02-347-7730  |  Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ติดต่อเรา

สิทธิขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล PDPA 2569: องค์กรต้องตอบภายใน 30 วัน เริ่ม 14 กันยายน

  • หน้าแรก
  • บทความ
  • สิทธิขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล PDPA 2569: องค์กรต้องตอบภายใน 30 วัน เริ่ม 14 กันยายน
สิทธิขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล PDPA 2569: องค์กรต้องตอบภายใน 30 วัน เริ่ม 14 กันยายน
  • 20
  • กรกฎาคม

สิทธิขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject Access Request) คือสิทธิตามมาตรา 30 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่ให้บุคคลธรรมดาขอดูและขอสำเนาข้อมูลของตัวเองที่องค์กรเก็บไว้ได้ พร้อมขอให้เปิดเผยว่าได้ข้อมูลนั้นมาจากไหนหากเจ้าตัวไม่เคยให้ความยินยอม ล่าสุดคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธินี้เป็นครั้งแรก ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 และจะบังคับใช้จริงในวันที่ 14 กันยายน 2569 บทความนี้สรุปว่าประกาศกำหนดอะไรไว้บ้าง องค์กรต้องเตรียมกระบวนการและระบบข้อมูลอย่างไร และทำไมองค์กรที่ข้อมูลกระจายอยู่หลายที่จึงมีความเสี่ยงตอบไม่ทันกรอบ 30 วัน

สรุปบรรทัดเดียว: ตั้งแต่ 14 กันยายน 2569 เป็นต้นไป เมื่อมีคนยื่นคำขอดูหรือขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเอง องค์กรต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน (ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วันหากมีเหตุจำเป็นและต้องแจ้งเหตุผล) พร้อมเก็บหลักฐานการดำเนินการไว้อย่างน้อย 2 ปี

ประกาศฉบับนี้คืออะไร และทำไมเพิ่งมีตอนนี้

PDPA ให้สิทธิเข้าถึงข้อมูล (Right of Access) ไว้ตั้งแต่มาตรา 30 ของกฎหมายที่ประกาศใช้เมื่อปี 2562 แล้ว แต่ตัวกฎหมายเขียนไว้กว้าง ๆ ว่า "ต้องดำเนินการโดยไม่ชักช้า" โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าคำขอต้องมีรูปแบบอย่างไร องค์กรจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายได้ไหม หรือจะปฏิเสธได้ในกรณีใดบ้าง ช่องว่างนี้ทำให้ที่ผ่านมาแต่ละองค์กรตีความกันไปคนละแบบ

ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลฯ พ.ศ. 2569 คือการเติมรายละเอียดเหล่านั้น ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 175 ง วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และกำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้น 60 วันนับแต่วันประกาศ นั่นคือ 14 กันยายน 2569 องค์กรจึงมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 2 เดือน

วันที่เหตุการณ์
27 พฤษภาคม 2562พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — มาตรา 30 ให้สิทธิเข้าถึงและขอสำเนาข้อมูล
1 มิถุนายน 2565PDPA บังคับใช้เต็มรูปแบบหลังเลื่อนมา 2 ครั้ง
16 กรกฎาคม 2569ประกาศหลักเกณฑ์การเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2569 ลงราชกิจจานุเบกษา
14 กันยายน 2569ประกาศมีผลบังคับใช้ (พ้น 60 วันนับแต่วันประกาศ)

องค์กรต้องทำอะไรบ้างเมื่อได้รับคำขอ

ประกาศวางกระบวนการไว้เป็นลำดับ ตั้งแต่การเปิดช่องทางรับคำขอ ไปจนถึงการเก็บหลักฐาน จุดที่ต้องอ่านให้ละเอียดคือ "ช่องทางขั้นต่ำ" และ "การพิสูจน์ตัวตน" เพราะทั้งสองเรื่องนี้เป็นภาระที่ต้องออกแบบไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่แก้เฉพาะหน้าตอนมีคำขอเข้ามา

ขั้นตอนสิ่งที่ประกาศกำหนด
1. ช่องทางรับคำขอขั้นต่ำต้องรับที่สำนักงานหรือทางไปรษณีย์ จะเพิ่มเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรืออีเมลด้วยก็ได้
2. พิสูจน์ตัวตนขอข้อมูลเพิ่มเพื่อยืนยันว่าผู้ยื่นคือเจ้าของข้อมูลจริงได้ แต่วิธีการต้องสมเหตุสมผล ไม่สร้างอุปสรรคเกินจำเป็น
3. ค้นหาและรวบรวมต้องรวบรวมข้อมูลของบุคคลนั้นจากทุกระบบที่องค์กรรับผิดชอบ ไม่ใช่เฉพาะระบบใดระบบหนึ่ง
4. ปกปิดข้อมูลบุคคลอื่นก่อนส่งมอบต้องปกปิดส่วนที่กระทบสิทธิของบุคคลที่สาม
5. กรอบเวลาดำเนินการโดยไม่ชักช้าและต้องแล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับคำขอ ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วันหากมีเหตุจำเป็น พร้อมแจ้งให้ผู้ยื่นทราบ
6. เก็บหลักฐานเก็บคำขอ เอกสารประกอบ การดำเนินการ และเหตุผลการปฏิเสธไว้อย่างน้อย 2 ปี

หมายเหตุเรื่องค่าธรรมเนียม: การส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบปกติ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมไม่ได้ จะเก็บได้เฉพาะกรณีที่มีค่าใช้จ่ายจริงและสมเหตุสมผล โดยประกาศกำหนดเพดานไว้ เช่น สำเนากระดาษ A4 ไม่เกินหน้าละ 1 บาท สำเนาที่พิมพ์จากคอมพิวเตอร์ไม่เกินหน้าละ 3 บาท และค่ารับรองสำเนาไม่เกินฉบับละ 5 บาท

ปฏิเสธคำขอได้ในกรณีใดบ้าง

สิทธินี้ไม่ใช่สิทธิเด็ดขาด ประกาศเปิดช่องให้ปฏิเสธได้ แต่เป็นช่องที่แคบและต้องบันทึกเหตุผลไว้เสมอ การปฏิเสธแบบลอย ๆ ว่า "ให้ไม่ได้" โดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับคือจุดที่องค์กรจะมีปัญหา

เหตุที่ปฏิเสธได้สิ่งที่ต้องระวัง
เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาลต้องระบุได้ว่ากฎหมายหรือคำสั่งฉบับใด ไม่ใช่อ้างว่า "กฎหมายอื่นห้าม" แบบกว้าง ๆ
กระทบสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นในทางปฏิบัติมักแก้ด้วยการปกปิดเฉพาะส่วน แทนที่จะปฏิเสธทั้งคำขอ
เกี่ยวข้องกับความลับทางการค้าหรือทรัพย์สินทางปัญญาปกปิดเฉพาะส่วนที่เป็นความลับ ไม่ใช่ปิดทั้งชุดข้อมูล
คำขอไม่ชัดเจน หรือสร้างภาระเกินสมควรควรติดต่อกลับเพื่อให้ผู้ยื่นระบุขอบเขตให้ชัด ก่อนใช้เหตุนี้ปฏิเสธ

คำเตือนด้านความปลอดภัย: สิทธิขอสำเนาข้อมูลเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ได้เช่นกัน — ปลอมตัวเป็นเจ้าของข้อมูลเพื่อขอสำเนาข้อมูลของคนอื่นออกไป การพิสูจน์ตัวตนจึงเป็นด่านที่ห้ามข้าม ขณะเดียวกันมาตรา 82 ของ PDPA กำหนดว่าผู้ควบคุมข้อมูลที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 30 วรรคสี่ (การบันทึกการปฏิเสธคำขอ) ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 1,000,000 บาท องค์กรจึงเสี่ยงทั้งสองทาง คือให้ข้อมูลผิดคน กับไม่ให้ข้อมูลโดยไม่บันทึกเหตุผล

ทำไมองค์กรส่วนใหญ่จะตอบไม่ทัน 30 วัน

เส้นตาย 30 วันฟังดูยาว แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเขียนหนังสือตอบ — อยู่ที่การ "หาข้อมูลให้ครบ" ลองนับดูว่าข้อมูลของพนักงานหนึ่งคนในองค์กรทั่วไปกระจายอยู่กี่ที่: ระบบ HR, ไฟล์เงินเดือนใน Excel ของฝ่ายบัญชี, ทะเบียนผู้ติดต่อของฝ่ายจัดซื้อ, ระบบสแกนนิ้ว, กล้องวงจรปิด, ไฟล์แนบในอีเมล และแฟ้มกระดาษที่ฝ่ายบุคคลเก็บไว้

เมื่อข้อมูลกระจายแบบนี้ การตอบคำขอหนึ่งครั้งต้องอาศัยการเดินไปถามทีละแผนก ซึ่งเป็นอาการเดียวกับที่ทำให้ การใช้ Excel เก็บข้อมูลสำคัญขององค์กร กลายเป็นความเสี่ยง และเป็นเหตุผลเดียวกับที่หลายองค์กรปิดงบช้า เพราะไม่มีแหล่งข้อมูลกลางที่เชื่อถือได้

สภาพระบบข้อมูลเวลาที่ใช้ตอบคำขอ 1 ครั้งความเสี่ยงหลัก
กระจายในไฟล์รายแผนก ไม่มีทะเบียนกลางไม่แน่นอน ขึ้นกับว่าใครว่างหาไม่ครบ ตอบไม่ทัน และพิสูจน์ย้อนหลังไม่ได้ว่าเคยส่งอะไรไป
มีระบบกลางบางส่วน แต่ยังมีไฟล์คู่ขนานหลายวันถึงหลายสัปดาห์ข้อมูลในระบบกับในไฟล์ไม่ตรงกัน ส่งไปแล้วถูกทักท้วง
ข้อมูลหลักอยู่ในฐานข้อมูลเดียว มีสิทธิ์และร่องรอยการแก้ไขค้นได้ในระดับชั่วโมงถึงวันเหลือแค่งานตรวจทานและปกปิดข้อมูลบุคคลที่สาม

เช็กลิสต์ก่อน 14 กันยายน 2569

สิ่งที่ควรทำในช่วง 2 เดือนนี้ไม่ใช่การซื้อซอฟต์แวร์ใหม่ แต่คือการทำให้รู้ก่อนว่า "องค์กรเก็บข้อมูลอะไรของใครไว้ที่ไหนบ้าง" ซึ่งเป็นงานเดียวกับการทำบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผล (RoPA) ที่ PDPA กำหนดไว้อยู่แล้ว

  • ทำแผนที่ข้อมูล — ไล่ว่าข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ในระบบใดบ้าง ใครเป็นเจ้าของระบบ และดึงออกมาได้ด้วยวิธีไหน
  • กำหนดช่องทางรับคำขอให้ชัด — อย่างน้อยต้องมีที่อยู่สำนักงานและไปรษณีย์ พร้อมประกาศไว้ในนโยบายความเป็นส่วนตัวบนเว็บไซต์
  • เขียนขั้นตอนพิสูจน์ตัวตน — ระบุว่าจะขอเอกสารอะไร ใครเป็นผู้ตรวจ และเก็บหลักฐานการตรวจอย่างไร
  • ตั้งนาฬิกาจับเวลา — มีทะเบียนคำขอที่ระบุวันรับ วันครบกำหนด 30 วัน และสถานะ เพื่อไม่ให้เลยกำหนดโดยไม่มีใครรู้
  • ซ้อมจริงหนึ่งรอบ — ลองสมมติคำขอของพนักงานหนึ่งคน แล้วจับเวลาว่าใช้เวลาเท่าไรจึงรวบรวมได้ครบ นี่คือตัวเลขที่บอกความพร้อมได้ตรงที่สุด

ข้อดีที่มักถูกมองข้าม: องค์กรที่ทำแผนที่ข้อมูลเสร็จเพื่อรองรับสิทธิ์นี้ จะได้ประโยชน์ต่อเนื่องไปยังงานอื่นด้วย ทั้งการแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด การตอบผู้ตรวจสอบภายใน และการวาง แผนกู้คืนระบบเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง เพราะทั้งหมดต้องการคำตอบเดียวกันคือ "ข้อมูลสำคัญอยู่ที่ไหนบ้าง"

ระบบ ERP ช่วยเรื่องนี้ได้แค่ไหน (และไม่ได้แค่ไหน)

ต้องพูดกันตรง ๆ ก่อนว่า ERP ไม่ใช่ระบบบริหารคำขอ PDPA และไม่มีปุ่ม "ตอบคำขอสิทธิ์" ให้กดสำเร็จรูป สิ่งที่ ERP ช่วยได้คือการลดขนาดของปัญหาต้นทาง — เมื่อข้อมูลพนักงาน คู่ค้า ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ ถูกเก็บอยู่ในฐานข้อมูลกลางแทนที่จะกระจายเป็นไฟล์รายแผนก การค้นหาว่า "บุคคลนี้มีข้อมูลอะไรอยู่ในระบบบ้าง" จึงกลายเป็นการค้นจากที่เดียว

Saeree ERP เก็บข้อมูลหลักไว้บน PostgreSQL ชุดเดียว มีการกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้รายเมนู ตั้งผู้ใช้เป็น inactive และกำหนดช่วงเวลาที่บัญชีใช้งานได้ (valid from–to) โดยผู้ดูแลระบบขององค์กรทำเองได้ ทั้งหมดนี้มีร่องรอยการบันทึกว่าใครแก้ไขรายการใดเมื่อไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้ทั้งตอนรวบรวมข้อมูลตอบคำขอ และตอนต้องพิสูจน์ว่าองค์กรควบคุมการเข้าถึงข้อมูลอย่างเหมาะสมจริง

อีกจุดที่เกี่ยวข้องคือทางเลือกในการติดตั้ง องค์กรที่ต้องอธิบายให้ผู้ตรวจสอบฟังว่าข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ที่ใด มักเลือกติดตั้งแบบ on-premise ในศูนย์ข้อมูลของตนเอง ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่เราเคยเขียนไว้ในบทความ On-Premise หรือ Cloud เลือกแบบไหนดี ส่วนด้านการเข้าถึงระบบ Saeree ERP รองรับ การยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA) เพื่อลดความเสี่ยงจากบัญชีผู้ใช้ถูกสวมรอย — ซึ่งเป็นความเสี่ยงเดียวกับที่ทำให้เกิด เหตุข้อมูลรั่วไหลขนาดใหญ่ในไทย

ขอบเขตที่ชัดเจน: ERP ทำให้ "ค้นเจอ" ง่ายขึ้น แต่การตัดสินใจว่าจะให้ข้อมูลส่วนใด ปกปิดส่วนใด และปฏิเสธด้วยเหตุใด ยังเป็นงานของเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) และฝ่ายกฎหมายขององค์กร ไม่ใช่สิ่งที่ระบบตัดสินแทนได้

สรุป

ประกาศหลักเกณฑ์การเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2569 ไม่ได้สร้างสิทธิใหม่ เพราะสิทธิตามมาตรา 30 มีมาตั้งแต่ปี 2562 แล้ว สิ่งที่เปลี่ยนคือความชัดเจน — จากเดิมที่กฎหมายบอกเพียงว่า "โดยไม่ชักช้า" ตอนนี้มีกรอบ 30 วัน มีเพดานค่าธรรมเนียม มีเหตุปฏิเสธที่ระบุไว้ และมีหน้าที่เก็บหลักฐาน 2 ปี

ความชัดเจนแบบนี้เป็นเรื่องดีสำหรับองค์กรที่เตรียมตัวไว้ และเป็นความเสี่ยงสำหรับองค์กรที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเก็บข้อมูลของใครไว้ที่ไหนบ้าง เวลาที่เหลือก่อน 14 กันยายน 2569 เพียงพอสำหรับการทำแผนที่ข้อมูลและซ้อมตอบคำขอหนึ่งรอบ ซึ่งเป็นสองอย่างที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในตอนนี้

"เส้นตาย 30 วันไม่ได้วัดว่าองค์กรตอบจดหมายเร็วแค่ไหน แต่วัดว่าองค์กรรู้จักข้อมูลของตัวเองดีแค่ไหน"

- ทีมงาน Saeree ERP

แหล่งอ้างอิง

ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดเมื่อ 20 กรกฎาคม 2569

สนใจระบบ ERP สำหรับองค์กรของคุณ?

ข้อมูลขององค์กรคุณกระจายอยู่กี่ที่? ปรึกษาทีมงาน Grand Linux Solution เรื่องการรวมข้อมูลหลักไว้ในระบบเดียว พร้อมการกำหนดสิทธิ์และร่องรอยการใช้งาน — ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ขอ Demo ฟรี

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

Saeree ERP Author

เกี่ยวกับผู้เขียน

ไพฑูรย์ บุตรี

ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเน็ตเวิร์คและระบบความปลอดภัยเซิร์ฟเวอร์ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด