- 01
- มีนาคม
ทุกธุรกิจที่มีคลังสินค้าล้วนเคยเจอปัญหาเดียวกัน — สต็อกในระบบไม่ตรงกับของจริง นับของแล้วขาดทุกที สั่งซื้อซ้ำซ้อนเพราะไม่รู้ว่าของยังเหลืออยู่ ผู้บริหารขอดูรายงานก็ต้องรอคนรวบรวมข้อมูลจาก Excel หลายไฟล์ ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ด้วย ระบบ ERP คลังสินค้า ที่รวมทุกอย่างไว้ในระบบเดียว
ปัญหาคลังสินค้าที่ทุกธุรกิจเจอ
ก่อนจะพูดถึงระบบ ERP คลังสินค้า มาดูกันก่อนว่าปัญหาที่พบบ่อยในการบริหารคลังสินค้ามีอะไรบ้าง:
- สต็อกไม่ตรง — ของในระบบกับของจริงไม่ตรงกัน นับทีไรก็ขาดทุกที ไม่รู้ว่าหายตอนไหน ใครเบิกไป
- นับสต็อกด้วยมือ — ใช้กระดาษจด ใช้ Excel คีย์ ทำให้เกิดข้อผิดพลาดจากคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งของเยอะยิ่งผิดพลาดมาก
- ข้อมูลไม่ real-time — ผู้บริหารอยากรู้ว่าของเหลือเท่าไร ต้องรอให้คนไปนับแล้วรายงาน ซึ่งอาจใช้เวลาหลายวัน
- ซื้อซ้ำ ซื้อเกิน — ฝ่ายจัดซื้อไม่รู้ว่าของในคลังเหลือเท่าไร จึงสั่งซื้อใหม่ทั้งที่ยังมีอยู่ ทำให้สต็อกบวมและต้นทุนจัดเก็บสูงขึ้น
- ไม่รู้ต้นทุนจัดเก็บจริง — ไม่เคยคำนวณว่าสินค้าแต่ละรายการมีต้นทุนจัดเก็บเท่าไร ค่าเช่าคลัง ค่าไฟ ค่าแรงคนดูแล รวมกันแล้วเป็นเท่าไร
- ข้อมูลกระจัดกระจาย — คลังใช้ Excel ชุดหนึ่ง บัญชีใช้อีกชุด จัดซื้อก็มีอีกชุด พอจะกระทบยอดกันก็ไม่ตรง
ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก — สต็อกค้างนานเกินไปทำให้สินค้าเสื่อมสภาพ สต็อกขาดทำให้ส่งของให้ลูกค้าไม่ทัน สุดท้ายกระทบทั้งต้นทุนและความเชื่อมั่นของลูกค้า
ระบบ ERP คลังสินค้า คืออะไร?
ระบบ ERP คลังสินค้า คือโปรแกรมบริหารจัดการสต็อกและคลังสินค้าที่เชื่อมต่อกับทุกฝ่ายขององค์กรในระบบเดียว ตั้งแต่ จัดซื้อ → รับของ → จัดเก็บ → เบิกจ่าย → บัญชี โดยทุกธุรกรรมจะบันทึกเข้าระบบทันที ไม่ต้องคีย์ซ้ำ ไม่ต้องส่งเอกสารข้ามแผนก
ต่างจากโปรแกรมคลังสินค้าแบบ Standalone ที่ทำได้แค่บันทึกรับ-จ่ายสต็อก ระบบ ERP จะเชื่อมข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน:
- เชื่อมกับจัดซื้อ — เมื่อ PO อนุมัติ ระบบรู้ทันทีว่าจะมีของเข้าเมื่อไร
- เชื่อมกับการรับของ — รับของเข้าคลังแล้ว สต็อกอัปเดตอัตโนมัติ ไม่ต้องคีย์ซ้ำ
- เชื่อมกับบัญชี — ทุกการเคลื่อนไหวของสต็อกจะบันทึกบัญชีอัตโนมัติ ทั้งต้นทุนสินค้าและค่าเสื่อมราคา
- เชื่อมกับรายงาน — ผู้บริหารดูรายงานสต็อกเรียลไทม์ได้ทันที ไม่ต้องรอให้คนรวบรวม
หากต้องการเข้าใจภาพรวมของระบบ ERP ทั้งหมด สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ERP คืออะไร?
5 ฟีเจอร์หลักที่ระบบ ERP คลังสินค้าต้องมี
ไม่ใช่ทุกระบบจะเหมาะกับทุกธุรกิจ แต่มี 5 ฟีเจอร์หลักที่ระบบ ERP คลังสินค้าที่ดีควรมีครบ:
1. รับ-เบิก-โอนพัสดุแบบ Real-time
ทุกครั้งที่มีการรับพัสดุเข้าคลัง เบิกของออก หรือโอนย้ายระหว่างคลัง ระบบจะบันทึกทันที — ไม่ต้องรอสิ้นวันแล้วค่อยคีย์ ทำให้ข้อมูลสต็อกถูกต้องตลอดเวลา และลดปัญหาสต็อกไม่ตรงได้ตั้งแต่ต้นทาง
2. Barcode/QR Code Scanning
แทนที่จะจดมือหรือคีย์รหัสสินค้าเอง ระบบรองรับการสแกน Barcode หรือ QR Code เพื่อรับ-เบิก-นับสต็อก ลดข้อผิดพลาดจากคน ลดเวลาทำงาน และเพิ่มความแม่นยำ
3. FIFO/LIFO Costing อัตโนมัติ
ระบบคำนวณต้นทุนสินค้าอัตโนมัติตามวิธี FIFO (เข้าก่อน-ออกก่อน) หรือ LIFO (เข้าหลัง-ออกก่อน) ทำให้รู้ต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าแต่ละ Lot โดยไม่ต้องคำนวณเอง — ช่วยให้การทำบัญชีถูกต้องตามมาตรฐาน และตัดสินใจเรื่องราคาขายได้แม่นยำ
4. Min-Max Stock Alert แจ้งเตือนสต็อกต่ำ/สูง
กำหนดจุด Min (สต็อกต่ำสุด) และ Max (สต็อกสูงสุด) ของสินค้าแต่ละรายการ เมื่อสต็อกลดลงถึง Min ระบบจะแจ้งเตือนให้สั่งซื้อใหม่ เมื่อสต็อกเกิน Max ระบบจะเตือนว่าซื้อมากเกินไป — ช่วยป้องกันทั้งของขาดและของเกิน
5. รายงานสต็อกเรียลไทม์เชื่อมบัญชี
รายงานสต็อกที่เชื่อมโยงกับระบบบัญชีอัตโนมัติ ผู้บริหารสามารถดูได้ทันทีว่า:
- สินค้าแต่ละรายการเหลือเท่าไร อยู่คลังไหน
- มูลค่าสต็อกทั้งหมดเป็นเท่าไร
- สินค้าไหนค้างนาน (Dead Stock) ควรระบายออก
- สินค้าไหนเคลื่อนไหวเร็ว (Fast Moving) ควรเตรียมสั่งเพิ่ม
- ต้นทุนจัดเก็บแต่ละเดือนเป็นเท่าไร
ทำไมต้องเป็น ERP ไม่ใช่แค่โปรแกรมคลังสินค้า?
โปรแกรมคลังสินค้าแบบ Standalone ทำได้แค่บันทึกรับ-จ่ายสต็อก แต่ไม่เชื่อมกับจัดซื้อ ไม่เชื่อมกับบัญชี — สุดท้ายก็ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำอยู่ดี แต่ระบบ ERP เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ทำให้ข้อมูลไหลต่อเนื่อง ลดข้อผิดพลาด และบริหารคลังสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่าง: Saeree ERP ช่วยบริหารคลังสินค้าอย่างไร
Saeree ERP มีโมดูล IM (Inventory Management) ที่ออกแบบมาเพื่อบริหารคลังสินค้าโดยเฉพาะ โดยเชื่อมต่อกับโมดูลอื่นๆ ในระบบอย่างสมบูรณ์:
| กระบวนการ | โมดูลที่เกี่ยวข้อง | สิ่งที่ระบบทำให้ |
|---|---|---|
| สั่งซื้อพัสดุ | PR → PO | อ้างอิงจุด Min Stock → สร้างใบขอซื้ออัตโนมัติ |
| รับของเข้าคลัง | IM (รับพัสดุ) | สแกน Barcode → สต็อกอัปเดตทันที → เชื่อมบัญชี |
| เบิกจ่ายพัสดุ | IM (เบิกพัสดุ) | ตัดสต็อกตาม FIFO → บันทึกต้นทุนอัตโนมัติ |
| โอนย้ายคลัง | IM (โอนพัสดุ) | ย้ายของระหว่างคลัง → ทั้งสองคลังอัปเดตพร้อมกัน |
| ตรวจนับสต็อก | IM (ตรวจนับ) | นับจริง vs ในระบบ → ระบบสรุปผลต่าง → ปรับปรุงอัตโนมัติ |
| รายงานผู้บริหาร | IM + GL | รายงานสต็อกเรียลไทม์ เชื่อมมูลค่าทางบัญชี |
ข้อดีของ Saeree ERP คือเป็นระบบที่พัฒนาโดยคนไทย รองรับมาตรฐานบัญชีไทย (TFRS) และพิมพ์เอกสารภาษาไทยได้ครบทุกรูปแบบ ไม่ต้องปรับแต่งเพิ่ม
ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้ระบบ ERP คลังสินค้า
องค์กรที่เปลี่ยนจากการบริหารคลังสินค้าด้วย Excel มาใช้ระบบ ERP มักจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนภายใน 3-6 เดือนแรก:
- ลดเวลานับสต็อก 80% — จากที่ต้องนับด้วยมือแล้วคีย์เข้า Excel ระบบ ERP ใช้ Barcode scanning ทำให้การนับสต็อกเร็วขึ้นอย่างมาก และลดข้อผิดพลาดจากคน
- ลดสต็อกค้าง 30% — ระบบ Min-Max alert ช่วยให้สั่งซื้อในจำนวนที่เหมาะสม ไม่เก็บของค้างนานจนเสื่อมสภาพ ลดต้นทุนจัดเก็บลงได้ถึง 30%
- ลดการสั่งซื้อซ้ำซ้อน — เมื่อทุกฝ่ายเห็นสต็อกเดียวกันแบบ real-time ฝ่ายจัดซื้อจะรู้ทันทีว่าของยังมีอยู่ ไม่ต้องสั่งซ้ำ
- ข้อมูลเรียลไทม์ ผู้บริหารดูได้ทันที — ไม่ต้องรอรายงานประจำเดือน ผู้บริหารสามารถเปิดดูสต็อก มูลค่าคลัง และ Dead Stock ได้ทุกเมื่อ
- ลดข้อผิดพลาดในการบันทึกบัญชี — เพราะข้อมูลสต็อกเชื่อมบัญชีอัตโนมัติ ไม่ต้องคีย์ซ้ำ ลดโอกาสผิดพลาด ปิดงบได้เร็วขึ้น
คลังสินค้าที่ดี ไม่ใช่คลังที่มีของเยอะ แต่เป็นคลังที่รู้ว่ามีอะไรอยู่ อยู่ตรงไหน เหลือเท่าไร และต้นทุนเป็นเท่าไร — ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยระบบ ERP ที่เชื่อมข้อมูลทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน
- ทีมงาน Saeree ERP
สรุป
ระบบ ERP คลังสินค้า ไม่ใช่แค่โปรแกรมนับของ แต่เป็นระบบที่เชื่อมจัดซื้อ-คลังสินค้า-บัญชีเข้าด้วยกัน ทำให้ทุกแผนกเห็นข้อมูลเดียวกัน ลดข้อผิดพลาด ลดต้นทุน และตัดสินใจได้เร็วขึ้น
หากองค์กรของคุณกำลังประสบปัญหา:
- สต็อกไม่ตรง นับทีไรก็ขาด
- ข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ใน Excel หลายไฟล์
- ซื้อซ้ำซ้อน สต็อกบวมเกินจำเป็น
- ปิดงบช้าเพราะต้องกระทบยอดสต็อกกับบัญชี
ลองพิจารณา Saeree ERP — ระบบ ERP ที่พัฒนาโดยคนไทย รองรับงานคลังสินค้าครบทุกกระบวนการ สามารถปรึกษาทีมที่ปรึกษาของเราได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
