- 20
- February
โรงงานผลิตจำนวนมากเจอปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า — วัตถุดิบขาด ผลิตไม่ทัน ลูกค้าต้องรอ หรือไม่ก็ สั่งซื้อเกินจนสต็อกบวม เงินจมอยู่ในคลัง ทั้งสองปัญหานี้ล้วนมาจากสาเหตุเดียวกัน คือ ไม่มีระบบวางแผนความต้องการวัสดุที่ดีพอ บทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักกับ MRP (Material Requirements Planning) ระบบที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ ตั้งแต่หลักการพื้นฐาน ตัวอย่างการคำนวณจริง ไปจนถึงความแตกต่างระหว่าง MRP I, MRP II และ ERP
MRP ย่อมาจากอะไร?
MRP ย่อมาจาก Material Requirements Planning หรือ "การวางแผนความต้องการวัสดุ" เป็นระบบที่ช่วยคำนวณว่า ต้องสั่งซื้อวัตถุดิบอะไร จำนวนเท่าไหร่ และเมื่อไหร่ เพื่อให้การผลิตเป็นไปตามแผนโดยไม่มีวัสดุขาดแคลนหรือเหลือเกินความจำเป็น
ประวัติโดยย่อ
แนวคิด MRP ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกในช่วง ทศวรรษ 1960 โดย Joseph Orlicky วิศวกรชาวอเมริกัน ซึ่งทำงานร่วมกับบริษัท IBM ในขณะนั้น เขาเสนอแนวคิดว่า ความต้องการวัสดุ (Dependent Demand) สามารถ คำนวณได้จากแผนการผลิต ไม่จำเป็นต้องพยากรณ์เหมือนสินค้าสำเร็จรูป
พัฒนาการของ MRP เป็นไปตามลำดับดังนี้:
- ทศวรรษ 1960: MRP I (Material Requirements Planning) - เน้นเฉพาะการคำนวณความต้องการวัสดุ
- ทศวรรษ 1980: MRP II (Manufacturing Resource Planning) - ขยายขอบเขตครอบคลุม Capacity Planning, Shop Floor Control และ Financial Planning
- ทศวรรษ 1990 - ปัจจุบัน: ERP (Enterprise Resource Planning) - รวม MRP II เข้ากับระบบบริหารทุกแผนกขององค์กร ตั้งแต่Accounting บุคคล จัดซื้อ ขาย ไปจนถึงคลังสินค้า
หลักการทำงานของ MRP
ระบบ MRP ทำงานโดยรับ Input 3 อย่าง แล้วคำนวณผลลัพธ์ออกมาว่าต้องสั่งซื้ออะไร เมื่อไหร่ เท่าไหร่:
| Input | ชื่อเต็ม | คืออะไร |
|---|---|---|
| 1. MPS | Master Production Schedule | แผนการผลิตหลัก — ระบุว่าต้องผลิตสินค้าอะไร จำนวนเท่าไหร่ ภายในเมื่อไหร่ |
| 2. BOM | Bill of Materials | สูตรการผลิต — รายการวัตถุดิบและชิ้นส่วนทั้งหมดที่ใช้ผลิตสินค้า 1 หน่วย รวมถึงปริมาณที่ต้องใช้ |
| 3. Inventory Status | สถานะสินค้าคงคลัง | ข้อมูลวัสดุคงเหลือปัจจุบัน (On-hand), จำนวนที่สั่งซื้อแล้วรอรับ (On-order), และ Lead Time ของแต่ละรายการ |
MRP คำนวณอย่างไร?
สูตรหลักของ MRP คือ:
Net Requirement = Gross Requirement - On-hand - On-order + Safety Stock
จากนั้น MRP จะ "ย้อนเวลา" (Offset) ตาม Lead Time เพื่อกำหนดว่าต้อง สั่งซื้อ (Planned Order Release) เมื่อไหร่ จึงจะได้รับวัสดุทันเวลาที่ต้องการ
ตัวอย่างจริง: ผลิตโต๊ะ 100 ตัว
สมมติโรงงานได้รับออเดอร์ผลิต โต๊ะไม้ 100 ตัว ส่งมอบภายใน 3 สัปดาห์ ลองดูว่า MRP คำนวณอย่างไร:
ขั้นที่ 1: ดู BOM ของโต๊ะ 1 ตัว
| วัสดุ | จำนวน/โต๊ะ | ต้องการทั้งหมด (100 ตัว) | Lead Time |
|---|---|---|---|
| แผ่นไม้ (ท็อปโต๊ะ) | 1 แผ่น | 100 แผ่น | 2 สัปดาห์ |
| ขาโต๊ะ | 4 ขา | 400 ขา | 1 สัปดาห์ |
| สกรู | 16 ตัว | 1,600 ตัว | 1 สัปดาห์ |
| คานยึด | 4 ชิ้น | 400 ชิ้น | 1 สัปดาห์ |
ขั้นที่ 2: ดู Inventory Status แล้วคำนวณ Net Requirement
| วัสดุ | ต้องการ (Gross) | คงเหลือ (On-hand) | สั่งแล้วรอรับ (On-order) | ต้องสั่งเพิ่ม (Net) |
|---|---|---|---|---|
| แผ่นไม้ | 100 | 30 | 0 | 70 แผ่น |
| ขาโต๊ะ | 400 | 150 | 100 | 150 ขา |
| สกรู | 1,600 | 500 | 0 | 1,100 ตัว |
| คานยึด | 400 | 400 | 0 | 0 (พอแล้ว) |
ขั้นที่ 3: กำหนดวันสั่งซื้อ (Planned Order Release)
MRP จะ "ย้อนเวลา" จากวันที่ต้องใช้ ลบด้วย Lead Time:
- แผ่นไม้ 70 แผ่น: Lead Time 2 สัปดาห์ ต้องใช้สัปดาห์ที่ 3 ดังนั้นต้องสั่งซื้อ สัปดาห์ที่ 1 (ทันที!)
- ขาโต๊ะ 150 ขา: Lead Time 1 สัปดาห์ ต้องใช้สัปดาห์ที่ 3 ดังนั้นต้องสั่งซื้อ สัปดาห์ที่ 2
- สกรู 1,100 ตัว: Lead Time 1 สัปดาห์ ต้องใช้สัปดาห์ที่ 3 ดังนั้นต้องสั่งซื้อ สัปดาห์ที่ 2
- คานยึด: มีพอแล้ว ไม่ต้องสั่ง
นี่คือสิ่งที่ MRP ทำ — คำนวณทุกอย่างให้อัตโนมัติ ไม่ต้องเดา ไม่ต้องจำ ไม่ต้องทำ Excel
MRP I vs MRP II — ต่างกันอย่างไร?
หลายคนสับสนระหว่าง MRP I กับ MRP II เพราะชื่อคล้ายกัน แต่ขอบเขตต่างกันมาก:
| ประเด็น | MRP I | MRP II |
|---|---|---|
| ชื่อเต็ม | Material Requirements Planning | Manufacturing Resource Planning |
| ขอบเขต | เฉพาะวัสดุและชิ้นส่วน | วัสดุ + กำลังการผลิต + การเงิน |
| คำนวณอะไร | What, How many, When (สั่งซื้อ) | + Capacity Planning + Shop Floor Control + Financial Impact |
| ตอบคำถาม | "ต้องสั่งซื้อวัสดุอะไรบ้าง?" | "ผลิตไหวหรือเปล่า? ต้นทุนจะเป็นเท่าไหร่?" |
| Capacity Planning | ไม่มี | มี (CRP - Capacity Requirements Planning) |
| Financial Integration | ไม่มี | มี (เชื่อมกับงบประมาณและต้นทุน) |
| Feedback Loop | เปิด (Open-loop) | ปิด (Closed-loop) — มีการรายงานผลกลับ |
พูดง่ายๆ คือ MRP I ดูแค่เรื่องวัสดุ ส่วน MRP II ดูทั้งโรงงาน — วัสดุ + คน + เครื่องจักร + เงิน
MRP กับ ERP ต่างกันอย่างไร?
FAQคือ "MRP กับ ERP เหมือนกันหรือเปล่า?" คำตอบคือ ไม่เหมือนกัน แต่เกี่ยวข้องกัน:
MRP เป็น "โมดูลหนึ่ง" ภายใน ERP
- MRP โฟกัสที่ "การวางแผนวัสดุและการผลิต" เท่านั้น
- ERP ครอบคลุมทุกแผนก — Accounting, การเงิน, จัดซื้อ, ขาย, คลังสินค้า, บุคคล, CRM และอื่นๆ
- ถ้า ERP เป็น "ร่างกาย" — MRP คือ "หัวใจ" ของส่วนการผลิต
| ประเด็น | MRP | ERP |
|---|---|---|
| ขอบเขต | การผลิตและวัสดุ | ทุกแผนกในองค์กร |
| ผู้ใช้หลัก | ฝ่ายผลิต, จัดซื้อ, คลัง | ทุกแผนก ทุกระดับ |
| ข้อมูลที่ใช้ | BOM, MPS, Inventory | ทุกข้อมูลขององค์กร |
| ผลลัพธ์ | แผนสั่งซื้อ, แผนผลิต | ภาพรวมธุรกิจทั้งหมด + รายงานผู้บริหาร |
ปัญหาที่เกิดเมื่อไม่มีระบบ MRP
โรงงานที่ยังไม่มีระบบ MRP มักใช้วิธี "สั่งซื้อด้วยมือ" — อาศัยประสบการณ์ของหัวหน้าผลิต, พนักงานคลัง หรือฝ่ายจัดซื้อ ที่ "จำ" ได้ว่าต้องสั่งอะไรเมื่อไหร่ ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยได้แก่:
- วัตถุดิบขาด กะทันหัน — ไม่ได้คำนวณ Lead Time เข้าไป สั่งซื้อช้าเกินไป ผลิตไม่ทัน
- สั่งซื้อเกิน สต็อกบวม — กลัวของขาด เลยสั่งเผื่อไว้เยอะ เงินจมอยู่ในคลัง บางทีวัสดุหมดอายุหรือล้าสมัย
- ผลิตไม่ทันกำหนดส่ง — รู้ตัวว่าวัสดุไม่พอตอนจะเริ่มผลิตแล้ว
- ใช้ Excel คำนวณ — พอสินค้าหลายตัว BOM ซับซ้อน ก็เริ่มผิดพลาด เวอร์ชันสับสน คนทำ Excel ลาออกก็จบ
- ไม่มี Visibility — ฝ่ายขายไม่รู้ว่าผลิตทันหรือเปล่า ฝ่ายผลิตไม่รู้ว่าจัดซื้อสั่งแล้วยัง ทุกคนถามกันไปถามกันมา
- พึ่งพา "คนเก่า" คนเดียว — ความรู้อยู่ในหัวหัวหน้าคลัง ไม่มีระบบบันทึก ถ้าคนนั้นลาป่วยหรือลาออก ทุกอย่างชะงัก
ประโยชน์ของระบบ MRP
เมื่อนำระบบ MRP มาใช้อย่างถูกต้อง องค์กรจะได้ประโยชน์หลายด้าน:
| ประโยชน์ | รายละเอียด |
|---|---|
| ลดสต็อกส่วนเกิน | สั่งซื้อตามความต้องการจริง ไม่ต้องเดา ไม่ต้องสั่งเผื่อ ลดเงินจมในคลัง |
| ผลิตทันกำหนด | วัสดุมาถึงตรงเวลาที่ต้องใช้ ไม่ต้องรอวัตถุดิบ การผลิตไม่สะดุด |
| ลดต้นทุนจัดเก็บ | สต็อกน้อยลง = พื้นที่คลังน้อยลง, ค่าประกันน้อยลง, ของเสื่อมสภาพน้อยลง |
| วางแผนจัดซื้อล่วงหน้า | รู้ล่วงหน้าว่าต้องสั่งอะไร สามารถต่อรองราคากับ Supplier ได้ดีกว่า |
| ลดการพึ่งพาคน | ระบบคำนวณให้ ไม่ต้องพึ่งประสบการณ์ของพนักงานคนเดียว |
| มองเห็นภาพรวม | ฝ่ายขาย จัดซื้อ คลัง ผลิต เห็นข้อมูลเดียวกัน ประสานงานได้ดีขึ้น |
Saeree ERP กับโมดูล MRP
Saeree ERP มีโมดูล MRP ในตัว ที่รองรับการวางแผนความต้องการวัสดุครบวงจร:
| ฟีเจอร์ | รายละเอียด |
|---|---|
| Multi-level BOM | รองรับ BOM หลายระดับ — สินค้าสำเร็จรูป > ชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จ > วัตถุดิบ ซ้อนกันได้ไม่จำกัดชั้น |
| MPS Management | จัดการแผนการผลิตหลัก เชื่อมกับคำสั่งขาย (Sales Order) และพยากรณ์ยอดขาย |
| Net Requirement Calculation | คำนวณความต้องการสุทธิอัตโนมัติ หักสต็อกคงเหลือและจำนวนที่สั่งซื้อแล้ว |
| Lead Time & Safety Stock | กำหนด Lead Time และ Safety Stock ของวัสดุแต่ละรายการ ระบบคำนวณวันสั่งซื้อให้ |
| Planned Order Release | ระบบสร้างใบสั่งซื้อ (Purchase Order) และใบสั่งผลิต (Work Order) อัตโนมัติ |
| เชื่อมต่อทุกโมดูล | MRP ของ Saeree ERP เชื่อมกับโมดูลจัดซื้อ, คลังสินค้า, Accounting, และการขายโดยตรง — ข้อมูลไหลอัตโนมัติไม่ต้อง Key ซ้ำ |
MRP ไม่ใช่แค่ "ระบบจัดซื้อ" — แต่คือระบบที่ทำให้โรงงานรู้ว่า "ต้องทำอะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่" จากข้อมูลจริง ไม่ใช่จากการเดาหรือประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อ MRP ทำงานร่วมกับ ERP ที่ดี ทุกแผนกจะเห็นภาพเดียวกัน ลดความผิดพลาด และผลิตได้ทันกำหนดทุกครั้ง
- Saeree ERP Team
สรุป — Key Takeaways
- MRP (Material Requirements Planning) คือระบบวางแผนความต้องการวัสดุ ช่วยคำนวณว่าต้องสั่งซื้ออะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่ จาก MPS + BOM + Inventory Status
- MRP I ดูแค่วัสดุ ส่วน MRP II ดูทั้งโรงงาน — รวม Capacity Planning และ Financial Planning เข้าไปด้วย
- MRP เป็นส่วนหนึ่งของ ERP — ERP ครอบคลุมทุกแผนก ส่วน MRP เป็นโมดูลที่ดูแลเรื่องการผลิตและวัสดุ
- ไม่มี MRP = สั่งซื้อด้วยมือ — เสี่ยงวัตถุดิบขาด สต็อกบวม ผลิตไม่ทัน พึ่งพาคนเก่าคนเดียว
- ประโยชน์หลัก: ลดสต็อกส่วนเกิน, ผลิตทันกำหนด, ลดต้นทุนจัดเก็บ, วางแผนจัดซื้อได้ล่วงหน้า
- Saeree ERP มีโมดูล MRP ในตัว รองรับ BOM หลายระดับ, Lead Time, Safety Stock และเชื่อมต่อทุกโมดูลโดยอัตโนมัติ
หากองค์กรของคุณกำลังมีปัญหาเรื่องการวางแผนวัสดุ สั่งซื้อไม่ทัน สต็อกบวม หรือต้องการระบบ MRP ที่ใช้งานได้จริง สามารถนัดหมาย Demo หรือติดต่อทีมที่ปรึกษาเพื่อประเมินความพร้อมขององค์กร
