที่เครื่องมือซึ่งถูกวางทับข้อมูลที่ยังไม่นิ่ง ต้องรื้อใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนเครื่องมือ

สรุป

AI+ ของจีนไม่ใช่นโยบายเรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นนโยบายเรื่องการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ จุดที่ธุรกิจไทยเอาไปใช้ได้ทันทีคือลำดับการทำงาน ทำข้อมูลให้อยู่ระบบเดียว เชื่อมให้ครบสาย แล้วค่อยใส่ AI ลงไปในจุดที่วัดผลได้

ตอนต่อไปของซีรีส์จะเจาะยุทธศาสตร์พึ่งพาตัวเองด้านเทคโนโลยีของจีน และผลที่ไทยจะได้รับเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี อ่านต่อได้ที่ ตอนที่ 3 หรือย้อนไปดูภาพรวมทั้งแผนที่ ตอนที่ 1

จีนไม่ได้แข่งว่าใครมีโมเดล AI เก่งที่สุด แต่แข่งว่าใครเอา AI ไปใช้ในงานจริงได้กว้างที่สุด — เป็นสนามที่องค์กรขนาดไหนก็ลงแข่งได้ ถ้าข้อมูลพร้อม

- ไพฑูรย์ บุตรี · ผู้เชี่ยวชาญระบบเน็ตเวิร์คและความปลอดภัยเซิร์ฟเวอร์ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด

แหล่งอ้างอิง

สนใจระบบ ERP สำหรับองค์กรของคุณ?

อยากเริ่มใช้ AI แต่ข้อมูลยังกระจายอยู่คนละไฟล์? ทีมงาน Saeree ERP ช่วยรวมข้อมูลต้นทุน พัสดุ และบัญชีให้อยู่ในระบบเดียวและตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งเป็นงานที่ต้องเสร็จก่อนจะวัดผลอะไรได้

ขอ Demo ฟรี

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

Saeree ERP Author

เกี่ยวกับผู้เขียน

ไพฑูรย์ บุตรี

ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเน็ตเวิร์คและระบบความปลอดภัยเซิร์ฟเวอร์ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด