02-347-7730  |  Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ติดต่อเรา

Competency คืออะไร — คู่มือฉบับครบ พร้อมตัวอย่าง Dictionary ใช้งานได้จริง

Competency คืออะไร — สมรรถนะของพนักงานในองค์กร
  • 25
  • เมษายน
สำหรับผู้บริหาร

Competency คืออะไร

Competency (สมรรถนะ) คือ ชุดของความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และพฤติกรรม (Attribute/Behavior) ที่ทำให้คนๆ หนึ่งทำงานในตำแหน่งที่ตนรับผิดชอบได้ สำเร็จในระดับมาตรฐานหรือดีกว่ามาตรฐาน — ไม่ใช่แค่ "รู้" หรือ "ทำได้" แต่ต้อง "ทำให้สำเร็จได้" ในสถานการณ์จริงของงาน

ตอบเร็ว

Competency = K + S + A — Knowledge (รู้อะไร), Skill (ทำอะไรได้), Attribute (มีพฤติกรรม/ทัศนคติแบบไหน) รวมกันแล้ววัดเป็น "ระดับ 1-5" ของแต่ละหัวข้อ ใช้คู่กับ KPI เพื่อประเมินผลการทำงาน — KPI วัด "ผลลัพธ์ทำได้กี่เปอร์เซ็นต์" Competency วัด "ทำได้ด้วยมาตรฐานพฤติกรรมแบบไหน"

ที่มาของแนวคิด Competency

แนวคิด Competency เริ่มต้นจาก David McClelland นักจิตวิทยาจาก Harvard ในปี 1973 ที่ตีพิมพ์บทความ "Testing for Competence Rather Than Intelligence" โดยเสนอว่า IQ และวุฒิการศึกษาไม่สามารถทำนายความสำเร็จในงานได้ดีเท่ากับการวัด "พฤติกรรมที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี" จากนั้นแนวคิดนี้ถูกพัฒนาต่อโดย Spencer & Spencer (1993) ในหนังสือ Competence at Work ซึ่งกลายเป็นรากฐานของ Competency Model ที่องค์กรทั่วโลกใช้กันในปัจจุบัน

ทำไมองค์กรต้องมี Competency Model

ลองนึกภาพองค์กรที่ ไม่มี Competency Model — เวลาประเมินผล หัวหน้าแต่ละคนใช้เกณฑ์ของตัวเอง คนหนึ่งให้คะแนนสูงเพราะ "พนักงานคุยเก่ง" อีกคนให้คะแนนต่ำเพราะ "ไม่ค่อยพูด" ทั้งที่ทำผลงานเหมือนกัน นี่คือปัญหาที่ Competency Model ถูกออกแบบมาแก้

ปัญหาที่เกิดเมื่อไม่มี Competency Model ผลกระทบ
หัวหน้าแต่ละคนใช้เกณฑ์ประเมินคนละมาตรฐาน พนักงานรู้สึกไม่ยุติธรรม ขวัญกำลังใจตก
JD (Job Description) บอกแค่ "หน้าที่" ไม่บอก "ระดับฝีมือที่ต้องมี" รับคนผิดสเปก เลื่อนตำแหน่งผิดคน
ไม่มีเกณฑ์ Promotion ที่ชัดเจน คนเก่งลาออก (เห็นว่าไม่ก้าวหน้าตามผลงาน)
วางแผน Training ไม่ตรงจุด เสียงบอบรมไปแบบไม่เกิดประโยชน์
วัดผลแค่ KPI อย่างเดียว ได้คนที่ "ทำตัวเลขได้" แต่พฤติกรรมไม่ดี ทีมแตก

3 ประเภทของ Competency

Competency ที่ใช้ในองค์กรส่วนใหญ่แบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ตามขอบเขตและกลุ่มเป้าหมาย

ประเภท ใช้กับใคร ตัวอย่าง
1. Core Competency
(สมรรถนะหลักองค์กร)
ทุกคนในองค์กร — ตั้งแต่ CEO ถึงพนักงานทำความสะอาด Service Mind, Teamwork, Integrity, Customer Focus
2. Functional/Technical Competency
(สมรรถนะเฉพาะสายงาน)
เฉพาะตำแหน่งหรือสายงาน เช่น บัญชี, IT, ขาย การปิดงบการเงิน, การเขียน SQL, การวิเคราะห์ตลาด
3. Managerial/Leadership Competency
(สมรรถนะการบริหาร)
หัวหน้างาน ผู้จัดการ ผู้บริหาร Strategic Thinking, Coaching, Decision Making

บางองค์กรเพิ่มประเภทที่ 4 — Behavioral Competency (สมรรถนะเชิงพฤติกรรม) เช่น Resilience, Adaptability — แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะรวมไว้ใน Core Competency

โครงสร้างของ Competency 1 ตัว

Competency แต่ละตัวประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ซึ่งทำให้ "วัดได้จริง" ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู

  1. ชื่อ Competency — เช่น "Service Mind"
  2. คำนิยาม (Definition) — อธิบายว่าหมายถึงอะไรในบริบทขององค์กร
  3. ระดับ (Proficiency Level) — มักแบ่งเป็น 1-5 (Basic → Expert)
  4. Behavioral Indicator — พฤติกรรมที่สังเกตได้ในแต่ละระดับ (สำคัญที่สุด เพราะคือสิ่งที่ทำให้ผู้ประเมินกาคะแนนได้)

ตัวอย่าง: Competency "Service Mind" ระดับ 1-5

  • 1Basic — ตอบคำถามลูกค้าตามคู่มือ ไม่ทำเกินหน้าที่
  • 2Developing — รับฟังลูกค้าได้ ดูแลให้บริการครบตามมาตรฐาน
  • 3Proficient — เข้าใจความต้องการที่ไม่ได้พูด แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้
  • 4Advanced — สร้างความประทับใจเหนือความคาดหวัง สอนน้องในทีมได้
  • 5Expert — ออกแบบมาตรฐานบริการขององค์กร เป็น Role Model

Competency Dictionary 15 ตัว — พร้อมใช้งานได้ทันที

ด้านล่างคือ Competency Dictionary ที่ เลือกใช้ได้กับองค์กรไทยทั่วไป แบ่งเป็น 5 Core + 5 Functional + 5 Managerial รวม 15 ตัว — คุณสามารถนำไป Customize ตามอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมองค์กรของคุณได้

A. Core Competency (5 ตัว — ใช้กับทุกตำแหน่ง)

Competency คำนิยาม Behavioral Indicator (ระดับ 3 — Proficient)
1. Service Mind
(จิตบริการ)
ความตั้งใจเข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้า (ทั้งภายในและภายนอกองค์กร) อย่างเต็มใจ เข้าใจความต้องการที่ลูกค้าไม่ได้พูดออกมา แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยไม่ต้องรอคำสั่ง
2. Teamwork
(การทำงานเป็นทีม)
ความสามารถในการประสานความร่วมมือกับเพื่อนร่วมงานเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมโดยไม่ต้องรอร้องขอ ปรับตัวให้เข้ากับสไตล์ของทีมได้
3. Integrity
(ความซื่อสัตย์)
ปฏิบัติงานด้วยความซื่อตรง โปร่งใส รักษาคำพูดและจรรยาบรรณ กล้ายอมรับความผิดพลาด รายงานข้อมูลตรงไปตรงมา ไม่ปกปิดข้อมูลที่อาจกระทบงาน
4. Creativity
(ความคิดสร้างสรรค์)
ความสามารถในการคิดวิธีการใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงงานหรือสร้างคุณค่าเพิ่ม เสนอแนวทางใหม่ในการแก้ปัญหาที่เคยติด พร้อมประเมินผลและปรับปรุงได้
5. Organization Support
(การสนับสนุนองค์กร)
การเข้าใจเป้าหมายขององค์กรและพร้อมปรับงานของตนให้สอดคล้อง ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเมื่อทิศทางองค์กรเปลี่ยน ช่วยอธิบายเป้าหมายให้คนในทีมเข้าใจ

หมายเหตุ: 4 ตัวแรก (Service Mind, Creativity, Teamwork, Organization Support) ตรงกับ Core Competency ที่ Saeree ERP ใช้ในโมดูลประเมินผลงาน โดยให้น้ำหนัก Competency 30% คู่กับ KPI 70%

B. Functional Competency (5 ตัว — ตัวอย่างจากสายงาน Back Office/IT)

Competency คำนิยาม Behavioral Indicator (ระดับ 3 — Proficient)
6. Financial Reporting
(การจัดทำรายงานการเงิน)
ความสามารถในการจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานบัญชี ปิดงบได้ตามกำหนด ปิดงบเดือนได้ภายใน 5 วันทำการ จัดทำหมายเหตุประกอบงบได้โดยไม่ต้องให้หัวหน้าตรวจซ้ำ
7. Data Analysis
(การวิเคราะห์ข้อมูล)
ความสามารถในการรวบรวม วิเคราะห์ และสรุปผลข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ได้คล่อง (Excel/Power BI) ตีความตัวเลขเป็นข้อเสนอแนะที่นำไปปฏิบัติได้
8. Process Management
(การบริหารกระบวนการ)
ความสามารถในการออกแบบ ปรับปรุง และควบคุมกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ เขียน Flow chart ของกระบวนการได้ ระบุจุดที่เป็นคอขวดและเสนอวิธีลดเวลา/ต้นทุน
9. IT Literacy
(ความเข้าใจระบบ IT)
ความสามารถในการใช้งานระบบสารสนเทศพื้นฐานขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ระบบ ERP/CRM ได้คล่อง แก้ปัญหาเบื้องต้นได้เอง ใช้ Shortcut/Report Template เพื่อลดเวลา
10. Compliance Awareness
(ความเข้าใจข้อบังคับ)
ความสามารถในการปฏิบัติงานตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง รู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานของตน (เช่น PDPA, ภาษี) ตรวจสอบเอกสารให้ถูกต้องก่อนส่ง

Functional Competency จะแตกต่างกันมากตามสายงาน — ฝ่ายขายอาจมี "Negotiation" "Customer Insight"; ฝ่ายผลิตอาจมี "Quality Control" "Lean Manufacturing"; ฝ่าย HR อาจมี "Recruitment" "Compensation Design"

C. Managerial Competency (5 ตัว — สำหรับหัวหน้างานขึ้นไป)

Competency คำนิยาม Behavioral Indicator (ระดับ 3 — Proficient)
11. Strategic Thinking
(การคิดเชิงกลยุทธ์)
ความสามารถในการมองภาพใหญ่ คาดการณ์อนาคต และวางแผนระยะยาว เชื่อมโยงงานในแผนกกับเป้าหมายองค์กร ตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลกระทบ 1-3 ปีข้างหน้า
12. People Development
(การพัฒนาบุคลากร)
ความสามารถในการสอนงาน ให้ Feedback และพัฒนาทีมงานให้เติบโต มี 1:1 กับลูกน้องสม่ำเสมอ ระบุจุดแข็ง/จุดที่ต้องพัฒนาของแต่ละคน วาง IDP ให้ลูกน้อง
13. Decision Making
(การตัดสินใจ)
ความสามารถในการตัดสินใจบนข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ภายใต้ข้อจำกัดเวลา ตัดสินใจได้ทันเวลาแม้ข้อมูลไม่ครบ 100% รับผิดชอบผลของการตัดสินใจ และทบทวนเพื่อปรับปรุง
14. Change Management
(การบริหารการเปลี่ยนแปลง)
ความสามารถในการนำพาทีมผ่านการเปลี่ยนแปลง ลดแรงต้าน เพิ่มการยอมรับ สื่อสารเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงได้ชัด รับฟังความกังวลของทีม วางแผน Transition เป็นขั้นตอน
15. Resource Management
(การบริหารทรัพยากร)
ความสามารถในการจัดสรรคน เวลา และงบประมาณให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด วางแผนงบประจำปีของแผนกได้สอดคล้องกับเป้าหมาย จัดลำดับงานเร่งด่วนได้ ไม่ให้ทีม Burnout

Managerial Competency เกี่ยวข้องโดยตรงกับ การบริหารการเปลี่ยนแปลง และ การ Implement ERP ซึ่งหัวหน้างานต้องใช้ทุกตัวข้างต้นเพื่อนำพาทีมผ่านโครงการ

KPI vs Competency — ต่างกันอย่างไร

คนมักสับสนระหว่าง KPI กับ Competency ทั้งที่ทั้งสองอย่างเป็น "เครื่องมือคนละชิ้น" ที่ใช้คู่กันในการประเมินผล

มิติ KPI Competency
วัดอะไร ผลลัพธ์ (What) วิธีการ/พฤติกรรม (How)
หน่วยวัด ตัวเลขเชิงปริมาณ (เปอร์เซ็นต์, จำนวน, บาท) ระดับ 1-5 ตาม Behavioral Indicator
ตัวอย่าง ยอดขายเดือนนี้ 10 ล้านบาท (ทำได้ 105% ของเป้า) Service Mind: ระดับ 4 (สร้างความประทับใจเหนือความคาดหวัง)
เปลี่ยนทุกปี เปลี่ยน — ตามเป้าหมายธุรกิจปีนั้น ค่อนข้างคงที่ — สะท้อนค่านิยมขององค์กร
ใช้ตอนไหน วัดผลงาน (Performance) ประเมินศักยภาพ (Potential), การพัฒนา, Promotion
ความเสี่ยง ได้คนทำตัวเลขแต่พฤติกรรมแย่ ทีมแตก ได้คนพฤติกรรมดีแต่ผลงานไม่ถึงเป้า

สรุปประโยคเดียว

KPI ตอบว่า "ทำได้ไหม" — Competency ตอบว่า "ทำด้วยมาตรฐานพฤติกรรมแบบไหน" ใช้คู่กันถึงจะได้ภาพครบ

สัดส่วนการให้น้ำหนัก KPI : Competency

ไม่มีสูตรตายตัว แต่ที่นิยมใช้กันในองค์กรไทยและสากล มี 3 รูปแบบ

สัดส่วน KPI : Competency เหมาะกับ เหตุผล
80 : 20 ฝ่ายขาย, ฝ่ายผลิต ที่เน้นตัวเลข ผลลัพธ์ชัดเจน วัดเป็นตัวเลขได้ตรง
70 : 30 พนักงานทั่วไป Back Office (ที่นิยมใช้กันมากที่สุด) สมดุลระหว่างผลงานและพฤติกรรม
60 : 40 หรือ 50 : 50 ผู้บริหารระดับสูง, สายงาน HR/CSR พฤติกรรมและการเป็น Role Model สำคัญพอๆ กับผลงาน

Saeree ERP รองรับสัดส่วน KPI 70% + Competency 30% เป็นค่าเริ่มต้น และสามารถปรับเป็นสัดส่วนใดก็ได้ตามนโยบายขององค์กร พร้อมระบบ Bubble Rating 1-5 จากผู้ประเมินหลายคน (Multi-Rater) เพื่อลดอคติของหัวหน้าคนเดียว

การประเมิน Competency แบบ Multi-Rater (360 Degree)

การให้หัวหน้าคนเดียวประเมินอาจเกิดอคติได้ง่าย — โดยเฉพาะกับ Soft Skill อย่าง Teamwork หรือ Service Mind ที่หัวหน้าอาจไม่เห็นการทำงานจริงในทุกมุม การประเมินแบบ Multi-Rater หรือ 360 Degree Feedback จึงเป็นทางออกที่นิยม โดยรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง

  • Self-Assessment — พนักงานประเมินตัวเอง (ดูช่องว่างระหว่างการรับรู้ตัวเองกับมุมมองคนอื่น)
  • Manager — หัวหน้าโดยตรง (น้ำหนักมากที่สุด เพราะใกล้ชิดงาน)
  • Peer — เพื่อนร่วมทีม (เห็นการทำงานเป็นทีมจริง)
  • Subordinate — ลูกน้อง (สำหรับประเมินหัวหน้า — ดู Leadership)
  • Customer — ลูกค้า (สำหรับสายงานบริการ — ดู Service Mind)

ตัวอย่างการให้คะแนนและการคิดคะแนน — กรณีจริง

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูตัวอย่างการประเมิน คุณสมศรี — เจ้าหน้าที่บัญชีอาวุโส ขององค์กรที่ใช้ สัดส่วน KPI 70% + Competency 30% และระบบ Multi-Rater (Self 10% + Manager 60% + Peer 30%)

ขั้นที่ 1 — รวบรวมคะแนน Competency จากผู้ประเมินหลายคน

ผู้ประเมินแต่ละคนให้คะแนน 1-5 ตาม Behavioral Indicator ที่กำหนดไว้ จากนั้น คำนวณค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ตามน้ำหนักของแต่ละ Rater

Competency Self
(10%)
Manager
(60%)
Peer
(30%)
การคำนวณ คะแนน
(จาก 5)
Service Mind 4 3 3 (4×0.10) + (3×0.60) + (3×0.30) 3.10
Teamwork 4 4 4 (4×0.10) + (4×0.60) + (4×0.30) 4.00
Integrity 5 5 5 (5×0.10) + (5×0.60) + (5×0.30) 5.00
Financial Reporting
(Functional)
4 4 (4×0.143) + (4×0.857)* 4.00
Compliance Awareness
(Functional)
3 3 (3×0.143) + (3×0.857)* 3.00

* Functional Competency มักใช้ Self+Manager เท่านั้น (Peer อาจไม่เห็นงาน Technical) จึงต้อง normalize น้ำหนัก ใหม่: Self 10% → 10/(10+60) = 14.3%, Manager 60% → 60/(10+60) = 85.7%

ขั้นที่ 2 — คำนวณคะแนน Competency รวม

คะแนน Competency เฉลี่ย = (3.10 + 4.00 + 5.00 + 4.00 + 3.00) / 5
                                       = 19.10 / 5 = 3.82 จาก 5
                                       = 3.82 / 5 × 100 = 76.40%

หมายเหตุ: บางองค์กรกำหนด น้ำหนักไม่เท่ากันสำหรับแต่ละ Competency (เช่น Service Mind สำคัญกว่า ก็ให้น้ำหนัก 30% ขณะที่ตัวอื่นๆ คนละ 17.5%) ในตัวอย่างนี้ใช้น้ำหนักเท่ากันเพื่อความง่าย

ขั้นที่ 3 — คำนวณคะแนน KPI

KPI น้ำหนัก เป้า ผลที่ทำได้ % สำเร็จ คะแนนถ่วงน้ำหนัก
ปิดงบเดือนภายในกำหนด 40% วันที่ 5 วันที่ 6 (เฉลี่ย) 95% 38.0
Error rate ≤ 2 entries/เดือน 30% ≤ 2 1.5 100% 30.0
รายงาน Management Report ภายใน 5 วัน 30% 5 วัน 6.5 วัน 80% 24.0
คะแนน KPI รวม 92.0%

ขั้นที่ 4 — รวมคะแนนตามสัดส่วน 70 : 30

คะแนนรวม = (KPI × 70%) + (Competency × 30%)
              = (92.00 × 0.70) + (76.40 × 0.30)
              = 64.40 + 22.92
              = 87.32%

ขั้นที่ 5 — แปลคะแนนเป็นเกรด

ช่วงคะแนน เกรด ความหมาย การปรับเงินเดือน (ตัวอย่าง)
90-100%Aดีเด่น (Outstanding)+8% ถึง +10%
80-89%Bดีกว่ามาตรฐาน (Exceeds Expectations) — คุณสมศรี 87.32%+5% ถึง +7%
70-79%Cตามมาตรฐาน (Meets Expectations)+3% ถึง +4%
60-69%Dต้องปรับปรุง (Needs Improvement)+0% ถึง +2%
< 60%Eไม่เป็นที่น่าพอใจ (Unsatisfactory)0% หรือ PIP

สิ่งที่อ่านได้จากผลการประเมินคุณสมศรี

  • เกรด B (87.32%) — ผลงานดีกว่ามาตรฐาน เหมาะปรับเงินเดือน 5-7%
  • KPI 92% > Competency 76.4% — ทำตัวเลขได้ดี แต่พฤติกรรมยังพัฒนาได้
  • จุดที่ควร Develop: Service Mind (3.1) และ Compliance Awareness (3.0) — ใส่ใน IDP (Individual Development Plan) ปีถัดไป
  • Self > Manager ใน Service Mind (4 vs 3): มีช่องว่างการรับรู้ตัวเองกับมุมมองหัวหน้า — ควรพูดคุยใน 1:1
  • ยังไม่พร้อม Promotion เป็นหัวหน้าทีม — ต้องประเมิน Managerial Competency เพิ่ม (Strategic Thinking, People Development) ซึ่งยังไม่ได้วัดในรอบนี้

5 ขั้นตอนการออกแบบ Competency Model สำหรับองค์กร

  1. กำหนดวิสัยทัศน์และค่านิยมองค์กร — Core Competency ต้องสะท้อนค่านิยมที่องค์กรอยากให้เกิด
  2. สัมภาษณ์ Top Performer — หาคนที่ทำงานดีที่สุดในแต่ละตำแหน่ง 3-5 คน วิเคราะห์ว่าพวกเขามีพฤติกรรมร่วมกันอะไร
  3. เขียน Competency Dictionary — กำหนดชื่อ คำนิยาม และระดับ 1-5 พร้อม Behavioral Indicator
  4. Map ตำแหน่ง → Competency ที่ต้องมี — แต่ละตำแหน่งต้องมี Competency อะไรบ้าง ระดับขั้นต่ำเท่าไร
  5. นำเข้าระบบประเมินผล — ใช้กับการประเมินประจำปี ระบบ Recruitment การ Promotion และ IDP (Individual Development Plan)

ขั้นตอนนี้ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ — ควร ทบทวนทุก 2-3 ปี เพราะค่านิยมและธุรกิจขององค์กรเปลี่ยนได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเริ่มใช้ Competency

  1. เขียน Competency เยอะเกินไป — มากกว่า 15 ตัวต่อตำแหน่ง = ผู้ประเมินไม่มีเวลาพิจารณา ควรอยู่ที่ 8-12 ตัว (Core 4-5 + Functional 3-5 + Managerial 3-5 ถ้าจำเป็น)
  2. Behavioral Indicator คลุมเครือ — เขียนว่า "ทำงานดี" "เป็นมืออาชีพ" จะไม่มีใครให้คะแนนตรงกัน — ต้องเขียนพฤติกรรมที่สังเกตได้จริง
  3. ไม่ Train ผู้ประเมิน — หัวหน้าหลายคนไม่เคยใช้ Competency Model มาก่อน ต้องมี Workshop ก่อนใช้งานจริงปีแรก
  4. ใช้ Competency แทน KPI — Competency ไม่สามารถแทน KPI ได้ ต้องใช้คู่กัน
  5. ไม่เชื่อมโยงกับ IDP — ประเมินแล้วเก็บใส่แฟ้ม ไม่นำไปวางแผนพัฒนาบุคคล = เสียเวลา

แหล่งอ้างอิง

อยากใช้ Competency Model ในการประเมินพนักงานจริง?

Saeree ERP มีโมดูลประเมินผลงานที่รองรับ KPI + Competency พร้อม Multi-Rater ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีค่าใช้จ่าย

ขอข้อมูลเพิ่มเติม

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

Saeree ERP Author

เกี่ยวกับผู้เขียน

สุรีระยา ลิ้มไพบูลย์

กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด และผู้ก่อตั้ง Saeree ERP พร้อมให้คำปรึกษาและบริการด้านระบบ ERP ครบวงจร