02-347-7730  |  Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ติดต่อเรา

ร่าง พ.ร.บ. ปัญญาประดิษฐ์ ฉบับใหม่ 2569: ธุรกิจไทยต้องเตรียมอะไรบ้าง

  • หน้าแรก
  • บทความ
  • ร่าง พ.ร.บ. ปัญญาประดิษฐ์ ฉบับใหม่ 2569: ธุรกิจไทยต้องเตรียมอะไรบ้าง
ร่าง พ.ร.บ. ปัญญาประดิษฐ์ ฉบับใหม่ 2569: ธุรกิจไทยต้องเตรียมอะไรบ้าง
  • 20
  • กรกฎาคม

"ร่าง พ.ร.บ. ปัญญาประดิษฐ์ ฉบับใหม่ 2569: ธุรกิจไทยต้องเตรียมอะไรบ้าง" — คำตอบสั้นที่สุดคือ ต้องรู้ว่าองค์กรใช้ AI อยู่ตรงไหนบ้าง จัดกลุ่มตามความเสี่ยง มอบหมายผู้กำกับดูแล และเก็บบันทึกการทำงานของระบบ AI ไว้อย่างน้อย 6 เดือน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เผยแพร่รับฟังความคิดเห็นเมื่อ 2 กรกฎาคม 2569 และเขียนหน้าที่ของ "ผู้นำ AI ไปใช้" ไว้แยกจาก "ผู้พัฒนา AI" ซึ่งหมายความว่าองค์กรที่แค่ซื้อ AI มาใช้ก็มีภาระหน้าที่ด้วย บทความนี้สรุปโครงสร้างของร่าง สามระดับความเสี่ยง หน้าที่ของแต่ละฝ่าย ค่าปรับ และเช็กลิสต์ที่เริ่มทำได้ทันที โดยเชื่อมกับงาน ธรรมาภิบาล AI ที่หลายองค์กรเริ่มไว้แล้ว

สรุปบรรทัดเดียว: ร่าง พ.ร.บ. ปัญญาประดิษฐ์ ฉบับ 2 กรกฎาคม 2569 แบ่ง AI เป็น 3 กลุ่ม (ต้องห้าม / ความเสี่ยงสูง / ต้องแจ้งหรือขออนุญาต) กำหนดให้ผู้นำ AI ไปใช้ต้องมีระบบบริหารความเสี่ยง เก็บบันทึกการทำงานอย่างน้อย 6 เดือน และรายงานความเสี่ยงต่อหน่วยงานกำกับ ฝ่าฝืนมีโทษปรับทางปกครอง 1–5 ล้านบาท

ร่างกฎหมายฉบับนี้คืออะไร และเดินมาถึงขั้นไหนแล้ว

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เผยแพร่ร่างพระราชบัญญัติปัญญาประดิษฐ์ฉบับใหม่เพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดยเปิดรับความเห็นประมาณ 30 วัน นี่คือร่างที่ต่อยอดมาจากหลักการกฎหมาย AI ที่เคยเปิดรับฟังไว้ก่อนหน้า และเป็นครั้งแรกที่ตัวบทเขียนหน้าที่ของ "ผู้นำ AI ไปใช้" ไว้แยกจาก "ผู้พัฒนา AI" อย่างชัดเจน

ความสำคัญของประเด็นนี้อยู่ตรงที่ องค์กรส่วนใหญ่ในไทยไม่ได้พัฒนา AI เอง แต่ซื้อหรือสมัครใช้บริการ AI จากผู้ให้บริการรายใหญ่แล้วนำมาใช้ในงานประจำ เช่น คัดกรองใบสมัครงาน ประเมินสินเชื่อ ตรวจจับทุจริต หรือช่วยร่างเอกสาร องค์กรเหล่านี้คือ "ผู้นำไปใช้" (deployer) ซึ่งมีหน้าที่ตามร่างกฎหมายด้วย ไม่ใช่แค่ผู้พัฒนาเท่านั้น หากใครยังไม่ได้อ่านภาพรวมของทิศทางกฎหมาย AI ไทย แนะนำอ่าน กฎหมาย AI ของไทย ประกอบ

ช่วงเวลาเหตุการณ์
มิถุนายน 2568กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับ ETDA เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ "หลักการ" ของกฎหมาย AI ฉบับแรกของไทย
29 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2569ETDA จัดงาน AI Governance Week 2026 ผลักดันแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาล AI สู่การใช้งานจริง
2 กรกฎาคม 2569เผยแพร่ร่าง พ.ร.บ. ปัญญาประดิษฐ์ ฉบับใหม่ เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะประมาณ 30 วัน
หลังประกาศใช้ทันทีมาตรการเกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์ AI ออกสู่ตลาดมีผลบังคับใช้
180 วันหลังประกาศใช้มาตรการควบคุมความเสี่ยงและการกำกับดูแลมีผลบังคับใช้ — นี่คือกรอบเวลาที่องค์กรมีไว้เตรียมตัว

หมายเหตุสำคัญ: ณ วันที่เขียนบทความนี้ เอกสารดังกล่าวยังเป็น ร่าง ที่อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ยังไม่ใช่กฎหมายที่บังคับใช้ รายละเอียดอาจเปลี่ยนแปลงได้ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนนิติบัญญัติ สิ่งที่องค์กรควรทำตอนนี้จึงไม่ใช่การรีบซื้อเครื่องมือ แต่คือการทำความเข้าใจโครงสร้างของร่าง เพื่อประเมินว่าถ้าออกมาในรูปนี้จริง องค์กรอยู่ตรงไหนของภาระหน้าที่

AI ถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มความเสี่ยง

โครงสร้างของร่างเดินตามแนวทางกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (risk-based) ซึ่งเป็นแนวเดียวกับที่ใช้กันในหลายประเทศ นั่นคือ ไม่ได้ควบคุม AI ทุกตัวเท่ากัน แต่แบ่งตามผลกระทบที่อาจเกิดกับคน สาระสำคัญคือ AI ที่ใช้ในงานสำนักงานทั่วไปส่วนใหญ่จะไม่ตกอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง แต่องค์กรก็ต้องรู้ให้ได้ว่า AI ตัวไหนของตัวเองอยู่กลุ่มไหน

กลุ่มลักษณะสิ่งที่ตามมา
ระบบต้องห้ามAI ที่ใช้เทคนิคชักจูงพฤติกรรมในระดับจิตใต้สำนึก หรือก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมในวงกว้างจากการประมวลผลข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องห้ามพัฒนาและห้ามนำมาใช้
ความเสี่ยงสูงระบบที่จะถูกกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ครอบคลุมด้านความมั่นคง สุขภาพ สิ่งแวดล้อม พลังงาน โทรคมนาคม การขนส่ง และสาธารณูปโภคต้องมีระบบบริหารความเสี่ยง มีการควบคุมโดยมนุษย์อย่างมีความหมาย โปร่งใส เป็นธรรม และรับผิดชอบต่อความเสียหาย
ระบบที่ต้องแจ้ง / ขออนุญาตระบบที่หน่วยงานกำกับกำหนดให้ต้องแจ้ง จดแจ้ง หรือขออนุญาตก่อนนำออกให้บริการมีขั้นตอนทางทะเบียนก่อนเริ่มใช้งานจริง

สำหรับผู้ให้บริการ AI ความเสี่ยงสูง ร่างกำหนดคุณลักษณะที่ระบบต้องมี ได้แก่ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ โปร่งใสในการทำงาน อยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์อย่างมีความหมาย และไม่เลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ยังเปิดช่องให้ออกแนวปฏิบัติในการกำกับความเสี่ยงได้ถึง 13 ด้าน ตั้งแต่การบริหารความเสี่ยง การป้องกันอคติ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ไปจนถึงการจัดการเรื่องร้องเรียน

ผู้พัฒนา กับ ผู้นำไปใช้ หน้าที่ไม่เท่ากัน

จุดที่ธุรกิจไทยควรอ่านให้ละเอียดที่สุดคือตรงนี้ เพราะคนส่วนใหญ่เข้าใจว่ากฎหมาย AI เป็นเรื่องของบริษัทเทคโนโลยีที่สร้างโมเดล แต่ร่างฉบับนี้เขียนหน้าที่ของ "ผู้นำไปใช้" ไว้ชัดเจน และหน้าที่เหล่านั้นเป็นงานเชิงกระบวนการที่องค์กรทั่วไปต้องทำเอง ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ให้บริการทำแทนได้

หน้าที่ผู้พัฒนา / ผู้ให้บริการผู้นำไปใช้ (องค์กรทั่วไป)
ออกแบบระบบให้ปลอดภัยและเป็นธรรมเป็นหน้าที่หลัก ต้องออกแบบให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่เลือกปฏิบัติไม่ใช่หน้าที่โดยตรง แต่ต้องเลือกผู้ให้บริการที่ทำเรื่องนี้ได้จริง
ระบบบริหารความเสี่ยงต้องมีในระดับผลิตภัณฑ์ต้องมีในระดับการใช้งานของตนเอง — ประเมินว่าใช้ AI ทำอะไร กระทบใคร และผิดพลาดแล้วเกิดอะไร
เก็บบันทึกการทำงาน (operational log)ต้องรองรับให้ระบบสร้าง log ได้ต้องเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 6 เดือน ตามตัวบทภาษาไทย
มอบหมายผู้กำกับดูแลมีทีมกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ต้องมอบหมายบุคลากรที่มีความสามารถทำหน้าที่กำกับดูแลการใช้งาน
รายงานความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดรายงานต่อหน่วยงานกำกับต้องแจ้งหน่วยงานกำกับเมื่อพบความเสี่ยงที่ไม่ได้คาดหมายไว้
ปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้งานต้องจัดทำคำแนะนำการใช้งานให้ชัดเจนต้องใช้งานตามคำแนะนำนั้น การใช้ผิดวัตถุประสงค์เป็นความรับผิดของผู้ใช้เอง

อ่านตารางนี้แล้วจะเห็นว่า สามข้อที่หนักที่สุดสำหรับองค์กรทั่วไปคือ ระบบบริหารความเสี่ยง การเก็บ log 6 เดือน และการมอบหมายผู้กำกับดูแล ทั้งสามข้อไม่ต้องซื้อซอฟต์แวร์ใหม่ก็เริ่มได้ แต่ต้องมีคนรับผิดชอบและมีเอกสารรองรับ ซึ่งเป็นงานเดียวกับที่บทความ ธรรมาภิบาล AI ในองค์กร เคยอธิบายไว้

คำเตือนด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎหมาย: ข้อกำหนดเก็บ log อย่างน้อย 6 เดือน จะเป็นปัญหาทันทีสำหรับองค์กรที่พนักงานใช้ AI ผ่านบัญชีส่วนตัวโดยที่องค์กรไม่รู้ — เพราะ log อยู่ในบัญชีของพนักงาน ไม่ได้อยู่กับองค์กร และองค์กรไม่มีทางเรียกดูย้อนหลังได้ นี่คืออาการของ Shadow AI ที่เปลี่ยนจากความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหล มาเป็นความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายโดยตรง

ค่าปรับและมาตรการบังคับ

ร่างกำหนดโทษปรับทางปกครองไว้ในช่วง 1–5 ล้านบาท ขึ้นกับลักษณะของการฝ่าฝืน นอกจากค่าปรับแล้ว ยังเปิดช่องให้ขอศาลสั่งมาตรการเพิ่มเติมได้ ซึ่งในทางธุรกิจแล้วมาตรการเหล่านี้กระทบแรงกว่าตัวเงิน เพราะหมายถึงบริการหยุดชะงัก

  • ปรับทางปกครอง 1–5 ล้านบาท — ต้นทุนโดยตรง และเป็นข้อมูลที่ผู้ตรวจสอบภายในกับคู่ค้าอาจขอดูในภายหลัง
  • ศาลสั่งระงับการให้บริการชั่วคราว — ถ้าเป็นระบบที่ใช้ในสายงานหลัก เท่ากับกระบวนการทำงานหยุด องค์กรจึงควรมีแผนสำรองแบบไม่พึ่ง AI ไว้ตั้งแต่ต้น
  • ศาลสั่งเรียกคืนผลิตภัณฑ์ — กระทบผู้พัฒนาและผู้จำหน่ายโดยตรง รวมถึงลูกค้าที่กำลังใช้งานอยู่
  • ให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบล็อกการเข้าถึง — บริการต่างประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามอาจเข้าถึงจากไทยไม่ได้ องค์กรที่พึ่งพาบริการนั้นได้รับผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ควรประเมินความเสี่ยงจากการผูกติดกับผู้ให้บริการรายเดียวไว้ล่วงหน้า

มีผลนอกราชอาณาจักร และต้องมีตัวแทนในไทย

ร่างกำหนดให้กฎหมายมีผลกับการพัฒนาหรือการนำ AI ไปใช้ที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลในประเทศไทย แม้การกระทำนั้นจะเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร และกำหนดให้ผู้ให้บริการต่างประเทศต้องแต่งตั้งผู้ประสานงานหรือตัวแทนในไทย

สำหรับองค์กรที่ใช้บริการ AI จากผู้ให้บริการต่างประเทศ ประเด็นนี้แปลเป็นคำถามเชิงปฏิบัติสองข้อ คือ ผู้ให้บริการรายนั้นมีช่องทางติดต่อในไทยหรือยัง และสัญญาที่เซ็นไว้ระบุความรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหายจากผลลัพธ์ของระบบไว้อย่างไร ทั้งสองข้อควรถูกใส่ไว้ในแบบประเมินผู้ขาย (vendor assessment) ตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ต้องรอกฎหมายบังคับใช้

ข่าวดีสำหรับองค์กรที่ทำ PDPA ไว้แล้ว: งานหลายอย่างในร่างนี้ทับซ้อนกับสิ่งที่ PDPA กำหนดไว้อยู่แล้ว ทั้งการทำทะเบียนระบบ การประเมินผลกระทบ การกำหนดผู้รับผิดชอบ และการเก็บหลักฐานการดำเนินการ องค์กรที่เคยทำแผนที่ข้อมูลเพื่อรองรับ สิทธิขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล จะพบว่าโครงสร้างเอกสารเดิมนำมาต่อยอดเป็นทะเบียน AI ได้เกือบทั้งหมด เหลือเพียงเพิ่มคอลัมน์ว่าระบบใดใช้ AI ตัดสินใจอะไรบ้าง

เช็กลิสต์ 6 ข้อที่ทำได้ทันทีระหว่างรอกฎหมาย

เนื่องจากมาตรการควบคุมความเสี่ยงจะมีผลหลังประกาศใช้ 180 วัน องค์กรจึงมีเวลาพอสมควร แต่งานที่ใช้เวลานานที่สุดคือการสำรวจว่าองค์กรใช้ AI อยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งควรเริ่มก่อนเพื่อน

  • ทำทะเบียนการใช้ AI — ไล่ว่าแต่ละฝ่ายใช้เครื่องมือ AI อะไร ทำหน้าที่อะไร ตัดสินใจแทนคนหรือแค่ช่วยร่าง และข้อมูลอะไรถูกส่งออกไปบ้าง
  • จัดกลุ่มตามความเสี่ยง — แยกให้ชัดระหว่างงานที่ AI แค่ช่วยเขียน กับงานที่ผลลัพธ์ของ AI ไปกระทบสิทธิของคน เช่น การคัดคน การให้คะแนน หรือการอนุมัติ
  • กำหนดผู้รับผิดชอบ — ระบุชื่อผู้กำกับดูแลการใช้ AI ในแต่ละสายงาน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ลอย ๆ ของฝ่ายไอที
  • วางเรื่องการเก็บบันทึก — ตรวจว่าเครื่องมือที่ใช้อยู่ให้ log ย้อนหลังได้กี่เดือน และแผนที่ใช้อยู่ครอบคลุมถึงหรือไม่ ถ้าไม่ถึง 6 เดือน ต้องวางแผนสำรอง log ออกมาเก็บเอง
  • เขียนขั้นตอนตรวจสอบผลลัพธ์ — กำหนดว่าใครเป็นผู้ตรวจก่อนนำผลลัพธ์จาก AI ไปใช้จริง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับ การตรวจสอบข้อมูลที่ AI สร้างขึ้น ก่อนนำไปใช้ในเอกสารทางการ
  • ทบทวนสัญญากับผู้ให้บริการ — ดูข้อสัญญาเรื่องการใช้ข้อมูลไปฝึกโมเดล ที่ตั้งของข้อมูล ระยะเวลาเก็บ log และช่องทางติดต่อในไทย

ระบบ ERP เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ตรงไหน

ต้องพูดกันตรง ๆ ก่อนว่า ERP ไม่ใช่ระบบกำกับดูแล AI และไม่มีปุ่มสำหรับ "ทำตาม พ.ร.บ. AI" ให้กดสำเร็จรูป แต่มีจุดหนึ่งที่ทับซ้อนกันชัดเจน คือร่างกฎหมายเรียกหาสิ่งที่ระบบบันทึกข้อมูลหลักขององค์กรมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ได้แก่ ร่องรอยว่าใครทำอะไรกับข้อมูลใดเมื่อไร และการควบคุมว่าใครมีสิทธิเข้าถึงส่วนไหน

Saeree ERP เก็บข้อมูลหลักไว้บนฐานข้อมูลชุดเดียว มีร่องรอยการบันทึกและแก้ไขรายการ พร้อมการกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้ที่ผู้ดูแลระบบขององค์กรทำเองได้ ทั้งการเพิ่มผู้ใช้ การตั้งผู้ใช้เป็น inactive และการกำหนดช่วงเวลาที่บัญชีใช้งานได้ (valid from–to) และเลือกติดตั้งได้ทั้งแบบ on-premise ในศูนย์ข้อมูลขององค์กรเอง หรือบนคลาวด์ ซึ่งเป็นคำตอบตรง ๆ เมื่อผู้ตรวจสอบถามว่าข้อมูลที่ AI เข้าถึงได้นั้นอยู่ที่ไหนและใครเข้าถึงได้บ้าง ส่วนความปลอดภัยของบัญชีผู้ใช้ ระบบรองรับ การยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA) เพื่อลดความเสี่ยงจากการสวมรอย

สิ่งที่ร่างกฎหมายเรียกหาระบบบันทึกข้อมูลหลักช่วยได้ยังต้องทำเพิ่มเอง
ร่องรอยการดำเนินการที่ตรวจสอบย้อนหลังได้มีบันทึกว่าใครสร้างหรือแก้ไขรายการใดเมื่อไรต้องเก็บ log ฝั่งเครื่องมือ AI แยกต่างหาก เพราะอยู่คนละระบบ
การควบคุมโดยมนุษย์อย่างมีความหมายขั้นตอนอนุมัติและสิทธิ์ผู้ใช้ทำให้มีคนกดยืนยันก่อนรายการมีผลจริงต้องเขียนนโยบายว่าเรื่องใดห้ามให้ AI ตัดสินโดยไม่มีคนตรวจ
รู้ว่าข้อมูลอยู่ที่ไหน ใครเข้าถึงได้ข้อมูลหลักรวมอยู่ที่เดียว กำหนดสิทธิ์รายผู้ใช้ได้ต้องสำรวจไฟล์และบริการนอกระบบที่พนักงานใช้เอง
ประเมินความเสี่ยงและมีผู้รับผิดชอบไม่ใช่หน้าที่ของระบบเป็นงานของคณะทำงานภายในและฝ่ายกฎหมายทั้งหมด

ขอบเขตที่ชัดเจน: ผู้ช่วย AI ของ Saeree ERP ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา บทความนี้จึงไม่ได้เสนอว่าระบบตอบโจทย์ร่างกฎหมายนี้ได้เอง สิ่งที่ระบบให้ได้จริงในวันนี้คือฐานข้อมูลกลาง ร่องรอยการใช้งาน และการควบคุมสิทธิ์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่คณะทำงานด้าน AI ขององค์กรต้องใช้ ส่วนการตัดสินใจว่าจะใช้ AI ตรงไหนและใครรับผิดชอบ ยังเป็นงานของคนในองค์กรเสมอ

สรุป

ร่าง พ.ร.บ. ปัญญาประดิษฐ์ ฉบับที่เผยแพร่เมื่อ 2 กรกฎาคม 2569 วางกรอบไว้ตามระดับความเสี่ยง แบ่ง AI เป็นระบบต้องห้าม ระบบความเสี่ยงสูง และระบบที่ต้องแจ้งหรือขออนุญาต พร้อมเขียนหน้าที่ของผู้นำ AI ไปใช้แยกจากผู้พัฒนาอย่างชัดเจน ซึ่งหมายความว่าองค์กรที่แค่ซื้อ AI มาใช้ก็มีภาระหน้าที่ด้วย

สามข้อที่กระทบธุรกิจทั่วไปมากที่สุดคือ ต้องมีระบบบริหารความเสี่ยงในระดับการใช้งานของตนเอง ต้องเก็บบันทึกการทำงานไว้อย่างน้อย 6 เดือน และต้องมีผู้กำกับดูแลที่ระบุตัวได้ ทั้งสามข้อเริ่มทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอกฎหมายบังคับใช้ และงานที่ควรเริ่มก่อนคือการทำทะเบียนว่าองค์กรใช้ AI อยู่ที่ไหนบ้าง เพราะเป็นงานที่ใช้เวลานานที่สุดและเป็นฐานของทุกอย่างที่เหลือ

"กฎหมาย AI ไม่ได้ถามว่าองค์กรใช้ AI เก่งแค่ไหน แต่ถามว่าองค์กรตอบได้ไหมว่าใครเป็นคนตัดสินใจ และมีหลักฐานอยู่ที่ไหน"

- ทีมงาน Saeree ERP

แหล่งอ้างอิง

ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดเมื่อ 20 กรกฎาคม 2569 — เอกสารยังอยู่ในขั้นร่างรับฟังความคิดเห็น

สนใจระบบ ERP สำหรับองค์กรของคุณ?

ก่อนจะกำกับดูแล AI ได้ องค์กรต้องรู้ก่อนว่าข้อมูลหลักอยู่ที่ไหนและใครเข้าถึงได้บ้าง ปรึกษาทีมงาน Grand Linux Solution เรื่องการรวมข้อมูลไว้ในระบบเดียว พร้อมการกำหนดสิทธิ์และร่องรอยการใช้งาน — ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ขอ Demo ฟรี

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

Saeree ERP Author

เกี่ยวกับผู้เขียน

ไพฑูรย์ บุตรี

ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเน็ตเวิร์คและระบบความปลอดภัยเซิร์ฟเวอร์ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด