02-347-7730  |  Saeree ERP - Complete ERP Solution for Thai Organizations Contact Us

Navigating Business Through the Oil Crisis EP.1

2026 oil crisis with soaring prices and impact on Thai business costs
  • 10
  • March

On February 28, 2026, the US and Israel launched strikes against Iran, leading Iran to close the Strait of Hormuz — the bottleneck handling 20% of the world's oil — pushing Brent crude past $114 per barrel, the highest in 4 years. The question every executive is asking: "Costs have risen — how much should I raise prices?" This article answers that question with practical cost forecasting techniques.

Quick Summary: วิกฤตน้ำมันกระทบต้นทุน 3 ทาง — ค่าขนส่ง, ค่าวัตถุดิบ, ค่าพลังงาน ธุรกิจที่ไม่รู้ว่าต้นทุนจริงของตัวเองเป็นเท่าไหร่ จะ "เดา" ราคาขายใหม่ไม่ถูก Articlesนี้สอนวิธี Cost Breakdown, What-if Analysis และเทคนิค Forecast เพื่อตั้งราคาอย่างมีข้อมูลSupports

Series: Navigating Business Through the Oil Crisis — EP.1 Costs Surging — How Much to Raise Prices? | EP.2 Supply Chain Disruption | EP.3 Don't Let Cash Flow Stall | EP.4 Strategic Planning Through the Crisis

Current Situation — How Much Is Oil Impacting Thai Businesses?

ไทยนำเข้าน้ำมันเหลวกว่า 30 ล้านบาร์เรลต่อmonth หากราคาน้ำมันขยับขึ้น $10 ต่อบาร์เรล ภาระต้นทุนนำเข้าเพิ่มทันที 300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อmonth และImpactCannotหยุดแค่น้ำมัน — มันลามไปทุกต้นทุนที่เกี่ยวข้อง

Affected Costs Real Figures (Mar 2026) Hardest-Hit Businesses
Sea Freight Costs Freight + insurance up 50-140% Exports, raw material imports, food
Domestic Transport Costs Diesel adjusted per global market prices Logistics, retail, construction
Imported Raw Material Costs Steel, plastic, chemicals rise with petrochemicals Manufacturers, factories, construction
Factory Energy Costs Electricity + industrial gas adjusted per LNG All factory types
Packaging Costs Plastic, foam, cardboard boxes rise with energy Food, beverages, e-commerce

SCB EIC ประเมิน: หากสงครามลุกลามและอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซนาน 2–6 week น้ำมันอาจพุ่งถึง $107/บาร์เรล (ตอนนี้เกินแล้ว) ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2026 ชะลอ 0.3–0.8% เงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นอีก 0.8% ต่อทุก $10 ที่น้ำมันขึ้น

The Core Problem — Why Do Many Businesses "Guess" New Selling Prices Incorrectly?

เมื่อต้นทุนพุ่ง ผู้บริหารส่วนใหญ่จะถามทีมAccountingว่า "ต้นทุนขึ้นเท่าไหร่?" แต่คำตอบที่ได้มักจะเป็น:

  • "รู้แค่ยอดรวม ไม่รู้ว่าสินค้าตัวไหนโดนเท่าไหร่" — เพราะไม่เคยทำ Cost Breakdown รายสินค้า
  • "บอกได้แค่monthที่แล้ว monthนี้ยังไม่รู้" — เพราะปิดAccountingแบบ Periodic ต้องรอสิ้นmonth
  • "ไม่รู้ว่าน้ำมันขึ้น 20% แล้วต้นทุนสินค้าแต่ละตัวขึ้นกี่ %" — เพราะไม่เคยทำ What-if Analysis
  • "ขึ้นราคา 10% ไปก่อนแล้วกัน" — ตัวเลขจากการเดา ไม่ใช่จากข้อมูล

ธุรกิจที่ตั้งราคาจากการ "เดา" มีโอกาสเกิดปัญหา 2 แบบ:

Scenario Consequence
Pricing too low Margin shrinks, selling at a loss without realizing it, profits erode gradually until it's too late
Pricing too high Customers flee to competitors, sales disappear, market share lost that's hard to recover

ทั้งสองแบบเกิดจากสาเหตุเดียวกัน — ไม่รู้ต้นทุนจริงของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่Articles ต้นทุนจริงของธุรกิจผลิต — หาอย่างไร เมื่อไม่เคยทำ Perpetual ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดแล้ว

Step 1: Cost Breakdown — Itemize Costs Clearly

ก่อนจะรู้ว่าต้องขึ้นราคาเท่าไหร่ ต้อง แยกต้นทุนสินค้าออกเป็นก้อนๆ ก่อน เพื่อดูว่าน้ำมันกระทบก้อนไหน เท่าไหร่:

Example: Domestically produced goods, selling price 1,000 baht

Cost Component Before Crisis % of Selling Price Affected by Oil?
Direct Materials 350 บาท 35% ถ้านำเข้า = โดนหนัก / ถ้าในประเทศ = โดนบางส่วน
Direct Labor 150 บาท 15% No direct impact (short-term)
Energy/Utilities 80 บาท 8% โดนเต็มๆ — ค่าไฟ ค่าแก๊ส
Transportation (Inbound + Outbound) 70 บาท 7% โดนเต็มๆ — ดีเซล + ค่าระวาง
Other Overhead 100 บาท 10% Partial (petrochemical-based packaging)
Total Cost 750 บาท 75%
Gross Margin 250 บาท 25%

จากตาราง ต้นทุนที่โดนกระทบโดยตรงจากน้ำมัน = ค่าพลังงาน (80) + ค่าขนส่ง (70) = 150 บาท หรือ 15% of Selling Price ถ้ารวมวัตถุดิบนำเข้าที่โดนบางส่วน อาจถึง 20–25%

Step 2: What-if Analysis — If Oil Rises X%, What Will Costs Be?

เมื่อรู้แล้วว่าก้อนไหนโดน ขั้นต่อไปคือ จำลองScenario (Scenario) ว่าถ้าน้ำมันขึ้น 20%, 40%, 60% ต้นทุนจะเปลี่ยนเท่าไหร่ — ซึ่งตรงนี้เป็นหัวใจของ ManagementBudgetไม่ให้บานปลาย

Scenario ราคาน้ำมัน (Brent) ค่าพลังงาน + ขนส่งเพิ่ม Total Costใหม่ Margin เหลือ
Before Crisis $75/บาร์เรล 750 บาท 25.0%
Scenario A: น้ำมันขึ้น 20% $90/บาร์เรล +30 บาท 780 บาท 22.0%
Scenario B: น้ำมันขึ้น 50% $112/บาร์เรล +75 บาท 825 บาท 17.5%
Scenario C: น้ำมันขึ้น 80% $135/บาร์เรล +120 บาท 870 บาท 13.0%

ตอนนี้เราอยู่ที่ Scenario B (Brent ~$114) — Margin หายไปจาก 25% เหลือ 17.5% ถ้าไม่ขึ้นราคา กำไรขั้นต้นหายไป 75 บาทต่อชิ้น

Stepsที่ 3: เทคนิค Forecast ต้นทุน — มองไปข้างหน้า ไม่ใช่แค่ดูหลัง

การรู้ว่าต้นทุน "เป็น" เท่าไหร่ยังไม่พอ ผู้บริหารต้องรู้ว่าต้นทุน "จะเป็น" เท่าไหร่ในอีก 1–3 monthข้างหน้า เพื่อตั้งราคาล่วงหน้าได้ นี่คือเทคนิค Forecast ที่ใช้ได้จริง:

เทคนิคที่ 1: Cost Driver Mapping

ระบุว่าต้นทุนแต่ละก้อน "ถูกขับเคลื่อน" โดยปัจจัยอะไร แล้วติดตามปัจจัยนั้นแทน:

ต้นทุน Cost Driver Resourcesที่ติดตาม
ค่าขนส่ง ราคาดีเซล + ค่าระวางเรือ (BDI) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (EPPO), Freightos Baltic Index
ค่าพลังงาน ราคา Brent + อัตรา Ft ค่าไฟ EIA, กกพ. (คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน)
วัตถุดิบนำเข้า ราคาตลาดโลก + อัตราแลกเปลี่ยน LME (โลหะ), ICIS (เคมี), ธปท. (อัตราแลกเปลี่ยน)
บรรจุภัณฑ์ ราคา petrochemical feedstock Platts, ICIS Petrochemical Index

เทคนิคที่ 2: Rolling Forecast (พยากรณ์แบบเลื่อน)

แทนที่จะทำBudgetปีละครั้งแล้วยึดตัวเลขเดิมตลอดทั้งปี ให้ใช้ Rolling Forecast — อัปเดตประมาณการทุก 1–3 month โดยดูจากข้อมูลจริง:

  1. month 1: เก็บข้อมูลต้นทุนจริง เทียบกับBudget
  2. month 2: ปรับประมาณการmonth 3–6 ตามแนวโน้มจริง
  3. month 3: ปรับอีกครั้ง + ขยายมองไปอีก 3 month

วิธีนี้ทำให้ผู้บริหาร เห็นแนวโน้มล่วงหน้า ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับPrinciples การกระทบยอดBudgetกับAccounting

เทคนิคที่ 3: Sensitivity Analysis (วิเคราะห์ความอ่อนไหว)

คำนวณว่า ถ้าปัจจัยตัวเดียวเปลี่ยน มันกระทบกำไรเท่าไหร่:

Example Sensitivity Analysis:

  • น้ำมันขึ้นทุก $10/บาร์เรล → ต้นทุนต่อชิ้นเพิ่ม 15 บาท → Margin ลด 1.5%
  • บาทอ่อนทุก 1 บาท/ดอลลาร์ → ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าเพิ่ม ~3%
  • ค่าระวางเรือเพิ่ม 50% → ต้นทุนขนส่งเพิ่ม 35 บาท/ชิ้น

พอรู้ Sensitivity แล้ว ผู้บริหารจะ ตั้ง Trigger Point ได้ เช่น "ถ้าน้ำมันเกิน $120 ต้องปรับราคาทันที" หรือ "ถ้าบาทอ่อนเกิน 38 ต้อง Hedge ค่าเงิน"

Stepsที่ 4: ตั้งราคาขายใหม่ — มีข้อมูลSupports

เมื่อรู้ต้นทุนจริง รู้ Scenario รู้ Forecast แล้ว Stepsสุดท้ายคือ ตัดสินใจว่าจะขึ้นราคาเท่าไหร่ โดยมีกลยุทธ์ 3 แบบ:

กลยุทธ์ วิธีการ Suitable for Risk
Full Pass-through ผลักต้นทุนที่เพิ่มทั้งหมดไปที่ราคาขาย สินค้าจำเป็น, Noneคู่แข่งมาก ลูกค้าหนีถ้ามีทางChooseอื่น
Partial Absorption แบ่งรับต้นทุนบางส่วน ขึ้นราคาบางส่วน ตลาดแข่งขันสูง, ต้องรักษาลูกค้า Margin หดตัวชั่วคราว
Value Re-engineering ปรับสินค้า/บริการให้ต้นทุนลด โดยมูลค่าไม่หาย ธุรกิจที่มี R&D หรือยืดหยุ่นได้ ใช้เวลา Cannotผลทันที

Exampleจริง: สินค้าต้นทุน 750 บาท ขาย 1,000 บาท (Margin 25%)

หลังวิกฤต ต้นทุนเพิ่ม 75 บาท = 825 บาท
Full Pass-through: ขึ้นราคาเป็น 1,075 บาท (Margin กลับมา 23.3%)
Partial Absorption: ขึ้นราคาเป็น 1,040 บาท + แบ่งรับ 35 บาท (Margin 20.7%)
Value Re-engineering: ลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ 20 บาท + ขึ้นราคา 55 บาท → ขาย 1,055 (Margin 23.7%)

ผู้บริหารต้องดูบริบทอะไรอีก?

การขึ้นราคาCannotขึ้นอยู่กับต้นทุนอย่างเดียว ผู้บริหารต้องพิจารณา บริบทรอบด้าน ซึ่งจะครอบคลุมใน EP ถัดๆ ไปของซีรีส์นี้:

บริบทที่ต้องดู คำถามImportant Read moreใน
Supply Chain Supplier ยังส่งของได้ไหม? Lead Time เพิ่มขึ้นเท่าไหร่? มี Backup Supplier? EP.2
Cash Flow เงินสดพอจ่าย Supplier ที่ต้นทุนสูงขึ้นไหม? Credit Term ยังไหวไหม? EP.3
คู่แข่ง คู่แข่งขึ้นราคาแล้วหรือยัง? ถ้าเราขึ้นก่อน ลูกค้าจะหนีไปหาใคร? EP.4
ลูกค้า ลูกค้า Segment ไหน sensitive ต่อราคา? ขึ้นทุกตัวหรือChooseขึ้นบางตัว? EP.4
นโยบายรัฐ รัฐจะอุดหนุนค่าพลังงานไหม? มีมาตรการช่วย SME? EP.4
อัตราแลกเปลี่ยน บาทอ่อน/แข็ง ซ้ำเติมหรือช่วยลดต้นทุน? EP.3

ERP ช่วยเรื่องนี้ได้อย่างไร?

ทุกStepsที่กล่าวมา — Cost Breakdown, What-if Analysis, Forecast, Sensitivity Analysis — ต้องอาศัย ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และทันเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบ ERP ทำได้ดีกว่า Excel:

สิ่งที่ต้องทำ Excel ERP
Cost Breakdown รายสินค้า ต้อง Key ข้อมูลจากหลายแหล่ง เสี่ยงผิดพลาด ดึงจาก BOM + Routing + Purchase Automated
What-if Analysis ทำได้แต่ต้อง update ข้อมูลด้วยมือ ปรับตัวแปรแล้ว simulate ได้ทันที
Margin Monitoring รู้ตอนสิ้นmonth (ช้าเกินไป) เห็น Real-time ทุก Order ทุกวัน
Rolling Forecast ใช้เวลาCreate + update มาก Createจาก Actual ที่มีอยู่แล้ว ปรับเร็ว
Price List Update แก้ทีละItems ลืมได้ง่าย อัปเดต Price List กลาง ใช้ได้ทุก Order ทันที
Alert เมื่อ Margin ต่ำกว่าเกณฑ์ None ต้องตรวจเอง ตั้ง Alert Automated แจ้งผู้บริหารทันที

ถ้าสนใจเรื่อง ManagementRisk ในภาพรวม สามารถอ่านArticlesเรื่อง Risk Management ที่อธิบายกรอบคิดเพิ่มเติมได้

Note: Saeree ERP มีModule Costing, Budgeting และ Financial Reporting ที่Supports Cost Breakdown, Standard Cost และ Variance Analysis comprehensive ขณะนี้กำลังพัฒนา AI Assistant (อยู่ในช่วง Training) ซึ่งในอนาคตจะช่วยวิเคราะห์แนวโน้มต้นทุนได้Automated — การ Forecast ในArticlesนี้หมายถึงการใช้ข้อมูลจากระบบ ERP มาวิเคราะห์ต่อด้วยวิธีการที่อธิบายข้างต้น

Summary — Checklist สำหรับผู้บริหาร

ทำได้ทันที (วันนี้) ทำได้เมื่อมี ERP
แยก Cost Breakdown สินค้าหลัก 10 ตัว Cost Breakdown Automatedทุกสินค้า
ทำ What-if 3 Scenarios ใน Excel Simulate ได้ทันที ปรับตัวแปรแล้วเห็นผลเลย
ติดตาม Cost Driver รายweek Dashboard Margin Real-time + Alert Automated
ตั้ง Trigger Point สำหรับปรับราคา ระบบเตือนเมื่อ Margin ต่ำกว่าเกณฑ์
ทำ Rolling Forecast ทุก 2 week Rolling Forecast จาก Actual ที่ update ทุกวัน

ในภาวะวิกฤต ธุรกิจที่อยู่รอดไม่ใช่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด แต่คือธุรกิจที่ "รู้ตัวเลขของตัวเอง" เร็วที่สุด — รู้ต้นทุนจริง รู้ Margin จริง แล้วตัดสินใจจากข้อมูล ไม่ใช่จากความรู้สึก

- Saeree ERP Team

Read more EP.2: Supply Chain สะดุด ต้องปรับอะไรบ้าง? — แผนจัดซื้อฉุกเฉินและกระจายRisk

References

ต้นทุนพุ่ง ยังเดาราคาขายอยู่ไหม?

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจาก Grand Linux Solution ฟรี — ดูว่า ERP ช่วยคุณ Breakdown ต้นทุนและ Monitor Margin ได้อย่างไร

Request a Free Demo

Call 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

Saeree ERP Team

About the Author

Expert ERP team from Grand Linux Solution Co., Ltd., providing comprehensive ERP consulting and services.