02-347-7730  |  Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ติดต่อเรา

ไทย vs เวียดนาม — GDP อาจถูกแซงภายในปี 2030

ไทย vs เวียดนาม เปรียบเทียบ GDP เทคโนโลยี FDI
  • 24
  • มีนาคม

ตัวเลขปี 2568 (2025) ปิดงบครบแล้ว และภาพก็ชัดขึ้นกว่าตอนที่บทความฉบับแรกเขียนไว้ — เวียดนามโต 8.02% ไทยโต 2.4% ห่างกันกว่าสามเท่า เวียดนามส่งออกได้ $475,000 ล้าน มากกว่าไทยที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ $339,600 ล้าน อยู่ราว 40% และ IMF ฉบับเมษายน 2569 ชี้จุดตัดของ GDP แบบตัวเงินไว้ที่ ปี 2029 แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือ GDP แบบอำนาจซื้อ (PPP) ถูกแซงในปี 2026 นี้แล้ว

อัปเดตล่าสุด 4 กันยายน 2569 — บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 24 มีนาคม 2569 โดยใช้ตัวเลขปี 2567 และประมาณการ IMF ฉบับตุลาคม 2567 ฉบับนี้ปรับข้อมูลทั้งบทความด้วยตัวเลขปิดปี 2568 และ IMF World Economic Outlook ฉบับเมษายน 2569 สี่เรื่องที่เปลี่ยนไปจริงและควรรู้:

  • ช่องว่าง GDP แบบตัวเงินกว้างขึ้น ไม่ได้แคบลง — ปี 2568 ไทยนำอยู่ $83,000 ล้าน (จาก $70,000 ล้านในปี 2567) เพราะเงินบาทแข็งค่า ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจไทยโตเร็วขึ้น
  • แต่ GDP แบบ PPP ถูกแซงในปี 2026 นี้ — เป็นครั้งแรกที่ขนาดเศรษฐกิจเวียดนามเมื่อวัดด้วยอำนาจซื้อจริงใหญ่กว่าไทย
  • อันดับนวัตกรรมสลับกันแล้ว — GII 2025 เวียดนามอันดับ 44 แซงไทยอันดับ 45 ขึ้นเป็นที่ 3 ของอาเซียน
  • เกิดตัวแปรใหม่สองตัวที่ไม่มีในฉบับเดือนมีนาคม — ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ (เวียดนาม 20% ไทย 19%) และการยกระดับตลาดหุ้นเวียดนามเป็น Emerging Market ที่มีผล 21 กันยายน 2569

อะไรเปลี่ยนไปตั้งแต่ฉบับเดือนมีนาคม 2569

ห้าเดือนกับตัวเลขปิดปีหนึ่งชุด เพียงพอที่จะเปลี่ยนข้อสรุปบางข้อ ตารางนี้เทียบสิ่งที่บทความฉบับแรกระบุไว้กับสถานะล่าสุด เพื่อให้เห็นว่าอะไรยังจริง อะไรต้องแก้ และอะไรที่เพิ่งโผล่เข้ามาใหม่

ประเด็น ฉบับมีนาคม 2569 (ข้อมูลปี 2567) สถานะ กันยายน 2569 (ข้อมูลปิดปี 2568)
ช่องว่าง GDP ตัวเงินไทยนำ $45,000 ล้านไทยนำ $83,000 ล้าน — กว้างขึ้นจากค่าเงิน
GDP แบบ PPPไม่ได้กล่าวถึงเวียดนามแซงในปี 2026
จุดตัด GDP ตัวเงินปี 2029-2030ปี 2029 (ยังยืน แต่ปี 2028 ห่างกันเพียง $4,000 ล้าน)
อัตราการเติบโตเวียดนาม 6.5% / ไทย 2.5%เวียดนาม 8.0% / ไทย 2.4%
มูลค่าส่งออกเวียดนาม $371,000 ล้าน / ไทย $285,000 ล้านเวียดนาม $475,000 ล้าน / ไทย $339,600 ล้าน (สูงสุดเป็นประวัติการณ์)
คำขอส่งเสริมการลงทุนไทยตามหลังชัดเจนไทยพุ่ง 67% เป็น 1.87 ล้านล้านบาท นำโดยดาต้าเซ็นเตอร์
อันดับนวัตกรรม (GII)อ้างอิง GII 2024GII 2025 เวียดนาม 44 แซงไทย 45
ตลาดทุนระบุว่าไทย "ลึกกว่า"ยังใหญ่กว่า แต่เวียดนามขึ้นชั้น Emerging Market 21 ก.ย. 2569
ภาษีนำเข้าสหรัฐฯไม่มีในบทความเวียดนาม 20% / ไทย 19% — ไทยได้เปรียบเล็กน้อย
FTA กับ EUไทย "ยังอยู่ระหว่างเจรจา"เจรจาจบแล้ว 15 จาก 24 บท เล็งปิดดีลปี 2569

สัญญาณเตือนสำหรับประเทศไทย (ข้อมูลล่าสุด)

  • GDP Growth 2568: เวียดนาม 8.0% vs ไทย 2.4% — และครึ่งปีแรก 2569 เวียดนาม 8.18% vs ไทยราว 2.3%
  • เจ็ดปีสะสม (2562-2568): เศรษฐกิจจริงเวียดนามโตขึ้นราว 49% ขณะที่ไทยโตขึ้นราว 8%
  • ส่งออก: เวียดนาม $475,000 ล้าน มากกว่าไทยราว 40% ทั้งที่ไทยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
  • PISA (คณิตศาสตร์ ปี 2022): เวียดนาม 469 คะแนน (เท่าค่าเฉลี่ย OECD) vs ไทย 394 คะแนน — รอบใหม่ประกาศ 8 กันยายน 2569
  • ประชากร: เวียดนาม 101.6 ล้าน (อายุมัธยฐาน 34.4 ปี) vs ไทย 71.7 ล้าน (41.5 ปี และผู้สูงอายุ 65+ แล้ว 15.4%)

เปรียบเทียบพื้นฐาน — ภูมิศาสตร์ vs ประชากร

ตัวชี้วัด ไทย เวียดนาม
พื้นที่513,120 km²331,212 km²
ประชากร (2568)~71.7 ล้าน~101.6 ล้าน
อายุมัธยฐาน (Median)41.5 ปี34.4 ปี
สัดส่วนผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป15.4%9.5%
สัดส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี14.7%22.9%
หน่วยปกครองระดับจังหวัด77 จังหวัด34 (ควบรวมจาก 63 เมื่อ 1 ก.ค. 2568)

ไทยมีพื้นที่ใหญ่กว่าราว 55% แต่ เวียดนามมีประชากรมากกว่าราว 42% และอายุมัธยฐานน้อยกว่า 7 ปี ตัวเลขที่หนักกว่าคือโครงสร้างอายุ — ไทยมีผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปแล้ว 15.4% ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 9.5% และมีเด็กในระบบมากกว่าไทยเกือบเท่าตัวเมื่อคิดเป็นสัดส่วน นี่คือ "demographic dividend" ที่เวียดนามยังใช้ได้อีกราวสองทศวรรษ ขณะที่ไทยเข้าสู่ภาวะสังคมสูงอายุแล้วในระดับรายได้ที่ยังไม่สูง

GDP — ช่องว่างที่กว้างขึ้นในปี 2568 แต่จุดตัดยังอยู่ที่ปี 2029

นี่คือจุดที่ตัวเลขใหม่ให้ภาพต่างจากฉบับแรกอย่างมีนัยสำคัญ และควรอธิบายให้ตรง — ในปี 2568 ช่องว่าง GDP แบบตัวเงินระหว่างไทยกับเวียดนามไม่ได้แคบลง แต่กว้างขึ้น จาก $70,000 ล้านในปี 2567 เป็น $83,000 ล้าน สาเหตุไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจไทยเร่งตัว แต่เพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากในปี 2568 ทำให้ GDP ไทยเมื่อแปลงเป็นดอลลาร์ดูโตขึ้น 9% ทั้งที่เศรษฐกิจจริงโตเพียง 2.4%

ตัวชี้วัด (ปี 2568) ไทย เวียดนาม
GDP Nominal$577,000 ล้าน$494,000 ล้าน
GDP แบบ PPP$1.881 ล้านล้าน$1.838 ล้านล้าน (แซงในปี 2026)
GDP ต่อหัว (Nominal)$8,057$4,829
GDP ต่อหัว (PPP)$26,260$17,971
GDP Growth2.4%8.0%
ส่งออกสินค้า$339,600 ล้าน (+12.9%)$475,000 ล้าน (+17%)
อันดับนวัตกรรม GII 20254544
Logistics Performance Index 20233443

GDP และ PPP อ้างอิง IMF World Economic Outlook ฉบับเมษายน 2569 · ส่งออกไทยจากกระทรวงพาณิชย์ · ส่งออกเวียดนามจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (GSO) หมายเหตุ: GSO รายงาน GDP ตัวเงินของเวียดนามปี 2568 ที่ราว $514,000 ล้าน สูงกว่าตัวเลข IMF เพราะใช้อัตราแลกเปลี่ยนและวิธีคำนวณต่างกัน บทความนี้ใช้ IMF ทั้งชุดเพื่อให้เทียบกันได้บนฐานเดียว

GDP Growth เจ็ดปี — ภาพที่ชัดกว่าตัวเลขปีเดียว

อัตราการเติบโตปีเดียวอาจถูกกลบด้วยปัจจัยชั่วคราว แต่เมื่อเรียงเจ็ดปีต่อกัน ความต่างจะกลายเป็นโครงสร้าง ไม่ใช่ความผันผวน

ปีไทยเวียดนาม
2562 (2019)2.1%7.4%
2563 (2020) โควิด-6.1%2.9%
2564 (2021)1.6%2.6%
2565 (2022)2.7%8.5%
2566 (2023)2.2%5.1%
2567 (2024)2.9%7.0%
2568 (2025)2.4%8.0%
เฉลี่ย 7 ปี1.1%5.9%
ขนาดเศรษฐกิจจริงเทียบปี 2561+8%+49%
ครึ่งปีแรก 2569~2.3% (Q1 2.8% / Q2 1.9%)8.18% (Q1 7.83% / Q2 8.39%)

บรรทัดที่ควรอ่านซ้ำคือบรรทัดสุดท้ายสองบรรทัด — ในเจ็ดปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจริงของเวียดนามใหญ่ขึ้นราวครึ่งเท่าตัว ขณะที่ไทยใหญ่ขึ้นราว 8% และช่องว่างนี้ยังไม่ได้แคบลงในปี 2569 — ครึ่งปีแรกเวียดนามโต 8.18% ขณะที่ไทยโตราว 2.3% โดยไตรมาส 2 ของไทยชะลอลงมาที่ 1.9% ต่ำสุดในกลุ่มเศรษฐกิจหลักของอาเซียน

"ปี 2563 ไทยหดตัว 6.1% เพราะพึ่งการท่องเที่ยว ขณะที่เวียดนามยังโตได้ 2.9% เพราะฐานการผลิตกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า บทเรียนไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขปีนั้น แต่อยู่ที่ว่าห้าปีต่อมาโครงสร้างที่ทำให้เกิดผลต่างนั้นยังอยู่เหมือนเดิม"

- สุรีระยา ลิ้มไพบูลย์, Grand Linux Solution

จุดตัด — IMF ฉบับเมษายน 2569 คาดไว้เมื่อไร

ประมาณการชุดล่าสุดยังยืนจุดตัดของ GDP แบบตัวเงินไว้ที่ ปี 2029 ตรงกับที่บทความฉบับแรกระบุ แต่เส้นทางเปลี่ยนไป — ปี 2568 ไทยนำห่างขึ้นเพราะค่าเงิน แล้วช่องว่างจะหุบเร็วมากในช่วงปี 2570-2571 เพราะ IMF คาดว่าไทยจะโตเพียง 1.5% ในปี 2569 และ 2.1-2.5% ในปีถัดๆ ไป ขณะที่เวียดนามยังอยู่ในช่วง 5.4-7.1%

ปีไทย ($ พันล้าน)เวียดนาม ($ พันล้าน)ส่วนต่าง
2568 (2025)577494ไทย +83
2569 (2026)580527ไทย +53
2570 (2027)584557ไทย +27
2571 (2028)599595ไทย +4
2572 (2029)623631เวียดนาม +8 — จุดตัด
2573 (2030)648668เวียดนาม +20

แต่ถ้าวัดด้วย อำนาจซื้อจริง (PPP) ซึ่งสะท้อนขนาดเศรษฐกิจที่ประชาชนใช้ได้จริงมากกว่าอัตราแลกเปลี่ยนตลาด จุดตัดไม่ใช่ปี 2029 — แต่คือ ปี 2026 นี้ IMF ประมาณการ GDP แบบ PPP ปี 2569 ไว้ที่ไทย $1.964 ล้านล้าน และเวียดนาม $2.025 ล้านล้าน หมายความว่าเวียดนามแซงไปแล้วราว $62,000 ล้าน และหลังจากนี้ช่องว่างจะถ่างออกเรื่อยๆ — ปี 2573 (2030) เวียดนามจะอยู่ที่ $2.750 ล้านล้าน เทียบกับไทย $2.319 ล้านล้าน

อ่านตัวเลขให้ครบทั้งสามชั้น

  • ขนาดเศรษฐกิจรวม (PPP): เวียดนามแซงแล้วในปี 2026
  • ขนาดเศรษฐกิจรวม (ตัวเงิน): เวียดนามคาดแซงปี 2029 — อ่อนไหวต่ออัตราแลกเปลี่ยนมาก จึงเลื่อนได้ 1-2 ปีทั้งสองทาง
  • รายได้ต่อหัว: ไทยยังนำ 1.7 เท่า และ IMF คาดว่าจะยังนำถึงปี 2573 (2030) เป็นอย่างน้อย — คนไทยยังมีกำลังซื้อต่อหัวสูงกว่าอย่างชัดเจน

เวียดนาม "ชนะ" อะไรไปแล้วบ้าง?

1. Samsung — ฐานผลิตมือถือครึ่งโลกอยู่ในเวียดนาม

  • Samsung ลงทุนในเวียดนามรวม $20,000+ ล้าน ใน 6 โรงงาน
  • ผลิต ราว 50% ของมือถือ Samsung ทั่วโลก ในเวียดนาม จ้างงานกว่า 100,000 คน
  • ปัจจัยที่ดึงดูดตั้งแต่ต้น: ค่าจ้างตามกฎหมายต่ำกว่า แรงงานอายุน้อยกว่า และเครือข่าย FTA ที่ครอบคลุมกว่า (CPTPP, EVFTA)

2. FPT Corporation — บริษัท IT ที่ส่งออกบริการทั่วโลก

  • พนักงานกว่า 60,000-80,000 คน ใน 30 ประเทศ ให้บริการพัฒนาซอฟต์แวร์แก่ลูกค้าระดับ Fortune 500 รวมถึง Airbus และผู้ผลิตยานยนต์ยุโรป
  • ขยายเข้าสู่ธุรกิจ AI Factory และดาต้าเซ็นเตอร์ร่วมกับผู้ผลิตชิประดับโลก
  • ยังไม่มีบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติไทยที่ส่งออกบริการในขนาดเทียบเท่า

3. VinFast — ผู้ผลิต EV ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

  • โรงงานไฮฟอง กำลังผลิต 250,000-300,000 คัน/ปี และมีโรงงานเพิ่มในอินเดียและอินโดนีเซีย
  • ส่งออกไปสหรัฐฯ แคนาดา ยุโรป อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
  • สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ยอดขาย แต่คือการที่เวียดนามมี แบรนด์ยานยนต์ของตัวเอง ในขณะที่ไทยเป็นฐานผลิตให้แบรนด์ต่างชาติ

4. Viettel — Telco ที่ออกไปแข่งนอกประเทศ

  • ดำเนินงานใน 10 กว่าประเทศ (กัมพูชา ลาว เมียนมา เฮติ โมซัมบิก แทนซาเนีย ฯลฯ)
  • พัฒนา อุปกรณ์สถานีฐาน 5G ของตัวเอง ไม่ใช่เพียงผู้ซื้อเทคโนโลยี
  • ผู้ให้บริการโทรคมนาคมไทยแข็งแรงในประเทศ แต่แทบไม่มีรายได้จากต่างประเทศ

5. ตลาดหุ้นขึ้นชั้น Emerging Market — มีผล 21 กันยายน 2569

เรื่องนี้เป็นของใหม่ที่ไม่มีในฉบับเดือนมีนาคม FTSE Russell ประกาศในการทบทวนรอบเดือนกันยายน 2568 ว่าจะยกระดับตลาดหุ้นเวียดนามจาก Frontier Market ขึ้นเป็น Secondary Emerging Market และยืนยันผลในเดือนเมษายน 2569 โดยมีผลจริง 21 กันยายน 2569 ทยอยเข้าดัชนีที่น้ำหนัก 10% ก่อน แล้วเพิ่มเป็น 20% (มี.ค. 2570) และ 35% ในสองรอบถัดไปของปี 2570 นักวิเคราะห์ประเมินเงินทุนต่างชาติที่จะไหลเข้าราว $6,000-10,000 ล้าน

6. อันดับนวัตกรรมแซงไทยเป็นครั้งแรก

Global Innovation Index 2025 ของ WIPO จัดเวียดนามไว้ที่ อันดับ 44 และไทยที่ อันดับ 45 จาก 139 ประเทศ ทำให้เวียดนามขึ้นเป็นอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์ (5) และมาเลเซีย (34) ระยะห่างเพียงอันดับเดียวไม่ได้มีนัยสำคัญในตัวมันเอง แต่ทิศทางของเส้นกราฟสองเส้นนี้ต่างกันชัดเจนในรอบสิบปี

การปฏิรูปโครงสร้างของเวียดนามในปี 2568 — สิ่งที่ตัวเลข GDP ยังไม่สะท้อน

ปี 2568 เวียดนามเดินการปฏิรูปเชิงสถาบันสามชุดพร้อมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่องค์กรไทยที่ทำธุรกิจกับเวียดนามควรติดตาม เพราะกระทบทั้งการขออนุญาต การจดทะเบียน และคู่สัญญาฝ่ายรัฐ

การปฏิรูป สาระสำคัญ เป้าหมายที่ประกาศไว้
ควบรวมหน่วยปกครอง (1 ก.ค. 2568)ลดจังหวัด/นครจาก 63 เหลือ 34 และยกเลิกระดับอำเภอทั้งหมด เหลือการปกครองสองชั้นลดขั้นตอนราชการ รวมทรัพยากรให้หน่วยใหญ่พอที่จะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอง
มติที่ 57 (ธ.ค. 2567)ยกวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และ digital transformation เป็นวาระยุทธศาสตร์ระดับชาติเศรษฐกิจดิจิทัลไม่น้อยกว่า 30% ของ GDP ในปี 2030 และ 50% ในปี 2045
มติที่ 68 (พ.ค. 2568)ยกภาคเอกชนเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก พร้อมกลไก regulatory sandboxให้เอกชนเป็นผู้นำด้าน R&D และ digital transformation ภายในปี 2030

สิ่งที่ควรสังเกตคือ เป้า "เศรษฐกิจดิจิทัล 30% ของ GDP ในปี 2030" ซึ่งแปลว่าเวียดนามตั้งใจไม่หยุดที่การเป็นฐานประกอบ องค์กรที่ต้องเดินทางเดียวกันจะเจอโจทย์เหมือนกัน คือระบบหลังบ้านต้องรองรับข้อมูลได้จริงก่อน ซึ่งเป็นเหตุผลที่การลงทุน ระบบ ERP และ Data Warehouse มักเป็นก้าวแรกของแผนแบบนี้ ไม่ใช่ก้าวสุดท้าย

PISA — ตัวเลขที่ยังไม่เปลี่ยน และรอบใหม่ที่ประกาศ 8 กันยายน 2569

ผลสอบ PISA 2022 — ยังเป็นรอบล่าสุดที่เผยแพร่แล้ว

วิชาไทยเวียดนามเฉลี่ย OECD
คณิตศาสตร์394469472
การอ่าน379462476
วิทยาศาสตร์409472485

เวียดนามมี GDP ต่อหัวต่ำกว่าไทยราว 40% แต่ คะแนน PISA อยู่ในระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ขณะที่ไทยห่างจากค่าเฉลี่ยนั้น 76-97 คะแนนในทุกวิชา ระยะห่างระดับนี้มีนัยสำคัญเชิงสถิติ — โดยทั่วไปนักวิจัยเทียบ 20 คะแนน PISA ประมาณเท่ากับการเรียนเพิ่มหนึ่งปีการศึกษา

ข้อควรทราบสำหรับผู้อ่านที่ต้องใช้ข้อมูลนี้ในการวางแผน: OECD จะเผยแพร่ผล PISA 2025 ในวันที่ 8 กันยายน 2569 โดยรอบนี้เน้นวิทยาศาสตร์เป็นวิชาหลัก มีนักเรียนกว่า 760,000 คนจาก 91 ประเทศเข้าร่วม และเพิ่มการวัด computational problem solving เข้ามาใหม่ ตัวเลขในตารางข้างต้นจึงเป็นชุดล่าสุดที่ใช้อ้างอิงได้ ณ วันที่อัปเดตบทความนี้ และควรทบทวนอีกครั้งหลังรอบใหม่ประกาศ

แล้วไทยยังเหนือกว่าตรงไหน?

ส่วนนี้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจากฉบับเดือนมีนาคม เพราะปี 2568 ไทยได้ฐานการลงทุนใหม่ที่มีน้ำหนักจริงเข้ามาหนึ่งกลุ่ม

จุดแข็งที่ไทยยังนำอยู่ (ปรับข้อมูล ก.ย. 2569)

  • รายได้ต่อหัวสูงกว่า 1.7 เท่า: $8,057 vs $4,829 — และเมื่อวัดแบบ PPP อยู่ที่ $26,260 vs $17,971
  • ศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ของภูมิภาค: ปี 2568 มีคำขอส่งเสริมโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ 36 โครงการ มูลค่าราว 7.28 แสนล้านบาท ทำให้กลุ่มดิจิทัลกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าคำขอสูงสุดของปี
  • ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกเปิด region ในไทยครบ: AWS เปิด region ในไทยเมื่อต้นปี 2568 พร้อมแผนลงทุนกว่า $5,000 ล้านในระยะ 15 ปี Google เปิด cloud region ภายใต้แผน $1,000 ล้าน และ Microsoft ประกาศลงทุนราว $1,000 ล้านด้านคลาวด์และ AI
  • โครงสร้างพื้นฐานยังดีกว่า: Logistics Performance Index 2023 ไทยอันดับ 34 เวียดนามอันดับ 43
  • ตลาดทุนยังใหญ่กว่า: มูลค่าตลาดรวม SET สิ้นปี 2568 ราว 15.93 ล้านล้านบาท เทียบกับตลาดหุ้นโฮจิมินห์ที่ราว $330,000-350,000 ล้าน
  • Supply chain ยานยนต์ที่สะสม 30+ ปี: ผู้ผลิตชิ้นส่วนกว่า 2,700 ราย เป็นทุนที่สร้างใหม่ไม่ได้ในเวลาสั้น
  • R&D ต่อ GDP สูงกว่า: ราว 1.1-1.3% ของ GDP เทียบกับเวียดนามราว 0.4-0.5%
  • หนี้ครัวเรือนลดลงต่อเนื่อง: ไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ 86.7% ของ GDP ลดจากจุดสูงสุด 95.5% ในไตรมาส 1 ปี 2564
  • ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่ำกว่าเวียดนาม 1 จุด: ไทย 19% เวียดนาม 20%

แต่มีสองรายการที่ต้องแก้จากฉบับเดิม เพราะข้อมูลใหม่ไม่รองรับแล้ว — ยอดผลิตรถยนต์ในไทยปี 2568 อยู่ที่ 1,455,569 คัน ลดลง 0.9% โดยการผลิตเพื่อส่งออกลดลง 8.2% เหลือ 935,750 คัน ขณะที่ยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น 8.5% ตัวเลขนี้ต่ำกว่าระดับ 1.8-1.9 ล้านคันที่บทความฉบับแรกอ้างถึงอยู่มาก และต่ำกว่าจุดสูงสุดในอดีตของไทยเอง ส่วนตลาดหุ้นไทยนั้น มูลค่าตลาดสิ้นปี 2568 ลดลง 8.6% จากปีก่อน มีเงินต่างชาติไหลออกสุทธิราว $3,000 ล้านในปี 2568 ก่อนจะฟื้นขึ้นราว 26% พร้อมเงินไหลเข้าสุทธิเกิน $2,000 ล้านในปี 2569 — เป็นการฟื้นตัวที่จริง แต่ยังเป็นการฟื้นจากฐานที่ต่ำลงมาสามปี

ตัวแปรใหม่ที่ไม่มีในฉบับเดือนมีนาคม — ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

ในปี 2568 สหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีนำเข้าแบบต่างตอบแทน (reciprocal tariff) กับประเทศคู่ค้า และในเดือนตุลาคม 2568 ทั้งไทยและเวียดนามได้ทำกรอบความตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ผลลัพธ์ที่ออกมาเปลี่ยนสมการต้นทุนของการเลือกฐานผลิตในภูมิภาคนี้ไปพอสมควร

ประเด็นไทยเวียดนาม
อัตราภาษีต่างตอบแทน19%20%
กรอบความตกลงกับสหรัฐฯลงนามกรอบ ต.ค. 2568ลงนามกรอบ ต.ค. 2568
สินค้าที่อาจได้อัตรา 0%อยู่ในขั้นตอนจัดทำรายการอยู่ในขั้นตอนจัดทำรายการ
สินค้าที่ถือว่าสวมสิทธิ (transshipment)ถูกเก็บเพิ่มในอัตรา 40% ทั้งสองประเทศ

สองบรรทัดสุดท้ายสำคัญกว่าที่เห็น อัตรา 40% สำหรับสินค้าสวมสิทธิ์หมายความว่าผู้ผลิตต้อง พิสูจน์แหล่งกำเนิดสินค้าได้จริงในระดับรายการวัตถุดิบ ไม่ใช่แค่ระดับใบขนสินค้า สำหรับโรงงานไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ นี่แปลตรงเป็นความต้องการเชิงระบบ — ต้องสาวย้อนจากสินค้าสำเร็จรูปกลับไปถึงล็อตวัตถุดิบและใบกำกับของผู้ขายได้ ซึ่งเป็นงานที่ทำด้วยไฟล์ Excel แยกเล่มได้ยากมากเมื่อมีหลายพันรายการ (บทความ ความเสี่ยงของการใช้ Excel เป็นระบบหลัก อธิบายจุดที่มักพังไว้ละเอียด) การมีระบบที่ผูก การรับพัสดุ เข้ากับต้นทุนและเอกสารต้นทางไว้ในฐานข้อมูลเดียวจึงเปลี่ยนจาก "เรื่องประสิทธิภาพ" เป็น "เงื่อนไขการส่งออก"

ค่าจ้างและ FTA — สมการที่เริ่มขยับ

ปัจจัยไทยเวียดนาม
ค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย400 บาท/วัน (พื้นที่อัตราสูงสุด ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2568) ส่วนพื้นที่อื่น 372-380 บาท/วันเขต 1 เดือนละ 5.31 ล้านด่ง (ราว $204) เขต 4 เดือนละ 3.7 ล้านด่ง (ราว $142)
การปรับค่าจ้างล่าสุดปรับขึ้นเป็น 400 บาท/วัน ในบางพื้นที่และบางประเภทกิจการ+7.2% ทั้งประเทศ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569
CPTPPยังไม่เป็นสมาชิกสมาชิกตั้งแต่ปี 2019
FTA กับ EUเจรจาจบแล้ว 15 จาก 24 บท รอบที่ 10 ปลาย ก.ย. 2569 ในไทย เล็งปิดดีลภายในปี 2569EVFTA มีผลตั้งแต่ปี 2020
ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ19%20%

สองแถวแรกคือเรื่องที่เปลี่ยนไปในทางที่เป็นประโยชน์กับไทย — ค่าจ้างขั้นต่ำของเวียดนามปรับขึ้น 7.2% ทั้งประเทศตั้งแต่ต้นปี 2569 ซึ่งกระทรวงกิจการภายในของเวียดนามประเมินว่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นราว 0.5-0.6% และเพิ่มขึ้นราว 1.1-1.2% ในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างสิ่งทอและรองเท้า ช่องว่างค่าจ้างยังกว้าง แต่ไม่ได้กว้างขึ้นแล้ว ประกอบกับที่ไทยได้อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่ำกว่า 1 จุด — ในสินค้าที่มาร์จิ้นบาง 1 จุดมีความหมาย

แถวที่ยังไม่ขยับคือ CPTPP ไทยยื่นแสดงความสนใจมาตั้งแต่ปี 2564 แต่ยังไม่มีข้อสรุปในระดับนโยบาย ขณะที่เวียดนามเป็นสมาชิกมาแล้วเจ็ดปี ส่วน FTA กับ EU นั้นถือว่ามีความคืบหน้าจริงในปี 2569 และควรติดตาม เพราะการปิดดีลได้จะเป็นการปิดช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดข้อหนึ่งกับเวียดนาม

ภาพการลงทุน — สองมาตรวัดที่ต้องอ่านคู่กัน

ตัวเลข FDI เป็นจุดที่บทความเปรียบเทียบประเทศมักอ่านผิดกันมากที่สุด เพราะแต่ละประเทศประกาศตัวเลขจากมาตรวัดต่างกัน — คำขอส่งเสริมการลงทุน ไม่เท่ากับเงินที่ไหลเข้าจริง ตารางนี้จึงแยกให้เห็นชัด

มาตรวัด (ปี 2568)ไทยเวียดนาม
คำขอ/ทุนจดทะเบียน (pledged)1.87 ล้านล้านบาท (+67%) จาก 3,370 โครงการ โดยเป็นส่วนของต่างชาติ 1.3 ล้านล้านบาท (+66%)$38,400 ล้าน (+0.5%)
เงินลงทุนที่เบิกจ่ายจริง (disbursed)$27,600 ล้าน (+9%)
FDI สุทธิตามดุลการชำระเงิน$10,100 ล้าน (ปี 2567)
อุตสาหกรรมนำดิจิทัล/ดาต้าเซ็นเตอร์ 7.46 แสนล้านบาท จาก 151 โครงการการผลิตเพื่อส่งออก อิเล็กทรอนิกส์
ผู้ลงทุนอันดับ 1สิงคโปร์ 5.47 แสนล้านบาท จาก 457 โครงการสิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น

หมายเหตุ: ตัวเลขไทยเป็นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ยื่นต่อ BOI ซึ่งเป็นความตั้งใจลงทุน ไม่ใช่เงินที่เข้ามาแล้ว ตัวเลข FDI สุทธิตามดุลการชำระเงินของไทยปี 2568 ยังไม่มีชุดสมบูรณ์ที่เปิดเผยสาธารณะ ณ วันที่อัปเดตบทความ จึงแสดงตัวเลขปี 2567 ไว้เพื่อให้เห็นระดับ ส่วนของเวียดนามแยกทุนจดทะเบียนกับเงินเบิกจ่ายจริงชัดเจนอยู่แล้วในรายงาน GSO

เมื่ออ่านคู่กันจะเห็นสองเรื่อง — ความสนใจลงทุนในไทยปี 2568 พุ่งขึ้นจริงและแรง โดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าต่อโครงการสูงและผูกกับพื้นที่ยาว ขณะที่ ทุนจดทะเบียนใหม่ของเวียดนามปี 2568 แทบไม่โต (+0.5%) แต่เงินที่เบิกจ่ายจริงเพิ่มขึ้น 9% ซึ่งหมายความว่าโครงการที่จดทะเบียนไว้ในรอบก่อนกำลังลงมือสร้างจริง ทั้งสองภาพเป็นข่าวดีในแบบต่างกัน และไม่ใช่เรื่องที่สรุปได้ว่าฝ่ายใดชนะจากตัวเลขปีเดียว

7 สิ่งที่ไทยต้องเร่งทำ

1. ปฏิรูปการศึกษา — ยังเป็นเรื่องที่เร่งด่วนที่สุด

คะแนน PISA คณิตศาสตร์ต่ำกว่าเวียดนาม 75 คะแนน หรือประมาณเทียบเท่าการเรียนเพิ่มสามปีกว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ระดับงบประมาณ เพราะไทยใช้งบการศึกษาต่อ GDP ในระดับที่ไม่ต่ำ แต่อยู่ที่ ผลลัพธ์ต่องบที่ลงไป ผล PISA 2025 ที่ประกาศวันที่ 8 กันยายน 2569 จะเป็นตัววัดว่าห้าปีที่ผ่านมาขยับได้จริงเท่าไร

2. Digital Transformation ของ SME — 99% ของธุรกิจไทย

ธุรกิจไทยกว่า 99% เป็น SME และส่วนใหญ่ยังบริหารด้วยข้อมูลที่กระจายอยู่หลายไฟล์ การลงทุนใน ระบบ ERP, Data Warehouse และ ระบบบัญชี ที่เชื่อมกันจริงให้ผลตอบแทนเร็วกว่าที่หลายองค์กรคาด เพราะสิ่งที่ได้คืนมาก่อนไม่ใช่การลดคน แต่คือ การปิดงบได้เร็วขึ้น และการเห็นต้นทุนจริงก่อนตัดสินใจตั้งราคา (ดูแนวทางเริ่มต้นสำหรับองค์กรขนาดกลางใน ERP สำหรับ SME)

3. ปิดดีล FTA กับ EU และตัดสินใจเรื่อง CPTPP

ปี 2569 การเจรจากับ EU เดินมาถึงสองในสามของบททั้งหมด และรอบที่ 10 จัดในไทยปลายเดือนกันยายน 2569 นี่เป็นช่วงที่ผลลัพธ์อยู่ใกล้ที่สุดในรอบหลายปี ส่วน CPTPP ยังเป็นการตัดสินใจที่ค้างอยู่ ขณะที่เวียดนามใช้ประโยชน์จากทั้งสองข้อตกลงมาแล้วหลายปี

4. รักษาโมเมนตัมหนี้ครัวเรือนที่กำลังลดลง

หนี้ครัวเรือนลดจาก 95.5% ของ GDP ในไตรมาส 1 ปี 2564 มาที่ 86.7% ในไตรมาส 4 ปี 2568 เป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่ยังห่างจากเป้า 80% ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งไว้ และยังเป็นระดับที่สูงในภูมิภาค ในระดับองค์กร โจทย์เดียวกันนี้ปรากฏเป็นวินัยการใช้งบ — การควบคุมงบประมาณไม่ให้บานปลาย ต้องเห็นยอดผูกพันก่อนอนุมัติ ไม่ใช่เห็นตอนปิดงบ

5. เปลี่ยนจาก "ผู้ประกอบ" เป็น "ผู้ออกแบบ"

ยอดผลิตรถยนต์ที่ลดลงมาที่ 1.46 ล้านคันในปี 2568 พร้อมการส่งออกที่ลดลง 8.2% เป็นสัญญาณว่าการเป็นฐานประกอบให้แบรนด์ต่างชาติไม่ได้ให้ความมั่นคงเท่าเดิม มูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ยังอยู่ที่เจ้าของแบรนด์และเจ้าของเทคโนโลยี ไทยจึงต้องขยับขึ้นไปในห่วงโซ่ ไม่ใช่แข่งกันลดต้นทุนในชั้นเดิม (บทเรียนจาก ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีของจีน และจาก เส้นทางของเกาหลีใต้ ตรงกันในข้อนี้)

6. ต่อยอดคลื่นการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่แค่พื้นที่ตั้งเครื่อง

คำขอส่งเสริมการลงทุนกลุ่มดิจิทัล 7.46 แสนล้านบาทในปี 2568 เป็นโอกาสที่ชัดที่สุดที่ไทยได้ในรอบหลายปี แต่ดาต้าเซ็นเตอร์เองสร้างการจ้างงานต่อเงินลงทุนไม่สูง คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือจะทำให้เกิดอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการรอบๆ ได้อย่างไร ซึ่งต้องแก้ทั้งเรื่องกำลังคนและ มาตรฐานความปลอดภัยข้อมูล ที่ลูกค้าองค์กรระดับโลกเรียกร้อง

7. สร้างซอฟต์แวร์ไทยที่ขายได้ในภูมิภาค

เวียดนามมี FPT ที่มีพนักงานหลายหมื่นคนและส่งออกบริการ IT ไปทั่วโลก ไทยยังไม่มีบริษัทในขนาดนั้น แต่ช่องว่างที่ไทยมีของจริงอยู่คือ ความเข้าใจกฎระเบียบและวิธีทำงานของภาครัฐและองค์กรในประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ซอฟต์แวร์นำเข้าปรับตามได้ยาก ตั้งแต่ ระบบ ERP ที่รองรับระเบียบพัสดุและงบประมาณไทยได้จริง ไปจนถึงชั้น ฐานข้อมูล และการรับรองมาตรฐานกระบวนการพัฒนา

สรุป — ตัวเลขปี 2568 ทำให้ภาพชัดขึ้น ไม่ได้ทำให้ข้อสรุปกลับด้าน

ด้านไทยนำเวียดนามนำ
GDP ต่อหัว$8,057 vs $4,829 (1.7 เท่า)
GDP ตัวเงินรวม$577B vs $494B (ถึงปี 2028)
โครงสร้างพื้นฐาน (LPI)อันดับ 34 vs 43
การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์/AIคำขอ 7.46 แสนล้านบาท + cloud region ครบ 3 ราย
ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ19% vs 20%
R&D ต่อ GDP1.1-1.3% vs 0.4-0.5%
GDP แบบ PPPแซงแล้วในปี 2026
อัตราการเติบโต8.0% vs 2.4% (H1/2569: 8.18% vs 2.3%)
ส่งออก$475B vs $340B
อันดับนวัตกรรม GII 202544 vs 45
PISA 2022469 vs 394 (คณิตศาสตร์)
โครงสร้างประชากรอายุมัธยฐาน 34.4 vs 41.5 ปี
FTA (CPTPP/EU)มีทั้งสองฉบับ vs ไทยยังไม่มี

ข้อสรุปจากฉบับเดือนมีนาคมยังยืน แต่ตัวเลขปี 2568 ทำให้เห็นสองอย่างที่ควรพูดให้ตรง — ข้อแรก ไทยไม่ได้อยู่ในภาวะถอย ปี 2568 ส่งออกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คำขอลงทุนพุ่ง 67% ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกเปิด region ในไทยครบ หนี้ครัวเรือนลดลง และไตรมาส 2 ปี 2569 การลงทุนภาคเอกชนโตสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ข้อสอง สิ่งเหล่านี้ยังไม่พอที่จะปิดช่องว่างอัตราการเติบโต เพราะเวียดนามก็ไม่ได้อยู่นิ่ง และในเจ็ดปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจจริงของเวียดนามใหญ่ขึ้นราว 49% เทียบกับไทยราว 8%

สำหรับผู้บริหารองค์กรไทย ประโยชน์ของบทความเปรียบเทียบระดับประเทศแบบนี้ไม่ได้อยู่ที่การรู้ว่าใครจะแซงใครปีไหน แต่อยู่ที่การเห็นว่า ตัวแปรที่กำหนดผลลัพธ์ในระดับประเทศ ก็เป็นตัวแปรเดียวกับที่กำหนดผลลัพธ์ในระดับองค์กร — ผลิตภาพต่อคน ความเร็วในการเห็นข้อมูลจริง และความสามารถในการพิสูจน์แหล่งกำเนิดและต้นทุนได้เมื่อกฎการค้าเปลี่ยน สามข้อนี้ไม่ได้แก้ด้วยนโยบายระดับชาติเพียงอย่างเดียว แต่แก้ได้ที่ระบบหลังบ้านของแต่ละองค์กรด้วย

"ปีนี้เวียดนามแซงไทยในมาตรวัดแบบอำนาจซื้อไปแล้ว ส่วนมาตรวัดแบบตัวเงิน IMF ให้ไว้ที่ปี 2029 แต่ตัวเลขที่มีน้ำหนักกว่าจุดตัดคือรายได้ต่อหัว ซึ่งไทยยังนำอยู่ 1.7 เท่า และจะยังนำต่อไปอีกหลายปี โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่การรักษาอันดับ แต่คือการทำให้ผลิตภาพต่อคนโตให้ทันก่อนที่โครงสร้างประชากรจะบีบทางเลือกลง"

- สุรีระยา ลิ้มไพบูลย์, Grand Linux Solution

บทความเปรียบเทียบประเทศอื่นในชุดเดียวกัน

แหล่งอ้างอิง

เพิ่มขีดความสามารถองค์กรไทยด้วย ERP

ปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญจาก แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น

ขอข้อมูลเพิ่มเติม

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

image

เกี่ยวกับผู้เขียน

สุรีระยา ลิ้มไพบูลย์

กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด และผู้ก่อตั้ง Saeree ERP พร้อมให้คำปรึกษาและบริการด้านระบบ ERP ครบวงจร