02-347-7730  |  Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ติดต่อเรา

เส้นตาย 2 สิงหาคม 2569 กฎหมาย AI ยุโรป: เลื่อนบางส่วน แต่กฎ “ต้องบอกว่าเป็น AI” ยังบังคับ

  • หน้าแรก
  • บทความ
  • เส้นตาย 2 สิงหาคม 2569 กฎหมาย AI ยุโรป: เลื่อนบางส่วน แต่กฎ “ต้องบอกว่าเป็น AI” ยังบังคับ
เส้นตาย 2 สิงหาคม 2569 กฎหมาย AI ยุโรป: เลื่อนบางส่วน แต่กฎ “ต้องบอกว่าเป็น AI” ยังบังคับ
  • 20
  • กรกฎาคม

ช่วงกลางปี 2569 มีข่าวแพร่หลายว่า “สหภาพยุโรปเลื่อนกฎหมาย AI ออกไปแล้ว” ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทั้งหมด สิ่งที่เลื่อนคือภาระผูกพันของ “ระบบ AI ความเสี่ยงสูง” เท่านั้น ส่วนหน้าที่ด้านความโปร่งใสตามมาตรา 50 (Article 50) ยังเริ่มบังคับใช้วันที่ 2 สิงหาคม 2569 ตามเดิม นั่นแปลว่าถ้าองค์กรของคุณส่งสินค้า บริการ หรือเนื้อหาที่มี AI เข้าไปในตลาด EU คุณยังมีการบ้านที่ต้องส่งภายในเดือนสิงหาคมนี้ บทความนี้แยกให้ชัดว่าอะไรเลื่อน อะไรไม่เลื่อน ใครในไทยได้รับผลกระทบ และต้องเตรียมเอกสารกับร่องรอยอะไรบ้าง โดยเชื่อมกับแนวคิด การกำกับดูแล AI ในองค์กร ที่เคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้

สรุปบรรทัดเดียว: EU เลื่อนเฉพาะภาระของระบบ AI ความเสี่ยงสูง (Annex III ไป 2 ธันวาคม 2570 และ Annex I ไป 2 สิงหาคม 2571) แต่หน้าที่ “ต้องบอกให้คนรู้ว่ากำลังคุยกับ AI หรือกำลังดูเนื้อหาที่ AI สร้าง” ตามมาตรา 50 ยังบังคับใช้ 2 สิงหาคม 2569 ตามกำหนดเดิม

EU AI Act คืออะไร และทำไมวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ถึงสำคัญ

EU AI Act คือกฎหมายกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ฉบับแรกของโลกที่ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม ไม่ได้เขียนเจาะเฉพาะบริษัทเทคโนโลยี แต่เขียนตาม “ระดับความเสี่ยง” ของการนำ AI ไปใช้ ระบบที่เสี่ยงจนรับไม่ได้ถูกห้ามใช้ ระบบความเสี่ยงสูงต้องผ่านชุดข้อกำหนดหนัก ๆ ระบบทั่วไปแทบไม่มีภาระ และมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้เสี่ยงสูงแต่ “ต้องบอกความจริง” กับผู้ใช้ ซึ่งก็คือกลุ่มที่มาตรา 50 ดูแล

กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้บังคับพร้อมกันทีเดียว แต่ทยอยมีผลเป็นระลอก ข้อห้ามเด็ดขาดและเรื่องความรู้เท่าทัน AI เริ่มก่อน ตามด้วยกฎของโมเดล AI เอนกประสงค์ (GPAI) และบทลงโทษ จากนั้นวันที่ 2 สิงหาคม 2569 คือหมุดหมายที่ “ส่วนที่เหลือของกฎหมายเริ่มมีผล” ซึ่งเดิมรวมภาระของระบบความเสี่ยงสูงเอาไว้ด้วย พอมีข่าวเลื่อน คนจำนวนมากจึงเข้าใจว่าเส้นตายเดือนสิงหาคมหายไปทั้งก้อน — ซึ่งไม่ใช่

สำหรับธุรกิจไทย เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวต่างประเทศไกลตัว เพราะ AI Act ใช้หลัก “ผลกระทบในตลาด EU” ไม่ใช่ “ที่ตั้งของบริษัท” แนวคิดเดียวกับที่ GDPR เคยลากธุรกิจไทยเข้าไปอยู่ในขอบเขต และเป็นเหตุผลเดียวกับที่ ร่างกฎหมาย AI ของไทย ต้องมองแนวทางสากลควบคู่กันไป

อะไรที่ “เลื่อน” จริง ๆ

ในปี 2569 คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอแพ็กเกจปรับปรุงกฎดิจิทัลที่เรียกกันว่า Digital Omnibus โดยรัฐสภายุโรปรับรองข้อความสุดท้ายเมื่อ 16 มิถุนายน 2569 และคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปให้ไฟเขียวขั้นสุดท้ายเมื่อ 29 มิถุนายน 2569 สาระที่กระทบตารางเวลามากที่สุดคือการเลื่อนวันเริ่มบังคับใช้ของระบบ AI ความเสี่ยงสูง

ระบบความเสี่ยงสูงแบบยืนเดี่ยวตามภาคผนวก III (Annex III) เช่น AI ที่ใช้คัดกรองผู้สมัครงาน ประเมินเครดิต หรือใช้ในการศึกษา ถูกเลื่อนไปเป็น 2 ธันวาคม 2570 ส่วน AI ที่ฝังอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่มีกฎหมายความปลอดภัยกำกับอยู่แล้วตามภาคผนวก I (Annex I) เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์การแพทย์ ลิฟต์ ของเล่น ถูกเลื่อนไปเป็น 2 สิงหาคม 2571

วันที่ เรื่องที่มีผล สถานะ
2 ก.พ. 2568 ข้อห้ามใช้ AI ที่เสี่ยงเกินรับได้ + ข้อกำหนดเรื่องความรู้เท่าทัน AI ของบุคลากร บังคับใช้แล้ว
2 ส.ค. 2568 กฎของโมเดล AI เอนกประสงค์ (GPAI), โครงสร้างหน่วยงานกำกับ, บทลงโทษ บังคับใช้แล้ว
2 ส.ค. 2569 หน้าที่ความโปร่งใสตามมาตรา 50 และส่วนที่เหลือของกฎหมาย ยังบังคับตามเดิม — ไม่ได้เลื่อน
2 ธ.ค. 2569 ผ่อนผันการทำเครื่องหมายแบบอ่านด้วยเครื่อง สำหรับระบบ AI สร้างเนื้อหาที่วางตลาดก่อน 2 ส.ค. 2569 ตามข้อตกลง Omnibus
2 ธ.ค. 2570 ภาระของระบบความเสี่ยงสูงแบบยืนเดี่ยว (Annex III) เลื่อนจาก 2 ส.ค. 2569
2 ส.ค. 2571 ภาระของระบบความเสี่ยงสูงที่ฝังในผลิตภัณฑ์ (Annex I) เลื่อนจากกำหนดเดิม

หมายเหตุสำคัญเรื่องสถานะทางกฎหมาย: การเลื่อนจะมีผลก็ต่อเมื่อประกาศลงใน Official Journal ของสหภาพยุโรปแล้ว โดยข้อความสุดท้ายลงนามเมื่อ 8 กรกฎาคม 2569 และมีผลใช้บังคับในวันที่สามหลังประกาศ ณ วันที่เขียนบทความนี้ (20 กรกฎาคม 2569) การประกาศคาดว่าจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 2 สิงหาคม 2569 แต่องค์กรควรตรวจสอบสถานะล่าสุดด้วยตนเองก่อนใช้เป็นฐานในการวางแผน อย่าวางแผนบนสมมติฐานว่า “เลื่อนแน่นอนแล้ว”

มาตรา 50 — กฎ “ต้องบอกว่าเป็น AI” ที่ไม่ได้เลื่อน

หัวใจของมาตรา 50 อ่านง่ายกว่าที่คิด คือคนต้องรู้ว่ากำลังเจอกับ AI ไม่ใช่มนุษย์ และต้องรู้ว่าเนื้อหาที่เห็นถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI จุดที่หลายองค์กรพลาดคือคิดว่าเรื่องนี้เป็นภาระของผู้พัฒนาโมเดลเท่านั้น ทั้งที่บางข้อเป็นหน้าที่ของ “ผู้นำไปใช้” (deployer) ซึ่งก็คือธุรกิจทั่วไปที่หยิบเครื่องมือ AI สำเร็จรูปมาใช้งาน

สถานการณ์ ใครรับผิดชอบ ต้องทำอะไร ข้อยกเว้นหลัก
ระบบ AI ที่โต้ตอบกับคนโดยตรง เช่น แชตบอตบริการลูกค้า ผู้ให้บริการระบบ (provider) แจ้งให้ผู้ใช้รู้ว่ากำลังโต้ตอบกับ AI ไม่ต้องแจ้งหากชัดเจนอยู่แล้วในบริบทนั้น
ระบบที่สร้างเนื้อหาสังเคราะห์ ทั้งข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ ผู้ให้บริการระบบ ทำเครื่องหมายให้ตรวจจับได้ด้วยเครื่อง ว่าเนื้อหาถูกสร้างโดย AI ฟังก์ชันช่วยแก้ไขเล็กน้อยที่ไม่เปลี่ยนสาระ
ระบบรู้จำอารมณ์และระบบจัดหมวดหมู่ทางชีวมิติ ผู้นำไปใช้ (deployer) แจ้งผู้ที่ถูกระบบประมวลผล และต้องสอดคล้องกฎคุ้มครองข้อมูลของ EU กรณีบังคับใช้กฎหมายที่มีมาตรการคุ้มกัน
ภาพ เสียง วิดีโอแบบ deepfake และข้อความเผยแพร่สาธารณะที่ AI สร้าง ผู้นำไปใช้ เปิดเผยอย่างชัดเจนว่าเนื้อหาถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI งานศิลปะ งานเสียดสี หรือเนื้อหาที่ผ่านการตรวจทานโดยมนุษย์

ข่าวดีเล็ก ๆ: ข้อตกลง Omnibus ให้เวลาผ่อนผันกับระบบ AI สร้างเนื้อหาที่วางตลาดอยู่ก่อนวันที่ 2 สิงหาคม 2569 จนถึง 2 ธันวาคม 2569 เพื่อทำเครื่องหมายแบบอ่านด้วยเครื่องให้ครบ แต่การเปิดเผยกับมนุษย์ เช่น การบอกว่าเป็นแชตบอตหรือเป็นเนื้อหาที่ AI สร้าง ไม่ได้อยู่ในช่วงผ่อนผันนี้

ใครในไทยได้รับผลกระทบจริง

คำถามที่ควรถามไม่ใช่ “บริษัทเราเป็นบริษัท AI หรือเปล่า” แต่คือ “ผลผลิตของ AI ที่เราใช้ ไปโผล่ต่อหน้าคนใน EU หรือไม่” ถ้าคำตอบคือใช่ ให้ตรวจสอบตัวเองตามตารางนี้

กลุ่มธุรกิจไทย จุดที่แตะ AI Act สิ่งที่ควรทำก่อน 2 ส.ค. 2569
ผู้ส่งออกอาหาร ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ใช้ AI สร้างคำบรรยายสินค้า ภาพประกอบ หรือเอกสารการตลาดที่ส่งถึงผู้ซื้อใน EU ระบุว่าเนื้อหาใดสร้างด้วย AI และเก็บบันทึกว่าใครอนุมัติเผยแพร่
ผู้รับจ้างผลิต (OEM/ODM) ที่เป็นซัพพลายเออร์ให้แบรนด์ EU ถูกลูกค้าปลายทางขอเอกสารยืนยันกระบวนการ เพื่อให้แบรนด์ทำ compliance ของตัวเอง เตรียมชุดเอกสารกระบวนการและ traceability ให้พร้อมส่งเมื่อถูกขอ
บริษัทซอฟต์แวร์และเอเจนซีไทยที่ขายบริการเข้ายุโรป ฝังแชตบอตหรือฟีเจอร์สร้างเนื้อหาลงในผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้า EU ใส่ข้อความแจ้งผู้ใช้ในตัวผลิตภัณฑ์ และระบุบทบาทในสัญญาให้ชัดว่าใครเป็น provider ใครเป็น deployer
ฝ่าย HR ขององค์กรที่มีบริษัทลูกหรือลูกจ้างใน EU ใช้เครื่องมือ AI คัดกรองผู้สมัครหรือประเมินผลงาน ภาระความเสี่ยงสูงเลื่อนไป 2570 แต่ควรเริ่มทำบัญชีรายการระบบ AI ที่ใช้อยู่ตั้งแต่ตอนนี้
ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีฟังก์ชันอัจฉริยะ AI ฝังในตัวสินค้าที่มีมาตรฐานความปลอดภัยกำกับอยู่แล้ว มีเวลาถึง 2571 แต่ต้องวางระบบเอกสารทางเทคนิคควบคู่ไปกับการรับรองที่ทำอยู่

ข้อควรระวัง: ความเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่การจงใจฝ่าฝืน แต่คือการที่องค์กร ไม่รู้ ว่าตัวเองใช้ AI ตรงไหนบ้าง ทีมการตลาดใช้เครื่องมือสร้างภาพ ทีมขายใช้ผู้ช่วยเขียนอีเมล ทีมบริการลูกค้าเปิดแชตบอต โดยไม่มีใครทำบัญชีรวมไว้ที่เดียว เมื่อคู่ค้าใน EU ส่งแบบสอบถามมาให้กรอก องค์กรจึงตอบไม่ได้ว่าใช้อะไรอยู่ ตอบผิดหรือตอบไม่ครบในเอกสารที่คู่ค้าใช้ทำ compliance ต่อ เป็นความเสี่ยงทางสัญญาที่จับต้องได้ทันที ไม่ต้องรอหน่วยงานกำกับของยุโรปมาถึงตัว

เอกสารและร่องรอยที่ต้องพร้อม

ไม่ว่าจะเป็นชุดกฎที่เลื่อนหรือไม่เลื่อน สิ่งที่ AI Act ต้องการเหมือนกันหมดคือ “พิสูจน์ได้” องค์กรต้องแสดงให้เห็นว่าใครทำอะไร เมื่อไร ด้วยข้อมูลชุดไหน และใครอนุมัติ ตรรกะนี้ตรงกับที่ แนวคิดความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของ AI พูดถึง และตรงกับสิ่งที่ระบบงานหลังบ้านขององค์กรควรทำได้อยู่แล้ว

สิ่งที่ต้องเตรียม เจ้าภาพ หลักฐานที่ควรมี
บัญชีรายการระบบ AI ที่องค์กรใช้จริง ฝ่ายไอทีร่วมกับเจ้าของกระบวนการ ทะเบียนเครื่องมือ ผู้ใช้งาน วัตถุประสงค์ และวันที่เริ่มใช้
การจัดประเภทความเสี่ยงของแต่ละระบบ ฝ่ายกฎหมาย/กำกับดูแล บันทึกเหตุผลการจัดประเภท พร้อมวันที่ทบทวน
ข้อความเปิดเผยต่อผู้ใช้ปลายทาง ฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด ภาพหน้าจอหรือสำเนาข้อความที่แสดงจริง พร้อมวันที่เผยแพร่
ร่องรอยของสินค้าตั้งแต่รับเข้าจนส่งมอบ ฝ่ายคลังและฝ่ายผลิต เลขล็อต/ซีเรียล เชื่อมจากใบรับสินค้าถึงใบส่งของ
ร่องรอยการแก้ไขเอกสารและการอนุมัติ ฝ่ายบัญชีและฝ่ายจัดซื้อ audit trail ว่าใครแก้ค่าอะไร เมื่อไร และใครอนุมัติ
ข้อกำหนดในสัญญากับคู่ค้า ฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายกฎหมาย ข้อสัญญาที่ระบุบทบาท ความรับผิด และสิทธิในการขอเอกสาร

ระบบ ERP ช่วยตรงไหน และไม่ช่วยตรงไหน

ขอพูดตรง ๆ ก่อนว่า ระบบ ERP ไม่ได้ทำให้องค์กร “ผ่าน” EU AI Act และไม่มีซอฟต์แวร์ตัวไหนออกใบรับรองความสอดคล้องให้ได้ การจัดประเภทความเสี่ยง การตีความขอบเขต และการตัดสินว่าองค์กรเป็น provider หรือ deployer เป็นงานของที่ปรึกษากฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่งานของระบบบัญชี

สิ่งที่ระบบหลังบ้านช่วยได้จริงคือ ชั้นหลักฐาน เมื่อคู่ค้าใน EU ขอเอกสารยืนยันว่า “ล็อตนี้ผลิตจากวัตถุดิบไหน ผ่านมือใคร ส่งมอบเมื่อไร” องค์กรที่ตอบได้ภายในไม่กี่นาทีกับองค์กรที่ต้องไล่หาจากไฟล์ Excel หลายเครื่อง ต่างกันมากในสายตาผู้ซื้อ Saeree ERP เก็บร่องรอยเอกสารต่อเนื่องตั้งแต่ใบสั่งซื้อ ใบรับสินค้า การเชื่อมเลขล็อตและซีเรียล ไปจนถึงใบส่งของ พร้อม audit trail ที่บันทึกว่าใครแก้ไขรายการใดเมื่อใด และกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงเป็นรายผู้ใช้ได้ ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของคำตอบที่ตรวจสอบย้อนหลังได้

ส่วนผู้ช่วย AI ในตัวระบบ Saeree ERP ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและฝึกโมเดล ยังไม่ได้เปิดใช้งานทั่วไป ซึ่งในบริบทนี้กลับเป็นเรื่องที่ต้องพูดให้ชัด เพราะการรู้แน่ชัดว่าระบบไหนมี AI และระบบไหนไม่มี คือข้อมูลที่ต้องกรอกลงในทะเบียนระบบ AI ขององค์กร แนวทางเดียวกับที่องค์กรต้องรู้ว่าเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้ที่ไหนบ้างตาม กติกาการขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลฉบับใหม่ และสอดคล้องกับวิธีเตรียมข้อมูลเพื่อรายงานความยั่งยืนที่กล่าวไว้ใน บทความเรื่อง ESG กับระบบ ERP

ทำได้เลยสัปดาห์นี้: เปิดไฟล์เดียว ทำตารางสามคอลัมน์ — เครื่องมือ AI ที่ทีมใช้ / ผลลัพธ์ไปถึงลูกค้า EU หรือไม่ / ใครเป็นเจ้าของเรื่อง แค่ตารางนี้ตารางเดียวก็ตอบแบบสอบถามจากคู่ค้าได้เกินครึ่ง และเป็นจุดตั้งต้นของทะเบียนระบบ AI ที่จะต้องมีอยู่ดี

ข้อสงวน: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการทำความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย การจัดประเภทระบบ AI ขอบเขตการบังคับใช้ และบทบาทของแต่ละองค์กรขึ้นกับข้อเท็จจริงเฉพาะราย บริษัทที่ส่งออกหรือให้บริการเข้าสู่สหภาพยุโรปควรตรวจสอบการจัดประเภทของตนเองกับที่ปรึกษากฎหมายและยืนยันข้อความกฎหมายฉบับที่ประกาศจริงก่อนตัดสินใจ

สรุป

ข่าว “EU เลื่อนกฎหมาย AI” เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว ครึ่งที่เลื่อนคือภาระหนักของระบบความเสี่ยงสูง ซึ่งซื้อเวลาให้ผู้ผลิตเครื่องจักรและผู้ใช้ AI ในงาน HR หรือสินเชื่อไปถึงปี 2570 และ 2571 ส่วนครึ่งที่ไม่เลื่อนคือหน้าที่บอกความจริงกับผู้ใช้ตามมาตรา 50 ซึ่งเริ่ม 2 สิงหาคม 2569 และกระทบธุรกิจไทยจำนวนมากที่ใช้ AI สร้างเนื้อหาหรือเปิดแชตบอตให้ลูกค้าในยุโรป

สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่การรอดูว่าจะเลื่อนอีกหรือไม่ แต่คือการทำสองอย่างที่ได้ประโยชน์ไม่ว่ากฎหมายจะขยับอย่างไร — ทำทะเบียนว่าองค์กรใช้ AI ตรงไหนบ้าง และทำให้ระบบงานตอบคำถาม “ใครทำอะไร เมื่อไร” ได้โดยไม่ต้องไล่หาจากอีเมลย้อนหลัง

"กฎหมายเลื่อนเส้นตายได้ แต่ไม่เลื่อนคำถามว่าองค์กรตอบได้ไหมว่าใครทำอะไร เมื่อไร"

- ทีมงาน Saeree ERP

แหล่งอ้างอิง

ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดเมื่อ 20 กรกฎาคม 2569 — สถานะการประกาศแพ็กเกจ Omnibus ใน Official Journal ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ณ วันที่ตรวจสอบ

สนใจระบบ ERP สำหรับองค์กรของคุณ?

ถ้าคู่ค้าใน EU ขอเอกสารย้อนกลับล็อตสินค้าวันนี้ องค์กรคุณตอบได้ภายในกี่วัน? ปรึกษาทีมงาน Grand Linux Solution เรื่องการเก็บร่องรอยเอกสาร การเชื่อมเลขล็อต/ซีเรียล และ audit trail — ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ขอ Demo ฟรี

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

Saeree ERP Author

เกี่ยวกับผู้เขียน

ไพฑูรย์ บุตรี

ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเน็ตเวิร์คและระบบความปลอดภัยเซิร์ฟเวอร์ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด