- 26
- กรกฎาคม
การล่มสลายของประชากร (Population Collapse) คือภาวะที่จำนวนประชากรของประเทศลดลงต่อเนื่อง เพราะอัตราการเกิดต่ำกว่าระดับทดแทน (2.1 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน) ติดต่อกันนานจนโครงสร้างอายุพลิกกลับไม่ทัน — และสำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ไม่ใช่การคาดการณ์อนาคตอีกต่อไป แต่เกิดขึ้นแล้วมาห้าปีติด
บทความนี้เป็นตอนที่ 1 ของซีรีส์ 3 ตอน ว่าด้วยวิกฤตประชากรกับธุรกิจไทย ตอนแรกนี้จะตอบคำถามเดียวให้ชัด — ตัวเลขจริงบอกอะไร และทำไมเจ้าของธุรกิจจะเป็นกลุ่มแรกที่รู้สึกถึงมันผ่านการ "หาคนไม่ได้" ซึ่งเป็นอาการเดียวกับที่เคยเล่าไว้ในบทความ ไทยขาดบุคลากร AI 80,000 คน แต่คราวนี้ไม่ได้ขาดเฉพาะสายเทคโนโลยี
สรุปบรรทัดเดียว: ปี 2568 คนไทยเกิด 416,574 คน แต่เสียชีวิต 559,684 คน — ติดลบ 143,110 คน เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน แปลว่าฐานแรงงานของประเทศกำลังหดลงจริง ไม่ใช่แค่ "โตช้าลง"
ตัวเลขที่บอกว่าวิกฤตเกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่กำลังจะเกิด
คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่า "สังคมสูงวัย" เป็นปัญหาของอีก 10-20 ปีข้างหน้า แต่สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองบอกอีกอย่าง — ประเทศไทยมีคนตายมากกว่าคนเกิดมาแล้ว 5 ปีติดต่อกัน และช่องว่างกำลังถ่างขึ้นทุกปี
| ตัวชี้วัด | ค่าล่าสุด | ความหมายต่อธุรกิจ |
|---|---|---|
| เด็กเกิดใหม่ ปี 2568 | 416,574 คน — ต่ำสุดในรอบ 75 ปี | คือขนาดของแรงงานที่จะเข้าตลาดในปี 2586-2590 |
| ผู้เสียชีวิต ปี 2568 | 559,684 คน | ส่วนใหญ่คือคนที่ออกจากตลาดแรงงานไปแล้ว |
| ส่วนต่าง เกิด-ตาย | ติดลบ 143,110 คน (ปีที่ 5) | ฐานประชากรหดจริง ไม่ใช่แค่โตช้า |
| ประชากรรวม ปี 2569 | 65.8 ล้านคน | IPSR คาดเหลือ 61.6 ล้านในปี 2577 หากอัตราเจริญพันธุ์ลงใกล้ 0.7 |
| กำลังแรงงาน (มี.ค. 2569) | 42.14 ล้านคน | ผู้มีงานทำ 41.29 ล้านคน — เหลือ "คนว่าง" ให้จ้างน้อยมาก |
| ผู้สูงอายุ 60+ | จะเกิน 28% ภายใน 10 ปี | ไทยเข้าสู่ super-aged society เต็มตัว |
ตัวเลข 416,574 คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด เด็กที่เกิดในปี 2568 จะเริ่มทำงานราวปี 2590 นั่นแปลว่าขนาดของแรงงานไทยในอีก 20 ปีข้างหน้าถูกล็อกไว้แล้ววันนี้ ไม่ว่านโยบายส่งเสริมการมีบุตรจะสำเร็จแค่ไหนก็เปลี่ยนตัวเลขช่วงนั้นไม่ได้ นี่คือสิ่งที่นักประชากรศาสตร์เรียกว่า "แรงเฉื่อยประชากร" (population momentum) — เมื่อฐานพีระมิดแคบลงแล้ว มันจะแคบต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งชั่วอายุคน
ไทยไม่ได้ "กำลังจะเป็นญี่ปุ่น" — เราแซงไปแล้ว
ภาพจำที่ติดอยู่ในหัวผู้บริหารไทยหลายคนคือ "อีกหน่อยเราจะเป็นเหมือนญี่ปุ่น" ความจริงคือเราแซงญี่ปุ่นไปแล้วในด้านที่ไม่ควรแซง สารประชากรของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2569 รายงานอัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ของไทยที่ 0.86 ลดจาก 1.0 ในปี 2567
| ประเทศ | อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) | สถานะ |
|---|---|---|
| เกาหลีใต้ | 0.72 | ต่ำที่สุดในโลก — ประชากร 51.6 ล้าน จะเหลือ 46 ล้านในปี 2593 |
| ไทย | 0.86 | อยู่ในกลุ่มต่ำที่สุดของโลก แต่รายได้ต่อหัวต่ำกว่าทุกประเทศในตารางนี้ |
| จีน | 1.09 | ประชากรจะหายไปราว 250 ล้านคนภายในปี 2593 |
| ญี่ปุ่น | 1.37 | 122 ล้าน จะเหลือ 100 ล้านในปี 2593 |
| ระดับทดแทน | 2.10 | ระดับที่ประชากรจะคงตัวโดยไม่ต้องพึ่งการย้ายถิ่น |
หมายเหตุเรื่องตัวเลข: TFR ของแต่ละประเทศคำนวณจากฐานข้อมูลและปีที่ต่างกัน ตัวเลข 0.86 ของไทยมาจากสารประชากร ม.มหิดล ปี 2569 ซึ่งอิงการเกิดที่จดทะเบียน ขณะที่บางแหล่งยังรายงานไทยที่ราว 1.0 ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ทศนิยม แต่คือทุกแหล่งตรงกันว่าไทยอยู่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของระดับทดแทน
ความต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างไทยกับญี่ปุ่น เกาหลี หรือสิงคโปร์ ไม่ใช่ตัวเลข TFR แต่คือรายได้ต่อหัวตอนที่ประเทศเข้าสู่ภาวะนี้ ญี่ปุ่นแก่ตอนที่เป็นประเทศรายได้สูงแล้ว เกาหลีใต้ก็เช่นกัน ส่วนไทยกำลังแก่ในขณะที่ยังเป็นประเทศรายได้ปานกลาง — ในวงวิชาการเรียกภาวะนี้ว่า "แก่ก่อนรวย" และมันแปลตรงๆ ว่าเรามีเวลาและงบประมาณสำหรับแก้ปัญหาน้อยกว่าประเทศที่เดินทางนี้มาก่อน
The Great Mismatch — ตำแหน่งว่างเต็มไปหมด แต่ไม่มีคนสมัคร
สำหรับเจ้าของธุรกิจ วิกฤตประชากรไม่ได้มาถึงในรูปข่าวสถิติ แต่มาถึงในรูปประกาศรับสมัครงานที่แขวนไว้สามเดือนแล้วยังไม่มีคนที่ใช่ ข้อมูลตลาดแรงงานยืนยันความรู้สึกนี้ตรงๆ
| ข้อมูลตลาดแรงงาน | ตัวเลข |
|---|---|
| ตำแหน่งว่างที่จดทะเบียน (ก.พ. 2569) | 33,187 ตำแหน่ง (เพิ่มจาก 31,172 ในเดือน ม.ค.) |
| ความขาดแคลนรวมในภาคหลักของประเทศ | กว่า 300,000 ตำแหน่ง — ก่อสร้างได้รับผลกระทบหนักที่สุด |
| ภาคการผลิต ต้นปี 2567 | ตำแหน่งว่าง ~87,000 แต่ผู้สมัครที่ลงทะเบียนมีเพียง ~25,000 |
| ตำแหน่งที่ขาดหนักที่สุด | ระดับกลาง — ช่างเทคนิค หัวหน้างาน ซ่อมบำรุง วิศวกรการผลิต |
| นายจ้างในเอเชียแปซิฟิกที่หาคนทักษะไม่ได้ | 77% (ผลสำรวจ ManpowerGroup ปี 2568) |
สังเกตบรรทัดที่สาม — ตำแหน่งว่างในภาคผลิตมีมากกว่าผู้สมัครที่ลงทะเบียนราว 3.5 เท่า นี่ไม่ใช่ปัญหาค่าจ้างอย่างเดียว และไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยการโพสต์ประกาศเพิ่ม เพราะคนที่จะมาสมัครนั้น "ไม่มีอยู่จริง" ในเชิงประชากรศาสตร์
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้เจ็บกว่าที่คิดคือ ตำแหน่งที่ขาดหนักที่สุดเป็นตำแหน่งระดับกลาง — ช่างเทคนิค หัวหน้างาน คนคุมไลน์ผลิต คนดูแลระบบซ่อมบำรุง กลุ่มนี้คือคนที่ต้องใช้เวลาสร้างหลายปี ไม่ใช่จ้างวันนี้แล้วพรุ่งนี้ทำงานได้ และเป็นกลุ่มเดียวกับที่ถือ "ความรู้ที่ไม่ได้อยู่ในเอกสาร" ของบริษัทไว้มากที่สุด ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เคยเล่าไว้ในบทความ คนเก่าลาออก ระบบก็ล่มตาม
ความเสี่ยงที่ประเมินต่ำเกินไป: องค์กรจำนวนมากวางแผนกำลังคนโดยสมมติว่า "ถ้าคนลาออก เดี๋ยวก็หาใหม่ได้" สมมติฐานนี้ใช้ได้ในตลาดที่มีคนเหลือ แต่ในตลาดที่ตำแหน่งว่างมากกว่าผู้สมัคร 3.5 เท่า การสูญเสียหัวหน้างานหนึ่งคนอาจหมายถึงไลน์ผลิตเดินไม่เต็มกำลังนานหลายเดือน
ทำไมเจ้าของธุรกิจจะรู้สึกก่อนใคร
ประชากรลดลงส่งผลกระทบเป็นลำดับ และภาคธุรกิจอยู่ต้นแถวเสมอ เพราะบริษัทต้องจ้างคนทุกเดือน ขณะที่ผลกระทบด้านงบประมาณภาครัฐหรือระบบบำนาญจะปรากฏชัดช้ากว่าหลายปี อาการที่เจ้าของธุรกิจไทยเริ่มเจอแล้วมีดังนี้
- เวลาในการปิดตำแหน่งยาวขึ้น — ตำแหน่งเดิมที่เคยหาคนได้ใน 3-4 สัปดาห์ กลายเป็นหลายเดือน
- ค่าจ้างขยับขึ้นโดยที่ผลิตภาพเท่าเดิม — แย่งคนกันในสระที่เล็กลง ต้นทุนขึ้นแต่ผลผลิตต่อคนไม่ได้ขึ้นตาม
- อายุเฉลี่ยของทีมสูงขึ้นทุกปี — โดยไม่มีรุ่นถัดไปมารับช่วง
- งานกระจุกที่คนไม่กี่คน — เพราะไม่มีคนใหม่มาแบ่ง ทำให้ความเสี่ยงเรื่อง งานเร่งด่วนที่ต้องรอคนคนเดียว รุนแรงขึ้น
- ตลาดในประเทศเริ่มไม่โต — จำนวนผู้บริโภคที่ลดลงกระทบธุรกิจที่พึ่งตลาดในประเทศเป็นหลักก่อนธุรกิจส่งออก
ต้นทุนที่มองไม่เห็น: เส้นกราฟการเติบโตที่ลาดลงเรื่อยๆ
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เผยแพร่การวิเคราะห์โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่ชี้ว่าอัตราการเติบโตของ GDP ไทยลดลงเป็นขั้นบันไดมาตลอดสามทศวรรษ และคาดว่า "จะลดลงต่อเนื่องเป็นช่วงๆ อย่างน้อยจนถึงปี ค.ศ. 2080"
| ช่วงเวลา | อัตราการเติบโต GDP เฉลี่ย |
|---|---|
| พ.ศ. 2536-2539 | 7.3% |
| พ.ศ. 2542-2550 | 5.3% |
| พ.ศ. 2553-2562 (ก่อนโควิด) | 3.2% |
| พ.ศ. 2565-2567 (หลังโควิด) | 2.3% |
ประชากรไม่ใช่สาเหตุเดียว TDRI ระบุจุดอ่อนเชิงโครงสร้างไว้สิบด้าน แต่ด้านแรงงานอยู่ในลำดับต้น ร่วมกับผลิตภาพการผลิตรวม (TFP) ที่ตกจาก 2.0% ต่อปีในช่วง 2558-2562 เหลือ 1.34% หลังโควิด และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับ 90% ของ GDP ซึ่งกดกำลังซื้อในประเทศอีกชั้นหนึ่ง
ตรงนี้คือประเด็นที่ควรจำ: เมื่อจำนวนแรงงานหดลง ทางเดียวที่เศรษฐกิจ (และบริษัทหนึ่งบริษัท) จะไม่หดตามคือผลผลิตต่อคนต้องเพิ่มขึ้น ไม่มีทางเลือกที่สาม ถ้าคนน้อยลง 10% แล้วผลิตภาพเท่าเดิม ผลผลิตก็ลดลง 10% — เลขคณิตง่ายๆ ที่แผนธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่ได้ใส่เข้าไป
เรื่องนี้เกี่ยวกับระบบ ERP อย่างไร (แบบตรงไปตรงมา)
ขอพูดให้ชัดก่อน: ระบบ ERP ไม่ได้เพิ่มจำนวนคนในตลาดแรงงาน และไม่ได้ทำให้คนที่ลาออกกลับมา ใครที่เสนอขายซอฟต์แวร์โดยบอกว่าจะแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานให้ได้ทั้งหมด คือการขายเกินจริง
สิ่งที่ระบบทำได้จริงคือลดจำนวนคนที่ต้องใช้ต่อหนึ่งธุรกรรม และเก็บกระบวนการทำงานไว้ในระบบแทนที่จะอยู่ในหัวคน ตัวอย่างที่จับต้องได้:
- งานคีย์ซ้ำหายไป — ข้อมูลใบสั่งซื้อที่เคยถูกคีย์ใหม่ในฝ่ายจัดซื้อ คลัง และบัญชี กลายเป็นการคีย์ครั้งเดียว ปัญหานี้เป็นเรื่องเดียวกับที่เล่าไว้ในบทความ ความเสี่ยงของการบริหารด้วย Excel
- สิทธิ์และขั้นตอนอยู่ในระบบ ไม่ใช่ในตัวบุคคล — ผู้ดูแลระบบเพิ่มผู้ใช้ กำหนดสิทธิ์ ตั้ง valid from-to หรือ inactive ผู้ใช้ที่ลาออกได้เอง เมื่อคนเปลี่ยน งานไม่หยุด
- รายงานที่เคยรอคนทำ กลายเป็นดึงเองได้ — ลดภาระของทีมที่เหลือน้อยลง
- ความรู้เรื่องกระบวนการถูกบันทึกไว้ — เมื่อพนักงานอาวุโสเกษียณ ขั้นตอนการทำงานยังอยู่ ซึ่งจะสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุเฉลี่ยของทีมสูงขึ้น
สำหรับ Saeree ERP เอง ส่วนของ AI Assistant ยังอยู่ในช่วงพัฒนาและฝึกระบบ เราจึงไม่เคลมว่ามีผู้ช่วย AI ที่ใช้งานได้เต็มรูปแบบแล้ว สิ่งที่ระบบทำได้วันนี้คือส่วนที่เป็นพื้นฐาน — ทำให้ข้อมูลอยู่ที่เดียว ลดงานซ้ำ และทำให้กระบวนการเดินต่อได้แม้คนเปลี่ยน ถ้าองค์กรยังไม่มีฐานนี้ การพูดถึง AI ก็ยังเร็วเกินไป เรื่องนี้เชื่อมกับที่เคยเขียนไว้ใน AI จะแทนที่คนทำงานบัญชีหรือไม่
สรุป
วิกฤตประชากรของไทยไม่ใช่หัวข้อสัมมนาเชิงวิชาการอีกต่อไป มันคือเหตุผลเชิงโครงสร้างว่าทำไมประกาศรับสมัครงานของคุณถึงเงียบ และทำไมมันจะเงียบกว่านี้ในอีกห้าปีข้างหน้า
| สมมติฐานเดิมที่ใช้ไม่ได้แล้ว | สิ่งที่ต้องเปลี่ยนเป็น |
|---|---|
| "คนลาออก เดี๋ยวก็หาใหม่ได้" | วางแผนโดยสมมติว่าหาแทนไม่ได้ — รักษาคนที่มี และกระจายความรู้ออกจากตัวบุคคล |
| "โตด้วยการเพิ่มคน" | โตด้วยผลผลิตต่อคนที่สูงขึ้น เพราะจำนวนคนจะไม่เพิ่มอีกแล้ว |
| "ตลาดในประเทศยังโตได้เรื่อยๆ" | จำนวนผู้บริโภคกำลังลด — ต้องมองตลาดที่ประชากรยังโต |
| "ปัญหานี้เป็นเรื่องของอีก 20 ปี" | เกิดขึ้นแล้ว 5 ปี และตัวเลขของ 20 ปีข้างหน้าถูกล็อกไว้ตั้งแต่วันนี้ |
ตอนที่ 2 ของซีรีส์นี้จะพาไปดูแผนที่ประชากรโลกในอีก 5, 10, 15 และ 20 ปีข้างหน้า — ประเทศไหนที่แรงงานยังโต ประเทศไหนที่หดเร็วกว่าไทย และเรื่องนี้เปลี่ยนโจทย์เรื่องตลาด ฐานผลิต และคู่แข่งของธุรกิจไทยอย่างไร ส่วนตอนที่ 3 จะลงรายละเอียดว่าประเทศและองค์กรควรทำอะไรในแต่ละช่วงเวลา
"คลื่นการทำงานอัตโนมัติรอบก่อนๆ ขับเคลื่อนด้วยการลดต้นทุน รอบนี้ขับเคลื่อนด้วยการไม่มีคนให้จ้าง — และนั่นทำให้มันเป็นเรื่องที่เลื่อนออกไปไม่ได้"
- ทีมงาน Saeree ERP
แหล่งอ้างอิง
- กรุงเทพธุรกิจ — ปี 68 เด็กเกิดใหม่ต่ำสุดรอบ 75 ปี เสียชีวิตมากกว่าเกิดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 (อ้างสถิติทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย)
- Thai PBS — กอช. เตือนวิกฤตประชากรปี 69 คนไทยตายมากกว่าเกิดต่อเนื่องปีที่ 5
- สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569 — สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (IPSR)
- TDRI — Structural Challenges for the Thai Economy (มีนาคม 2569)
- Trading Economics — Thailand Job Vacancies
- aplus career — Why Thailand's Manufacturing Sector Is Facing a Talent Bottleneck
- Policy Watch Thai PBS — คนไทย 40 ล้านเป็นผู้มีงานทำ ทำอะไรและอยู่ที่ไหน
- GIS Reports — An Asian demographic decline deepens in three nations
สนใจระบบ ERP สำหรับองค์กรของคุณ?
ปรึกษาทีมงาน Saeree ERP ว่าองค์กรของคุณลดงานซ้ำซ้อนและเก็บกระบวนการทำงานไว้ในระบบได้ตรงจุดไหนบ้าง ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
ขอ Demo ฟรีโทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com




