02-347-7730  |  Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ติดต่อเรา

ตรวจสอบพัสดุประจำปีงบประมาณ 2569: แต่งตั้งใคร ตรวจอะไร รายงานภายใน 30 วันทำการ และข้อตรวจพบที่ สตง. เจอบ่อย — ครุภัณฑ์ฉบับภาครัฐ EP.5

  • หน้าแรก
  • บทความ
  • ตรวจสอบพัสดุประจำปีงบประมาณ 2569: แต่งตั้งใคร ตรวจอะไร รายงานภายใน 30 วันทำการ และข้อตรวจพบที่ สตง. เจอบ่อย — ครุภัณฑ์ฉบับภาครัฐ EP.5
ตรวจสอบพัสดุประจำปีงบประมาณ 2569: แต่งตั้งใคร ตรวจอะไร รายงานภายใน 30 วันทำการ และข้อตรวจพบที่ สตง. เจอบ่อย — ครุภัณฑ์ฉบับภาครัฐ EP.5
  • 12
  • ตุลาคม

"ตรวจสอบพัสดุประจำปีงบประมาณ 2569: แต่งตั้งใคร ตรวจอะไร รายงานภายใน 30 วันทำการ และข้อตรวจพบที่ สตง. เจอบ่อย — ครุภัณฑ์ฉบับภาครัฐ EP.5" — คำตอบสั้นที่สุดคือ แต่งตั้งผู้ตรวจที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่พัสดุก่อนสิ้นกันยายน เริ่มตรวจ 1 ตุลาคม ตรวจ 4 เรื่อง แล้วส่งรายงานพร้อมสำเนาถึง สตง. ภายใน 30 วันทำการ (ดูระบบที่รองรับงานนี้ที่Saeree ERP สำหรับหน่วยงานภาครัฐ) บทความนี้ไล่ตั้งแต่ปฏิทินงาน ข้อห้ามในการแต่งตั้ง สิ่งที่ต้องตรวจ รายงานและผู้รับ การสอบหาข้อเท็จจริง การจำหน่าย 4 วิธี และข้อตรวจพบของ สตง. ที่หน่วยงานพลาดบ่อย

สรุปสั้นๆ: ตรวจสอบพัสดุประจำปี = ตรวจการรับจ่ายทั้งปีและตรวจนับของคงเหลือ ณ 30 กันยายน โดยผู้ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่พัสดุ เริ่ม 1 ตุลาคม รายงานภายใน 30 วันทำการพร้อมสำเนาถึง สตง. พบชำรุดหรือสูญหายให้ตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง จำหน่ายโดยปกติใน 60 วัน แล้วลงจ่ายออกจากทะเบียนและแจ้ง สตง. ภายใน 30 วัน

หมายเหตุก่อนอ่าน: บทความนี้อ้างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หมวด 9 ข้อ 213 ถึง 219 ประกอบคู่มือปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐที่เผยแพร่สาธารณะ ตรวจทาน ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 แต่ละหน่วยงานอาจมีคำสั่งมอบอำนาจและหนังสือเวียนภายในเพิ่มเติม ให้ยึดของหน่วยงานตัวเองเป็นหลัก

วันที่ 12 ตุลาคม 2569 คือวันทำการที่ 8 ของปีงบประมาณ 2570 และเป็นช่วงที่ผู้รับผิดชอบตรวจสอบพัสดุประจำปีของทุกหน่วยงานรัฐกำลังเดินตรวจนับของจริงเทียบกับทะเบียน เพราะระเบียบกระทรวงการคลังฯ 2560 ข้อ 213 กำหนดให้เริ่มตรวจในวันเปิดทำการวันแรกของปีงบประมาณ และต้องส่งรายงานภายใน 30 วันทำการนับแต่วันเริ่มตรวจ บทความนี้เป็นตอนที่ 5 ของชุดครุภัณฑ์ฉบับภาครัฐ ต่อจากวงจรชีวิตครุภัณฑ์ตั้งแต่จัดหาถึงจำหน่าย โดยเจาะเฉพาะงานตรวจสอบพัสดุประจำปี ตั้งแต่คำสั่งแต่งตั้ง สิ่งที่ต้องตรวจ รายงานที่ต้องส่ง สิ่งที่ต้องทำเมื่อพบของชำรุดหรือสูญหาย จนถึงการจำหน่ายและลงจ่ายออกจากบัญชี ปิดท้ายด้วยข้อตรวจพบที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รายงานจริงเมื่อปีที่แล้ว

1. ปฏิทินงานตรวจสอบพัสดุประจำปี นับจากวันนี้ไปถึงวันลงจ่ายออกจากบัญชี

งานนี้มีเส้นเวลา 5 เส้นที่ระเบียบกำหนดไว้ชัด สองเส้นแรกผ่านไปแล้วหรือกำลังเดินอยู่ ส่วนที่เหลือจะมาถึงภายในปลายปีนี้ ตารางด้านล่างคิดจากวันเปิดทำการวันแรกของปีงบประมาณ 2570 คือวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569

ขั้นตอนข้อในระเบียบกำหนดเวลาปีงบประมาณ 2570 ตกวันไหนผู้รับผิดชอบ
แต่งตั้งผู้รับผิดชอบตรวจสอบพัสดุประจำปี213ภายในเดือนสุดท้ายก่อนสิ้นปีงบประมาณภายใน 30 กันยายน 2569 (ผ่านแล้ว)หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ หรือหัวหน้าหน่วยพัสดุ
เริ่มตรวจสอบและตรวจนับ213วันเปิดทำการวันแรกของปีงบประมาณ1 ตุลาคม 2569 (กำลังเดินอยู่)ผู้รับผิดชอบตรวจสอบพัสดุ
ส่งรายงานผลการตรวจสอบ + สำเนาถึง สตง.213ภายใน 30 วันทำการนับแต่วันเริ่มตรวจราววันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2569 ถ้าเริ่ม 1 ตุลาคม และหักวันหยุด 13 กับ 23 ตุลาคมผู้รับผิดชอบตรวจสอบพัสดุ → หัวหน้าหน่วยงาน
แต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง (เมื่อพบชำรุด เสื่อมสภาพ สูญไป หรือไม่จำเป็นต้องใช้)214ระเบียบไม่ระบุวัน ให้ทำทันทีที่ได้รับรายงานพฤศจิกายน 2569หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ
จำหน่ายพัสดุตามวิธีที่หัวหน้าหน่วยงานสั่ง215โดยปกติให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับถัดจากวันสั่งการปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570คณะกรรมการจำหน่ายพัสดุ / เจ้าหน้าที่
ลงจ่ายออกจากบัญชีหรือทะเบียน และแจ้ง สตง.218ลงจ่ายทันที แล้วแจ้ง สตง. ภายใน 30 วันนับแต่วันลงจ่ายตามวันที่จำหน่ายจริงเจ้าหน้าที่

ที่มา: ระเบียบกระทรวงการคลังฯ 2560 ข้อ 213, 214, 215, 218 · วันที่ 13 พฤศจิกายนเป็นการนับโดยรวมวันเริ่มตรวจเป็นวันที่ 1 และหักวันหยุดราชการ 13 ตุลาคม (วันนวมินทรมหาราช) กับ 23 ตุลาคม (วันปิยมหาราช) หน่วยงานที่เริ่มตรวจวันอื่นหรือมีวันหยุดเพิ่มให้นับใหม่ตามปฏิทินของตัวเอง

จุดที่ต้องระวังเรื่องการนับวัน: เส้น 30 วันของรายงานนับเป็น "วันทำการ" แต่เส้น 30 วันของการแจ้ง สตง. หลังลงจ่ายออกจากบัญชี ระเบียบเขียนว่า "30 วัน" เฉย ๆ และเส้น 60 วันของการจำหน่ายก็นับวันปฏิทิน สามเส้นนี้นับคนละแบบ หน่วยงานที่ตั้งเตือนในปฏิทินควรแยกให้ชัด

หน่วยงานของท่านยังทำเรื่องนี้ด้วย Excel และกระดาษอยู่หรือไม่?

Saeree ERP ออกแบบตามระเบียบราชการไทย — งบประมาณ 3 แหล่งเงิน · จอง/ผูกพัน/ค้างจ่าย · ครุภัณฑ์ · จัดซื้อจัดจ้าง · อนุมัติแบบบันทึกข้อความ

2. ผู้รับผิดชอบตรวจสอบต้องไม่ใช่เจ้าหน้าที่พัสดุที่ดูแลของชิ้นนั้นเอง

ข้อ 213 ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐหรือหัวหน้าหน่วยพัสดุแต่งตั้ง "ผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบพัสดุ ซึ่งมิใช่เป็นเจ้าหน้าที่ตามข้อ 205" คำว่าเจ้าหน้าที่ในที่นี้หมายถึงผู้ที่ทำหน้าที่เก็บรักษา บันทึก และเบิกจ่ายพัสดุนั้น หลักคือคนตรวจต้องไม่ใช่คนถือของ เป็นหลักการแบ่งแยกหน้าที่ (segregation of duties) ที่ผู้ตรวจสอบภายในและ สตง. ดูเป็นอย่างแรก คู่มือของหลายหน่วยงานจึงระบุตรงกันว่าห้ามแต่งตั้งเจ้าหน้าที่พัสดุเป็นผู้ตรวจ และบางหน่วยงานมอบอำนาจการแต่งตั้งลงไปถึงผู้อำนวยการสำนักหรือกอง เพื่อให้แต่งตั้งได้ทันเดือนกันยายน

ระเบียบไม่ได้บังคับจำนวนคนหรือรูปแบบคณะกรรมการสำหรับขั้นตรวจสอบประจำปี จะเป็นบุคคลคนเดียวหรือเป็นคณะก็ได้ ต่างจากขั้นสอบหาข้อเท็จจริงในข้อ 214 ที่แนวปฏิบัติทั่วไปตั้งเป็นคณะ ประธาน 1 คนและกรรมการอย่างน้อย 2 คน สิ่งที่เจ้าหน้าที่พัสดุต้องทำก่อนวันที่ 1 ตุลาคมคือเตรียมเอกสารให้ผู้ตรวจ ได้แก่ บัญชีวัสดุ ทะเบียนคุมทรัพย์สิน หลักฐานการรับ เช่น ใบส่งของและใบตรวจรับ หลักฐานการจ่าย เช่น ใบเบิกและใบยืม รายงานอาคารและสิ่งปลูกสร้าง และเอกสารแสดงที่มาของครุภัณฑ์ เช่น สำเนาสัญญาหรือหลักฐานการรับบริจาค

3. ตรวจ 4 เรื่อง ไม่ใช่แค่นับของ

คำว่า "ตรวจนับ" ทำให้หลายหน่วยงานเข้าใจว่างานนี้คือเดินสแกนป้ายครุภัณฑ์ให้ครบ แต่ข้อ 213 กำหนดสองส่วน คือตรวจสอบการรับจ่ายพัสดุในงวด 1 ปีที่ผ่านมา และตรวจนับพัสดุประเภทที่คงเหลืออยู่เพียงวันสิ้นงวด คู่มือของกรมส่งเสริมการเกษตรแยกออกเป็น 4 เรื่องที่ใช้เป็นแบบได้

เรื่องที่ตรวจเทียบกับอะไรคำถามที่ต้องตอบได้ในรายงานจุดที่พลาดบ่อย
1. การรับจ่ายพัสดุในงวด 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2569หลักฐานรับ (ใบส่งของ ใบตรวจรับ) และหลักฐานจ่าย (ใบเบิก ใบยืม ใบจำหน่าย)รับมาเมื่อใด เบิกจ่ายให้ใคร จำหน่ายไปเมื่อใดเพราะเหตุใด ถูกต้องตามหลักฐานหรือไม่ตรวจแต่ยอดคงเหลือ ไม่ไล่รายการรับจ่ายระหว่างปี
2. วัสดุคงเหลือ ณ 30 กันยายน 2569บัญชีวัสดุมีตัวอยู่จริงตรงบัญชีหรือไม่ ส่วนต่างเกิดจากอะไรนับวัสดุสิ้นเปลืองแบบประมาณ ไม่นับจริง
3. ครุภัณฑ์ อาคาร และสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด ณ 30 กันยายน 2569ทะเบียนคุมทรัพย์สิน (ส่วนราชการที่ใช้ GFMIS ต้องให้รายการตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไปตรงกับระบบด้วย)จำนวนครบตามทะเบียนหรือไม่ อยู่ที่ไหน ใครรับผิดชอบ ป้ายหมายเลขอ่านได้หรือไม่ของย้ายที่โดยไม่ทำเอกสารโอน ป้ายหลุด ทะเบียนไม่ระบุสถานที่
4. สภาพของพัสดุทุกรายการสภาพจริงเทียบสถานะในทะเบียนชำรุด เสื่อมสภาพ สูญไป หรือไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะเหตุใดรายงานว่า "ใช้งานได้" ทั้งที่ไม่ได้เปิดเครื่องดู หรือระบุชำรุดโดยไม่บอกเหตุ

ที่มา: ระเบียบฯ ข้อ 213 และคู่มือการตรวจสอบพัสดุประจำปีและการจำหน่ายพัสดุ กรมส่งเสริมการเกษตร (กุมภาพันธ์ 2565) · คอลัมน์ "จุดที่พลาดบ่อย" มาจากงานวางระบบครุภัณฑ์ให้หน่วยงานรัฐของทีมเรา

เรื่องที่ 4 คือเรื่องที่ทำให้งานนี้ต่างจากการนับสต็อก ผู้ตรวจต้องระบุสภาพและเหตุของแต่ละรายการที่มีปัญหา เพราะรายงานส่วนนี้คือต้นทางของขั้นสอบหาข้อเท็จจริงและการจำหน่ายทั้งหมด รายการที่เขียนแค่ "ชำรุด" โดยไม่บอกว่าชำรุดจากการใช้งานตามปกติหรือจากเหตุอื่น จะทำให้หัวหน้าหน่วยงานตัดสินใจไม่ได้ว่าสั่งจำหน่ายได้เลยหรือต้องตั้งกรรมการสอบก่อน อ่านเกณฑ์การจัดหมวดและคำศัพท์ที่ใช้ในทะเบียนได้ที่คำศัพท์ครุภัณฑ์ที่ต้องรู้ และเรื่องค่าเสื่อมราคาที่ต้องตรงกับมูลค่าในทะเบียนที่ค่าเสื่อมราคาครุภัณฑ์ฉบับภาครัฐ

4. รายงานผลส่งใคร แนบอะไร และสำเนาไหนต้องถึง สตง.

เมื่อตรวจเสร็จ ผู้รับผิดชอบทำรายงานเสนอผู้แต่งตั้งภายใน 30 วันทำการ และข้อ 213 กำหนดให้ส่งสำเนารายงานให้ สตง. 1 ชุด หน่วยงานในสังกัดกรมหรือกระทรวงมักต้องส่งสำเนาให้ต้นสังกัดอีก 1 ชุดตามหนังสือเวียนภายใน ตารางนี้สรุปจากคู่มือของหน่วยงานที่เผยแพร่ ซึ่งแบบฟอร์มอาจต่างกันไปตามหน่วยงาน แต่โครงเหมือนกัน

ผู้รับเอกสารหมายเหตุ
หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ (ผู้แต่งตั้ง)หนังสือรายงานผลการตรวจสอบพัสดุประจำปี · สำเนาคำสั่งแต่งตั้ง · บัญชีตรวจสอบครุภัณฑ์ประจำปี · บัญชีตรวจสอบวัสดุ · รายละเอียดวัสดุคงเหลือ · รายงานผลการตรวจสอบสภาพอาคารและสิ่งปลูกสร้างผู้รับผิดชอบตรวจสอบต้องลงนามในรายงาน
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินสำเนาหนังสือรายงานผล + สำเนาคำสั่งแต่งตั้ง จำนวน 1 ชุดข้อ 213 กำหนดตรง ๆ ว่าต้องส่ง ไม่ใช่รอให้ สตง. ขอ
ต้นสังกัด (กรม / กระทรวง / สภามหาวิทยาลัย ตามโครงสร้าง)สำเนารายงานและบัญชีตรวจสอบ 1 ชุดตามหนังสือเวียนของแต่ละสังกัด
เก็บที่หน่วยงานต้นฉบับทั้งชุดเป็นหลักฐานทางราชการ ใช้ตอบ สตง. และผู้ตรวจสอบภายในในปีถัดไป

ที่มา: ระเบียบฯ ข้อ 213 และคู่มือกรมส่งเสริมการเกษตร (2565) · ชื่อแบบฟอร์มเป็นของหน่วยงานตัวอย่าง

5. เมื่อพบของชำรุด เสื่อมสภาพ สูญไป หรือไม่จำเป็นต้องใช้ ต้องแยกให้ออกว่ากรณีไหนตั้งกรรมการ

ข้อ 214 กำหนดว่าเมื่อผู้แต่งตั้งได้รับรายงานแล้วพบว่ามีพัสดุชำรุด เสื่อมสภาพ สูญไป หรือไม่จำเป็นต้องใช้ในหน่วยงานต่อไป ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงขึ้นคณะหนึ่ง เว้นแต่กรณีที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการเสื่อมสภาพเนื่องมาจากการใช้งานตามปกติ หรือสูญไปตามธรรมชาติ ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐพิจารณาสั่งการให้ดำเนินการจำหน่ายต่อไปได้เลย นี่คือเหตุผลที่รายงานในหัวข้อที่ 3 ต้องระบุเหตุของความชำรุด

สิ่งที่พบต้องตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงหรือไม่ขั้นต่อไป
เสื่อมสภาพจากการใช้งานตามปกติอย่างชัดเจน เช่น คอมพิวเตอร์อายุเกินเกณฑ์ที่ซ่อมไม่คุ้มไม่ต้องหัวหน้าหน่วยงานสั่งจำหน่ายได้เลย (ข้อ 214 วรรคท้าย)
สูญไปตามธรรมชาติ เช่น วัสดุระเหย สัตว์ตายตามอายุไม่ต้องสั่งจำหน่ายได้เลย
ชำรุดโดยไม่ชัดว่าเกิดจากอะไร หรือชำรุดก่อนเวลาอันควรต้องคณะกรรมการสอบสาเหตุ สอบถามผู้ใช้ ตรวจประวัติซ่อมบำรุง แล้วเสนอว่าควรซ่อมหรือจำหน่าย พร้อมประเมินราคาขั้นต่ำ
สูญหาย หาตัวไม่พบต้องสอบว่ามีผู้ต้องรับผิดหรือไม่ ถ้ามี ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ถ้าไม่มีหรือชดใช้ไม่ได้ จำหน่ายเป็นสูญตามข้อ 217
ใช้งานได้แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ในหน่วยงานต่อไป หรือใช้ต่อแล้วสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากต้อง (เพื่อยืนยันเหตุและประเมินราคา)เสนอจำหน่ายตามข้อ 215

แนวปฏิบัติเรื่องประเมินราคาที่คู่มือหลายหน่วยงานใช้ตรงกันคือ ให้คณะกรรมการติดต่อผู้มีอาชีพรับซื้อของเก่า 2 ถึง 3 ราย ขอใบเสนอราคาที่ระบุชื่อที่อยู่และแนบสำเนาบัตรประชาชนหรือใบประกอบการ แล้วพิจารณาราคาที่ได้อีกครั้งเทียบกับราคาซื้อขายในท้องตลาด ลักษณะ ประเภท อายุการใช้งาน และสภาพของพัสดุ เพื่อเสนอเป็นราคาขั้นต่ำสำหรับขายทอดตลาด ขั้นนี้ใช้เวลามากกว่าที่คิดเสมอ โดยเฉพาะรายการที่ไม่มีราคาซื้อในทะเบียน เพราะรับบริจาคหรือโอนมา

พัสดุที่ชำรุดหรือสูญไประหว่างปี ก่อนถึงรอบตรวจสอบประจำปี ไม่ต้องรอถึงเดือนตุลาคม ข้อ 219 ให้ดำเนินการตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิดก่อน แล้วทำตามข้อ 215 ถึง 218 โดยอนุโลมได้ทันที

6. จำหน่าย 4 วิธี เส้นเงิน 500,000 กับ 1,000,000 บาท และการแจ้ง สตง. รอบสอง

ข้อ 215 กำหนดว่าพัสดุที่หมดความจำเป็นหรือใช้ต่อแล้วสิ้นเปลือง ให้เจ้าหน้าที่เสนอรายงานต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อสั่งให้ดำเนินการวิธีใดวิธีหนึ่ง และโดยปกติให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับถัดจากวันสั่งการ

วิธีกติกาหลักข้อยกเว้นที่ใช้บ่อย
(1) ขายให้ขายทอดตลาดก่อน ถ้าขายทอดตลาดแล้วไม่ได้ผลดี จึงใช้วิธีที่กำหนดเกี่ยวกับการซื้อมาใช้โดยอนุโลม · ต้องมีผู้ได้รับมอบหมายประเมินราคาก่อนประกาศ(ก) ราคาซื้อหรือได้มารวมกันต่อครั้งไม่เกิน 500,000 บาท ขายโดยวิธีเฉพาะเจาะจงด้วยการเจรจาตกลงราคาได้โดยไม่ต้องทอดตลาดก่อน · (ข) ขายให้หน่วยงานของรัฐหรือองค์การสถานสาธารณกุศลตามมาตรา 47 (7) แห่งประมวลรัษฎากร ใช้เฉพาะเจาะจง · (ค) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต ที่มอบให้เจ้าหน้าที่ใช้ในหน้าที่ ขายให้เจ้าหน้าที่คนนั้นได้เมื่อพ้นหน้าที่หรือพ้นระยะเวลาใช้งาน
(2) แลกเปลี่ยนตามวิธีการแลกเปลี่ยนที่กำหนดในระเบียบ—
(3) โอนโอนให้หน่วยงานของรัฐหรือองค์การสถานสาธารณกุศลตามมาตรา 47 (7) โดยต้องมีหลักฐานการส่งมอบวิธีที่ใช้มากกับครุภัณฑ์ที่ยังใช้งานได้ เช่น โอนให้โรงเรียนหรือหน่วยงานในพื้นที่
(4) แปรสภาพหรือทำลายตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่หน่วยงานของรัฐกำหนดใช้กับของที่ไม่มีมูลค่าซาก หรือมีข้อมูลที่ต้องทำลาย เช่น ฮาร์ดดิสก์
จำหน่ายเป็นสูญ (ข้อ 217)ใช้เมื่อพัสดุสูญไปโดยไม่ปรากฏตัวผู้รับผิด หรือมีผู้รับผิดแต่ชดใช้ไม่ได้ หรือมีตัวพัสดุแต่ไม่สมควรดำเนินการตามข้อ 215ราคาซื้อหรือได้มารวมกันไม่เกิน 1,000,000 บาท หัวหน้าหน่วยงานของรัฐอนุมัติ · เกิน 1,000,000 บาท ราชการส่วนกลางและภูมิภาคเสนอกระทรวงการคลัง ราชการส่วนท้องถิ่นเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานของรัฐอื่นเป็นไปตามผู้มีอำนาจที่หน่วยงานนั้นกำหนด · รัฐวิสาหกิจที่มีระเบียบของตัวเองต่างออกไป ให้เสนอคณะกรรมการวินิจฉัยและรายงาน สตง.

ที่มา: ระเบียบฯ ข้อ 215, 216, 217 · กรมบัญชีกลางออกแนวทางปฏิบัติการจำหน่ายโดยวิธีขายทอดตลาดตามข้อ 215 วรรคหนึ่ง (1) เพิ่มเติม ตามหนังสือ กค (กวจ) 0405.4/ว 187 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2569 หน่วยงานที่จะขายทอดตลาดรอบนี้ควรอ่านฉบับนั้นประกอบ

สองข้อที่ตามหลังการจำหน่ายและมักหลุด ข้อ 216 เงินที่ได้จากการจำหน่ายให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายการเงินของหน่วยงานนั้น ไม่ใช่เงินที่หน่วยพัสดุเก็บไว้ใช้เอง และข้อ 218 เมื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายเป็นสูญแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องลงจ่ายพัสดุออกจากบัญชีหรือทะเบียนทันที แล้วแจ้ง สตง. ภายใน 30 วันนับแต่วันลงจ่าย เป็นการแจ้ง สตง. รอบที่สองของวงจรนี้ ส่วนพัสดุที่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมาย เช่น รถยนต์ ต้องแจ้งนายทะเบียนภายในเวลาที่กฎหมายนั้นกำหนดด้วย

7. ข้อตรวจพบที่ สตง. รายงานจริง และวิธีกันไว้ก่อนรอบนี้

ตัวอย่างที่เป็นสาธารณะคือผลการตรวจสอบการใช้จ่ายของสำนักงาน ป.ป.ช. ปีงบประมาณ 2566 ซึ่ง สตง. แจ้งผลและสำนักงาน ป.ป.ช. ชี้แจงต่อสาธารณะเมื่อ 29 มีนาคม 2568 สตง. พบข้อบกพร่องด้านการตรวจสอบพัสดุใน 16 หน่วยงานในสังกัด แบ่งเป็น 8 หน่วยงานแต่งตั้งผู้รับผิดชอบตรวจสอบพัสดุเกินกำหนดระยะเวลา และ 8 หน่วยงานรายงานผลการตรวจสอบเกินกำหนด 30 วันทำการ นอกจากนี้ยังพบว่าทะเบียนคุมทรัพย์สินบันทึกครุภัณฑ์ไม่ครบถ้วน เพราะยังนำข้อมูลครุภัณฑ์ที่ได้มาก่อนปีงบประมาณ 2562 เข้าระบบบริหารจัดการทรัพย์สินไม่ครบ ทำให้ข้อมูลในรายงานการเงินไม่สมบูรณ์ หน่วยงานระดับองค์กรอิสระที่มีผู้ตรวจสอบภายในเต็มรูปยังพลาดสองเรื่องพื้นฐานนี้ได้ จึงไม่ใช่เรื่องของความตั้งใจ แต่เป็นเรื่องของระบบติดตาม

ข้อตรวจพบที่มากันไว้ก่อนอย่างไร
แต่งตั้งผู้รับผิดชอบตรวจสอบเกินกำหนด (หลัง 30 กันยายน)สตง. ตรวจสำนักงาน ป.ป.ช. ปีงบ 2566 พบ 8 หน่วยงานร่างคำสั่งตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนทุกปี ใส่ในปฏิทินปิดปีงบประมาณคู่กับงานกันเงินเหลื่อมปี
รายงานผลเกิน 30 วันทำการสตง. ตรวจสำนักงาน ป.ป.ช. ปีงบ 2566 พบ 8 หน่วยงานแจ้งกลุ่มหรือฝ่ายที่จะเข้าตรวจล่วงหน้า แบ่งพื้นที่ตรวจเป็นสัปดาห์ และมีสถานะตรวจนับรายชิ้นให้เห็นว่าค้างเท่าไร
ทะเบียนคุมทรัพย์สินบันทึกไม่ครบ ของเก่าไม่อยู่ในระบบสตง. ตรวจสำนักงาน ป.ป.ช. ปีงบ 2566ใช้รอบตรวจนับนี้เก็บตกของที่พบตัวแต่ไม่มีในทะเบียน ขึ้นทะเบียนย้อนหลังพร้อมระบุที่มา ก่อนปิดงบการเงิน
แต่งตั้งเจ้าหน้าที่พัสดุที่ดูแลของนั้นเองเป็นผู้ตรวจข้อห้ามตามข้อ 213 ที่คู่มือหลายหน่วยงานย้ำตรวจรายชื่อในคำสั่งเทียบกับคำสั่งมอบหมายงานพัสดุก่อนลงนาม
ครุภัณฑ์ย้ายที่โดยไม่ทำเอกสารโอน ป้ายหมายเลขหลุดหรือไม่เคยติดงานวางระบบของทีมเรา (ดูEP.3)ทำเอกสารโอนย้อนหลังในรอบนี้ และให้การย้ายครั้งต่อไปต้องบันทึกในทะเบียนก่อนย้ายจริง
พบชำรุดแล้วไม่ตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง หรือตั้งแต่ไม่ระบุเหตุงานวางระบบของทีมเราใช้ตารางในหัวข้อที่ 5 แยกกรณีที่สั่งจำหน่ายได้เลยออกจากกรณีที่ต้องสอบ
จำหน่ายแล้วไม่ลงจ่ายออกจากทะเบียน หรือลงจ่ายแล้วไม่แจ้ง สตง. ภายใน 30 วันงานวางระบบของทีมเราให้การลงจ่ายและการออกหนังสือแจ้ง สตง. เป็นขั้นเดียวกันในกระบวนการ ไม่แยกคนทำ

8. สำหรับหน่วยงานที่เลือกระบบเองได้ ระบบต้องทำอะไรให้งานนี้เป็นรายงาน ไม่ใช่โครงการ

องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ และหน่วยงานที่มีระเบียบการเงินของตัวเอง เลือกระบบทะเบียนทรัพย์สินได้เอง แต่ยังต้องส่งรายงานตามข้อ 213 และแจ้ง สตง. ตามข้อ 218 เหมือนกัน สิ่งที่เราเห็นจากงานวางระบบคือ หน่วยงานที่ทะเบียนคุมทรัพย์สินกับบัญชีเป็นฐานข้อมูลคนละชุด จะใช้เวลาเดือนตุลาคมไปกับการกระทบยอดสองฐานก่อนจะได้เริ่มตรวจนับจริง เกณฑ์ที่ควรใช้ดูระบบจึงมีไม่กี่ข้อ

  • ทะเบียนคุมทรัพย์สินและบัญชีใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ราคาซื้อหรือได้มา วันที่ได้มา ค่าเสื่อมสะสม และมูลค่าตามบัญชีต้องมาจากรายการเดียว เพราะเส้น 500,000 และ 1,000,000 บาทในข้อ 215 และ 217 คิดจากราคาซื้อหรือได้มารวมกัน
  • ทุกชิ้นมีสถานที่ ผู้รับผิดชอบ และประวัติการโอนย้าย ผู้ตรวจจะได้เดินตามรายการ ไม่ใช่เดินหาของ
  • สถานะรายชิ้นตามวงจรของระเบียบ ใช้งาน รอสอบหาข้อเท็จจริง รอจำหน่าย จำหน่ายแล้ว ลงจ่ายแล้ว เพื่อให้เห็นว่ารายการไหนค้างอยู่ขั้นไหน
  • ตรวจนับด้วยการสแกนจากมือถือแล้วเทียบกับทะเบียนทันที ผลออกเป็น พบ ไม่พบ หรือพบผิดที่ โดยไม่ต้องกรอกซ้ำ
  • มีบันทึกว่าใครแก้อะไรเมื่อไร (audit log) เพราะคำถามของ สตง. ส่วนใหญ่คือ "ทำไมตัวเลขนี้เปลี่ยน"

Saeree ERP มีโมดูลครุภัณฑ์ที่ออกแบบตามวงจรนี้ ขึ้นทะเบียนพร้อมรหัสครุภัณฑ์ คำนวณค่าเสื่อมราคาอัตโนมัติตามหมวด ตรวจนับด้วย Barcode หรือ QR Code จากมือถือแล้วเทียบกับทะเบียนทันที แจ้งเตือนครุภัณฑ์ที่ครบกำหนดจำหน่าย มีทะเบียนออนไลน์และแดชบอร์ดให้ผู้บริหารเห็นภาพรวม มี audit log และเชื่อมกับบัญชี พัสดุ และงบประมาณในฐานข้อมูลเดียวกัน หน่วยงานรัฐที่ใช้งานอยู่และสิ่งที่ระบบรองรับดูได้ที่Saeree ERP สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ส่วนภาพรวมของระบบทะเบียนครุภัณฑ์ดิจิทัลอ่านต่อได้ที่EP.4

สิ่งที่ระบบทำแทนไม่ได้คือการตัดสินใจตามข้อ 214 และ 215 ซึ่งเป็นอำนาจของหัวหน้าหน่วยงานและคณะกรรมการ ระบบทำได้แค่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเร็วพอให้ตัดสินใจทันเส้นเวลา และเก็บหลักฐานว่าตัดสินใจไปเมื่อใดบนข้อมูลชุดไหน

สรุป

  • ตรวจสอบพัสดุประจำปีมีเส้นเวลา 5 เส้นตามข้อ 213 ถึง 218 แต่งตั้งก่อนสิ้นกันยายน เริ่มตรวจ 1 ตุลาคม รายงานภายใน 30 วันทำการ จำหน่ายโดยปกติภายใน 60 วัน และแจ้ง สตง. ภายใน 30 วันหลังลงจ่าย ปีงบประมาณ 2570 เส้นรายงานตกราววันที่ 13 พฤศจิกายน 2569 สำหรับหน่วยงานที่เริ่ม 1 ตุลาคม
  • ผู้ตรวจต้องไม่ใช่เจ้าหน้าที่พัสดุที่ดูแลของนั้น และต้องตรวจ 4 เรื่อง คือการรับจ่ายทั้งปี วัสดุคงเหลือ ครุภัณฑ์และอาคาร และสภาพพร้อมเหตุ
  • รายงานส่งหัวหน้าหน่วยงาน และต้องส่งสำเนาถึง สตง. 1 ชุดตามระเบียบ ไม่ต้องรอให้ขอ
  • พบชำรุดหรือสูญหาย ให้แยกก่อนว่าเป็นการเสื่อมสภาพตามปกติที่สั่งจำหน่ายได้เลย หรือต้องตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง สูญหายที่ไม่มีผู้รับผิดจำหน่ายเป็นสูญได้ถึง 1,000,000 บาทโดยหัวหน้าหน่วยงาน
  • ขายต้องทอดตลาดก่อน ยกเว้นราคาซื้อรวมไม่เกิน 500,000 บาท และมีแนวทางใหม่ของกรมบัญชีกลางตามหนังสือ ว 187 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2569
  • ข้อตรวจพบของ สตง. ที่เป็นสาธารณะล่าสุดคือแต่งตั้งช้า รายงานช้า และทะเบียนไม่ครบ ทั้งสามเรื่องแก้ได้ด้วยปฏิทินและทะเบียนที่เป็นฐานเดียวกับบัญชี

ตรวจสอบพัสดุประจำปีไม่ใช่งานนับของ แต่คือการพิสูจน์ว่าทะเบียน บัญชี และของจริง เป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าสามอย่างนี้อยู่คนละที่ เดือนตุลาคมจะหมดไปกับการกระทบยอดก่อนได้เริ่มตรวจ

- สุรีระยา ลิ้มไพบูลย์, Saeree ERP

แหล่งอ้างอิง

หน่วยงานของท่านกำลังตรวจสอบพัสดุประจำปีด้วย Excel และกระดาษอยู่หรือไม่

Saeree ERP มีโมดูลครุภัณฑ์ที่ทะเบียนกับบัญชีเป็นฐานเดียวกัน ตรวจนับด้วย QR Code จากมือถือ และเก็บประวัติทุกการเปลี่ยนแปลง ทีม Grand Linux วางระบบให้หน่วยงานรัฐมาแล้วหลายแห่ง ปรึกษาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ขอนำเสนอระบบ

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

Saeree ERP Author

เกี่ยวกับผู้เขียน

สุรีระยา ลิ้มไพบูลย์

กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด และผู้ก่อตั้ง Saeree ERP พร้อมให้คำปรึกษาและบริการด้านระบบ ERP ครบวงจร