02-347-7730  |  Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ติดต่อเรา

LIFO คืออะไร? — และทำไมเลิกใช้

LIFO Last In First Out วิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือ
  • 26
  • เมษายน
สำหรับผู้ใช้งาน

LIFO คืออะไร? — และทำไม IFRS/TFRS ห้ามใช้ตั้งแต่ปี 2003

เวลาเรียนวิชาบัญชีต้นทุน นักศึกษาจะได้ยิน 3 วิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือคู่กันเสมอคือ FIFO, LIFO และ WMA แต่พอเข้าทำงานจริงในประเทศไทยจะพบว่า ระบบ ERP ส่วนใหญ่ ไม่มีตัวเลือก LIFO ให้เลย เพราะมาตรฐาน TFRS (และ IFRS ระดับสากล) ห้ามใช้มาเกือบ 20 ปีแล้ว บทความนี้อธิบายว่า LIFO คืออะไร ใช้แล้วเกิดอะไรขึ้น และทำไมโลกถึงทยอยเลิกใช้

สรุปสั้น: LIFO (Last In, First Out) หรือ "วิธีเข้าใหม่สุด-ออกก่อน" คือวิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือที่สมมติว่าสินค้าล็อตล่าสุดที่ซื้อเข้าจะถูกขาย/ใช้ก่อน ในช่วงเงินเฟ้อจะทำให้ COGS สูง กำไรต่ำ ภาษีต่ำ — เป็นเหตุให้สหรัฐฯ ยังเก็บไว้ใน US GAAP แต่ IFRS ห้ามใช้ตั้งแต่ปี 2003 และ TFRS (TAS 2) ของไทยก็ห้ามตาม เพราะ LIFO ไม่สะท้อนการไหลของสินค้าจริง ทำให้ Inventory บน Balance Sheet ผิดเพี้ยน และเปิดช่องบิดเบือนกำไรปลายปีได้

LIFO คืออะไร?

LIFO (Last In, First Out) หรือ "วิธีเข้าใหม่สุด-ออกก่อน" เป็นวิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือที่สมมติว่า สินค้าล็อตล่าสุดที่ซื้อเข้าคลัง จะถูกขาย/เบิกใช้ออกก่อน ส่วนของล็อตเก่าจะค้างอยู่ในสต็อก ซึ่งตรงข้ามกับ FIFO (First In, First Out) ที่ของเก่าออกก่อน และต่างจาก WMA ที่เฉลี่ยทุกครั้งที่ซื้อเข้า

คำที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่ใกล้เคียง LIFO มากที่สุดคือ "Stack" หรือ "การวางซ้อน" — เหมือนวางจานในตู้ จานที่วางบนสุดคือจานที่หยิบใช้คนแรก ส่วนจานล่างสุดคืออยู่ในตู้นานที่สุด

สูตรการคำนวณ LIFO

COGS = (จำนวนที่ขาย) × (ต้นทุนของล็อตล่าสุดที่ยังเหลือ)
Inventory คงเหลือ = ต้นทุนของล็อตเก่าสุดที่ยังไม่ได้ตัดออก

เมื่อมีการขาย ระบบจะ "ตัดออก" จากล็อตล่าสุดก่อน หากล็อตล่าสุดหมดแล้วจึงไล่ตัดล็อตก่อนหน้าตามลำดับย้อนกลับ

ตัวอย่างการคำนวณ — เทียบ FIFO vs LIFO vs WMA ในช่วงเงินเฟ้อ

สมมติร้านค้าวัสดุก่อสร้างเริ่มเดือนด้วยปูนซีเมนต์ 100 ถุง @ 150 บาท ระหว่างเดือนซื้อเข้า 2 ครั้ง จากนั้นขายออก 100 ถุง:

วันที่ รายการ จำนวน × ราคา มูลค่ารวม (บาท)
1 เม.ย.ยอดยกมา100 × 15015,000
10 เม.ย.ซื้อเข้าล็อต A (เงินเฟ้อ)100 × 18018,000
20 เม.ย.ซื้อเข้าล็อต B (เงินเฟ้อต่อ)100 × 22022,000
30 เม.ย. — ขายออก 100 ถุง @ ราคาขาย 250 บาท → รายได้ 25,000 บาท?

คำนวณ COGS ของ 100 ถุงที่ขาย ด้วย 3 วิธี:

วิธี ใช้ต้นทุนของล็อตไหน COGS กำไรขั้นต้น Inventory คงเหลือ
FIFOของเก่าสุด (1 เม.ย. @ 150)15,00010,000200 × ราคาใหม่ ≈ 40,000
WMAเฉลี่ย: (15,000+18,000+22,000) ÷ 300 = 183.3318,3336,667200 × 183.33 ≈ 36,667
LIFOของใหม่สุด (20 เม.ย. @ 220)22,0003,000ของเก่าค้าง: 100×150 + 100×180 = 33,000

สังเกต 2 จุดสำคัญ

  • กำไรขั้นต้น LIFO ต่ำสุด (3,000) เทียบกับ FIFO (10,000) — ในช่วงเงินเฟ้อ LIFO ทำให้บริษัทเสียภาษีน้อยลง 30-70% (เป็นเหตุผลที่ US ยังใช้)
  • Inventory บน Balance Sheet ของ LIFO เก็บราคาเก่ามาก (33,000) ทั้งที่ราคาตลาดปัจจุบันคือ 220 บาท/ถุง — มูลค่าจริงควรอยู่ใกล้ 44,000 → ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงสูง

ทำไม LIFO ทำให้ภาษีต่ำในช่วงเงินเฟ้อ

หลักคิดง่ายๆ: ภาษีคิดจากกำไร กำไรคิดจาก รายได้ − ต้นทุน (COGS) ดังนั้น ถ้า COGS สูง = กำไรต่ำ = ภาษีต่ำ

ในช่วงเงินเฟ้อ ราคาซื้อใหม่จะสูงกว่าราคาเก่าเสมอ — LIFO เลือกใช้ต้นทุนใหม่ที่แพงเป็น COGS จึงได้ COGS สูงกว่า FIFO/WMA โดยอัตโนมัติ ในระยะยาว LIFO Reserve (ส่วนต่างจาก FIFO) จะสะสมเป็นพันล้านดอลลาร์สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ — ตัวอย่างจริงคือ ExxonMobil รายงาน LIFO Reserve ราว $15-20 พันล้าน ในช่วงราคาน้ำมันสูง (ภาษีที่ "เลื่อนการจ่าย" ออกไป)

3 เหตุผลที่ IFRS / TFRS ห้ามใช้ LIFO

เหตุผล คำอธิบาย
1. ไม่สะท้อนการไหลของสินค้าจริง ในชีวิตจริงไม่มีคลังสินค้าไหนเอาของใหม่สุดออกก่อน — โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร/ยา/เคมีที่ของเก่าจะหมดอายุ FIFO ใกล้เคียงความจริงมากกว่า ส่วน LIFO เป็นเพียง สมมติฐานทางบัญชี ที่ไม่ตรงพฤติกรรมจริง
2. Balance Sheet เพี้ยน เมื่อ LIFO ปล่อยให้สินค้าล็อตเก่าค้างในสต็อก มูลค่า Inventory บน Balance Sheet จะเก็บราคาเก่าค้างไว้นานหลายสิบปีได้ (เรียกว่า "LIFO Liquidation Layer") ทำให้ผู้อ่านงบการเงินเข้าใจผิดว่ามูลค่าทรัพย์สินจริงต่ำกว่าที่ควรเป็น
3. เปิดช่องบิดเบือนกำไร บริษัทสามารถใช้ LIFO เพื่อ "จัดการกำไร" ปลายปีได้ — ถ้าอยากให้กำไรสูงขึ้นก็ "ขายลึก" ให้ทะลุล็อตเก่าราคาถูก (LIFO Liquidation) เพื่อดึงต้นทุนเก่าราคาถูกออกมาเป็น COGS หรือถ้าอยากกดกำไรก็สั่งซื้อล็อตใหม่ราคาแพงปลายเดือน — เปิดช่องให้ Window Dressing ได้

Timeline การยกเลิก LIFO ในระดับโลก

  • ปี 1973-1976: IASC (ผู้ตั้งต้น IFRS) ออก IAS 2 ฉบับแรก ยังอนุญาต LIFO
  • ปี 2003: IASB ปรับปรุง IAS 2 (revised) — ห้ามใช้ LIFO อย่างเด็ดขาด มีผลบังคับใช้ปี 2005
  • ปี 2552 (2009): ประเทศไทยรับ IAS 2 มาเป็น TAS 2 ผ่านสภาวิชาชีพบัญชี — ห้าม LIFO ตามไปด้วย
  • ปี 2554 (2011): TAS 2 ฉบับปรับปรุงครั้งล่าสุด ยังคงห้ามใช้ LIFO
  • ปี 2025: US GAAP ยังคงอนุญาต LIFO เป็นมาตรฐานเดียวในโลกที่เหลือใช้ได้ (มีข้อเสนอเลิกใช้หลายครั้งแต่ติด lobbying ของบริษัทน้ำมัน)

ทำไม US GAAP ยังอนุญาต — และ LIFO Reserve คืออะไร

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเดียวที่ยังอนุญาต LIFO เพราะข้อตกลงทางภาษีที่เรียกว่า "LIFO Conformity Rule" — ถ้าบริษัทใช้ LIFO เพื่อรายงานภาษี ต้องใช้ LIFO ในงบการเงินด้วย ทำให้บริษัทใหญ่ๆ (Oil/Gas, Chemicals, Manufacturing) ที่ได้ประโยชน์ทางภาษีจาก LIFO ออกมาคัดค้านการเลิกใช้ทุกครั้งที่ FASB เสนอ

เพื่อชดเชยปัญหา Balance Sheet เพี้ยน บริษัทที่ใช้ LIFO ต้องเปิดเผย "LIFO Reserve" ใน Notes to Financial Statements ทุกครั้ง — ตัวเลขนี้คือส่วนต่างระหว่าง Inventory ตาม LIFO กับ Inventory ตาม FIFO หากต้องการดู "มูลค่าจริง" ของ Inventory ผู้อ่านงบสามารถบวก LIFO Reserve กลับเข้าไปได้

LIFO Reserve = Inventory ตาม FIFO − Inventory ตาม LIFO
Inventory ที่แท้จริง (ใกล้เคียงตลาด) ≈ Inventory ตาม LIFO + LIFO Reserve

ผลกระทบกับองค์กรไทย

  • บริษัทไทยทั่วไป: ห้ามใช้ LIFO ในการจัดทำงบการเงินตาม TFRS — เลือกได้แค่ FIFO, WMA หรือ Specific Identification
  • บริษัทไทยที่มี Subsidiary ในสหรัฐฯ: Subsidiary อาจใช้ LIFO ตาม US GAAP ได้ แต่เวลาทำ Consolidated Financial Statements ต้อง แปลงเป็น FIFO/WMA ก่อน รวมงบ (มี LIFO-to-FIFO Adjustment)
  • บริษัทไทยที่จดทะเบียนใน NYSE/NASDAQ: ใช้ US GAAP ได้ — แต่ต้อง Reconcile กลับเป็น IFRS หากนักลงทุนเรียกร้อง
  • ผู้ใช้ ERP ในไทย: ระบบ ERP ที่ขายในไทยส่วนใหญ่ ไม่มีตัวเลือก LIFO ให้เลือก เพราะรู้ว่าใช้ไม่ได้ตามมาตรฐาน — Saeree ERP ก็เช่นกัน รองรับเฉพาะ FIFO + WMA

LIFO ในระบบ Saeree ERP — ไม่รองรับโดยตั้งใจ

ระบบ Saeree ERP เลือกที่จะ ไม่รองรับ LIFO เพราะเป็นไปตามมาตรฐาน TFRS ที่ห้ามใช้สำหรับงบการเงินขององค์กรไทย แทนที่จะให้ตัวเลือกที่ใช้ไม่ได้ Saeree ERP เน้นทำ FIFO และ WMA ให้แม่นยำและครอบคลุมทุกกรณี

หากองค์กรใช้สินค้าหลายประเภทผสมกัน Saeree ERP รองรับการตั้งค่าวิธีคิดต้นทุน แยกตามประเภทสินค้าหรือแยกคลัง ได้ — เช่น สินค้าทั่วไปใช้ WMA, ยา/อาหารใช้ FIFO เพื่อตรวจวันหมดอายุ ทำให้ปฏิบัติตาม TAS 2 ได้ครบถ้วนโดยไม่ต้องเสีย flexibility

แหล่งอ้างอิง

สนใจระบบ ERP สำหรับองค์กรของคุณ?

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจาก Grand Linux Solution

ขอข้อมูลเพิ่มเติม

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

Saeree ERP Author

เกี่ยวกับผู้เขียน

สุรีระยา ลิ้มไพบูลย์

กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด และผู้ก่อตั้ง Saeree ERP พร้อมให้คำปรึกษาและบริการด้านระบบ ERP ครบวงจร