Saeree ERP - Complete ERP Solution for Thai Organizations Contact Us

บทความ: ความล้มเหลวของ Big Data

ความล้มเหลวของการทำระบบ Big Data เพราะไม่มี Data
  • 21
  • February

หลายองค์กรลงทุนหลักสิบล้านกับโครงการ Big Data, Data Lake หรือ Business Intelligence — แต่ผ่านไป 1-2 ปี กลับพบว่า ระบบไม่มีข้อมูลให้วิเคราะห์ Dashboard ว่างเปล่า รายงานไม่ตรงกับความจริง และทีมงานกลับมานั่ง key ข้อมูลลง Excel เหมือนเดิม สาเหตุไม่ใช่เรื่องTechnology — แต่เพราะ องค์กรยังไม่มี "Data" ที่จะป้อนให้ "Big Data"

Big Data คืออะไร? — ทบทวนสั้นๆ

Big Data หมายถึงข้อมูลที่มี ปริมาณมหาศาล (Volume), เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว (Velocity), และ มาจากหลายแหล่งหลายรูปแบบ (Variety) — หรือที่เรียกว่า 3V เป้าหมายของ Big Data คือนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ

แนวคิดนี้ดีมาก — แต่ปัญหาคือ หลายองค์กรยังไม่มีแม้แต่ "Small Data" ที่จัดเก็บอย่างเป็นระบบ

สถิติที่น่าตกใจ — โครงการ Big Data ล้มเหลวมากแค่ไหน?

  • 60-85% ของโครงการ Big Data ไม่บรรลุเป้าหมาย (Gartner, NewVantage Partners)
  • 87% ของโครงการ Data Science ไม่เคยถูกนำไปใช้งานจริง (VentureBeat)
  • เหตุผลอันดับ 1 ไม่ใช่Technology — แต่เป็น "คุณภาพข้อมูล" และ "วัฒนธรรมองค์กร"

5 สาเหตุหลักที่โครงการ Big Data ล้มเหลว

# สาเหตุ คำอธิบาย
1 ไม่มี Data จริงๆ องค์กรยังใช้ Excel, กระดาษ หรือ Line ส่งข้อมูลกัน ไม่มี Transactional Data ที่จัดเก็บในระบบ
2 ข้อมูลไม่สะอาด (Dirty Data) ข้อมูลซ้ำซ้อน ขาดหาย รูปแบบไม่เหมือนกัน — ชื่อลูกค้าคนเดียวกันแต่สะกดต่างกัน 5 แบบ
3 ไม่มี Single Source of Truth ข้อมูลกระจายอยู่ในหลายระบบที่ไม่เชื่อมต่อกัน — ฝ่ายขายดูตัวเลขหนึ่ง ฝ่ายAccountingดูอีกตัวเลขหนึ่ง
4 ขาด Data Governance ไม่มีคนรับผิดชอบคุณภาพข้อมูล ไม่มีนโยบายว่าใครกรอก อะไร เมื่อไหร่ ในรูปแบบไหน
5 กระโดดข้ามขั้น ยังไม่มีระบบ ERP แต่อยากทำ AI/ML — เหมือนสร้างตึกชั้น 10 โดยไม่มีฐานราก

3 ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่พบบ่อย

กรณีที่ 1: ซื้อ BI Tool ราคาแพง แต่ต้องนั่ง Key ข้อมูลเอง

องค์กรแห่งหนึ่งลงทุนซื้อ Business Intelligence tool ระดับ Enterprise เพื่อทำ Dashboard ให้ผู้บริหาร — แต่พอเริ่มใช้งานพบว่า ไม่มีข้อมูลไหลเข้า Dashboard อัตโนมัติ เพราะข้อมูลยอดขาย สต็อก และค่าใช้จ่ายอยู่ใน Excel หลายสิบไฟล์ กระจายอยู่ในเครื่องพนักงานหลายคน

ผลสุดท้าย: ต้องจ้างเจ้าหน้าที่ 2 คน มานั่งรวบรวมข้อมูลจาก Excel แล้ว key เข้า BI tool ทุกสัปดาห์ — ข้อมูลจึงล่าช้า ไม่ Real-time และผิดพลาดบ่อย

กรณีที่ 2: Dashboard สวย แต่ข้อมูลเก่า 3 เดือน

อีกองค์กรหนึ่งทำ Data Visualization ได้สวยงามมาก กราฟสี infographic เต็มจอ — แต่เมื่อผู้บริหารถามว่า "ข้อมูลนี้เป็นของวันไหน?" คำตอบคือ "ของไตรมาสที่แล้วครับ"

สาเหตุเพราะองค์กรไม่มีระบบที่บันทึกข้อมูลแบบ Real-time ทุกอย่างต้องรอปิดงวดก่อนถึงจะรวบรวมตัวเลขได้ — Dashboard จึงกลายเป็นกระจกมองหลัง ไม่ใช่กระจกมองหน้า

กรณีที่ 3: Data Lake กลายเป็น Data Swamp

องค์กรขนาดใหญ่ลงทุนสร้าง Data Lake เพื่อรวมข้อมูลจากทุกระบบ — แต่เมื่อเริ่มเก็บข้อมูลพบว่าแต่ละระบบใช้ รหัสสินค้า รหัสลูกค้า และรูปแบบวันที่ ต่างกันหมด ข้อมูลที่เทลงไปจึงปนกันจนใช้งานไม่ได้

Data Lake ที่ตั้งใจจะเป็นแหล่งข้อมูลรวม กลายเป็น "Data Swamp" — บึงข้อมูลที่เน่าเสีย ไม่มีใครกล้าเอาไปใช้ เพราะไม่รู้ว่าข้อมูลไหนถูก ข้อมูลไหนผิด

ปิรามิดข้อมูล — ต้องเริ่มจากฐาน

หลายองค์กรพยายาม "กระโดด" ไปที่ชั้นบนสุดของปิรามิดข้อมูล โดยไม่ได้สร้างฐานให้แข็งแรงก่อน:

         ┌─────────────┐
         │    AI/ML    │  ← องค์กรอยากอยู่ตรงนี้
         ├─────────────┤
         │  Analytics  │
         ├─────────────┤
         │ Reporting/BI│
         ├─────────────┤
         │Data Warehouse│
         ├─────────────┤
         │  ERP System  │  ← แต่ต้องเริ่มตรงนี้ก่อน
         └─────────────┘

ERP คือ "โรงงานผลิตข้อมูล" — เมื่อพนักงานทำงานในระบบ ERP ทุกวัน ข้อมูลจะถูกสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ: ใบสั่งซื้อ, ใบรับสินค้า, ใบแจ้งหนี้, การเคลื่อนไหวสต็อก, บันทึกAccounting — ทั้งหมดนี้คือ "วัตถุดิบ" ที่ Big Data ต้องการ

ถ้าฐานของปิรามิดไม่แน่น ชั้นบนไม่มีทางสำเร็จ — ไม่ว่าจะลงทุนกับTechnologyดีแค่ไหนก็ตาม

Checklist — ก่อนลงทุน Big Data ต้องตอบคำถามเหล่านี้ได้

คำถาม ถ้าตอบ "ไม่" หมายความว่า...
ข้อมูลการขาย สต็อก และAccountingอยู่ในระบบเดียวกันหรือไม่? ยังไม่มี Single Source of Truth
ข้อมูลถูกบันทึกอัตโนมัติเมื่อเกิด Transaction หรือไม่? ยังพึ่งพาการ key ข้อมูลด้วยมือ
สามารถดึงรายงานยอดขายวันนี้ได้ภายใน 5 นาทีหรือไม่? ข้อมูลยังไม่ Real-time
รหัสสินค้า/ลูกค้าเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กรหรือไม่? ยังไม่มี Data Standardization
มีคนรับผิดชอบคุณภาพข้อมูลในแต่ละแผนกหรือไม่? ยังไม่มี Data Governance

ถ้าตอบ "ไม่" มากกว่า 2 ข้อ — ยังไม่พร้อมสำหรับ Big Data ต้องแก้ที่ฐานก่อน

ERP คือจุดเริ่มต้น — ผลิตข้อมูลโดยไม่ต้อง "ทำเพิ่ม"

ข้อดีของระบบ ERP คือ เมื่อพนักงานทำงานประจำวันในระบบ ข้อมูลจะถูกสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมีขั้นตอน "กรอกข้อมูลเพิ่ม":

กิจกรรมปกติ ข้อมูลที่ได้อัตโนมัติ
สร้างใบสั่งซื้อ (PO) ข้อมูลจัดซื้อ, ราคาวัตถุดิบ, ข้อมูลผู้ขาย, Lead Time
รับสินค้าเข้าคลัง ปริมาณสต็อก, ต้นทุนสินค้า, Lot/Batch Tracking
ออกใบแจ้งหนี้ ยอดขายรายลูกค้า, สินค้าขายดี, ลูกหนี้คงค้าง
บันทึกรับชำระเงิน กระแสเงินสด, อายุลูกหนี้, พฤติกรรมการชำระ
เบิกวัตถุดิบเข้าผลิต ต้นทุนผลิต, อัตราของเสีย, ปริมาณใช้จริง vs แผน
ปิดAccountingสิ้นเดือน งบกำไรขาดทุน, งบดุล, Cash Flow Statement

ข้อมูลเหล่านี้คือ "อิฐทุกก้อน" ที่จะก่อตัวเป็น Big Data ที่มีคุณภาพ — โดยไม่ต้องจ้างทีม Data Engineer มานั่งรวบรวมข้อมูลจาก Excel

Big Data ไม่ได้ล้มเหลวเพราะTechnology — แต่ล้มเหลวเพราะไม่มี "Data" ที่จะป้อนให้ระบบ ก่อนจะวิเคราะห์ข้อมูลได้ ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันก่อน — และนั่นคือสิ่งที่ระบบ ERP ทำได้

- Saeree ERP Team

สรุป — 3 บทเรียนจากความล้มเหลวของ Big Data

  1. เริ่มจากระบบ ERP ที่ครอบคลุมทุกกระบวนการ — ทำให้ข้อมูลเกิดขึ้นอัตโนมัติจากการทำงานประจำวัน ไม่ต้องพึ่งพาการกรอกข้อมูลด้วยมือ
  2. ทำ Data Standardization ก่อน — กำหนดรหัสสินค้า รหัสลูกค้า และรูปแบบข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร
  3. สร้างวัฒนธรรม Data-Driven — ให้ทุกแผนกเข้าใจว่า "การกรอกข้อมูลเข้าระบบ" ไม่ใช่งานเพิ่ม แต่คือส่วนหนึ่งของงาน

หากองค์กรของคุณกำลังวางแผนลงทุนกับ Big Data หรือ BI แต่ยังไม่มั่นใจว่าข้อมูลพื้นฐานพร้อมหรือยัง สามารถนัดหมาย Demo หรือติดต่อทีมที่ปรึกษาเพื่อประเมินความพร้อมขององค์กร

Interested in ERP for your organization?

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจาก Grand Linux Solution ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ขอ Demo ฟรี

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

image

About the Author

ทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ ERP จากบริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ Solutions จำกัด พร้อมให้คำปรึกษาและServicesด้านระบบ ERP ครบวงจร