02-347-7730  |  Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ติดต่อเรา

WMA (Weighted Moving Average) คืออะไร?

WMA Weighted Moving Average วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
  • 21
  • เมษายน
สำหรับผู้ใช้งาน

WMA (Weighted Moving Average) คืออะไร? — วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก คำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ

เมื่อพูดถึงการคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือ นักบัญชีและผู้ใช้งานระบบ ERP จะได้ยินคำว่า WMA หรือ Weighted Moving Average บ่อยครั้ง วิธีนี้คือหนึ่งในวิธีคิดต้นทุนที่นิยมที่สุดในระบบ ERP ของไทย เพราะคำนวณง่าย ยุติธรรม และเป็นไปตามมาตรฐานบัญชี TAS 2 บทความนี้อธิบายความหมาย สูตร พร้อมตัวอย่างการคำนวณทีละขั้น

สรุปสั้น: WMA (Weighted Moving Average) หรือ "วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก" คือวิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือโดยหาราคาเฉลี่ยใหม่ทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้าเข้า โดยใช้สูตร (ต้นทุนรวมเดิม + ต้นทุนซื้อใหม่) ÷ จำนวนรวม ทำให้สินค้าทุกชิ้นในคลังมีต้นทุนเฉลี่ยเดียวกันจนกว่าจะมีการซื้อล็อตใหม่

WMA คืออะไร?

WMA (Weighted Moving Average) หรือในภาษาไทยเรียกว่า "วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักแบบเคลื่อนที่" เป็นวิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือที่กำหนดให้สินค้าทุกชิ้นมีต้นทุนเฉลี่ยเดียวกัน โดยจะคำนวณค่าเฉลี่ยใหม่ทุกครั้งที่มีการรับสินค้าเข้าคลัง (Goods Receipt) ซึ่งต่างจาก FIFO (First-In First-Out) ที่จะคิดต้นทุนตามลำดับการซื้อเข้าก่อน-ออกก่อน

คำว่า "Moving" หมายถึงค่าเฉลี่ยจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามการรับเข้าใหม่ ส่วน "Weighted" หมายถึงค่าเฉลี่ยถูกถ่วงด้วยจำนวนชิ้น ไม่ใช่เฉลี่ยจากราคาต่อหน่วยอย่างเดียว

สูตรการคำนวณ WMA

ต้นทุนเฉลี่ยใหม่ = (ต้นทุนรวมเดิม + ต้นทุนซื้อใหม่) ÷ (จำนวนเดิม + จำนวนซื้อใหม่)

เมื่อมีการขายหรือเบิกใช้ ต้นทุนที่บันทึกในบัญชีต้นทุนขาย (COGS) จะใช้ราคาเฉลี่ยล่าสุด คูณกับจำนวนที่ขาย โดยไม่ต้องไล่ดูว่าเป็นล็อตไหน

ตัวอย่างการคำนวณ WMA ทีละขั้น

สมมติร้านค้าวัสดุก่อสร้างซื้อปูนซีเมนต์ตามนี้:

วันที่ รายการ จำนวน (ถุง) ราคา/ถุง (บาท) ยอดคงเหลือ (ถุง) ต้นทุนเฉลี่ย (บาท/ถุง)
1 เม.ย.ยอดยกมา100150100150.00
5 เม.ย.ซื้อเข้า50180150160.00
10 เม.ย.ขายออก80(ใช้ 160)70160.00
15 เม.ย.ซื้อเข้า30200100172.00
20 เม.ย.ขายออก40(ใช้ 172)60172.00

วิธีคำนวณแต่ละขั้น:

  • 5 เม.ย. (ซื้อเข้า 50 ถุง @ 180): ต้นทุนรวม = (100 × 150) + (50 × 180) = 15,000 + 9,000 = 24,000 บาท ÷ 150 ถุง = 160 บาท/ถุง
  • 10 เม.ย. (ขายออก 80 ถุง): COGS = 80 × 160 = 12,800 บาท คงเหลือ 70 ถุง × 160 = 11,200 บาท
  • 15 เม.ย. (ซื้อเข้า 30 ถุง @ 200): ต้นทุนรวม = 11,200 + (30 × 200) = 11,200 + 6,000 = 17,200 บาท ÷ 100 ถุง = 172 บาท/ถุง
  • 20 เม.ย. (ขายออก 40 ถุง): COGS = 40 × 172 = 6,880 บาท คงเหลือ 60 ถุง × 172 = 10,320 บาท

เปรียบเทียบ WMA vs FIFO vs Specific Identification

วิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือมี 3 วิธีหลักที่ TAS 2 ยอมรับ (LIFO ไม่อนุญาตในไทยแล้ว):

หัวข้อ WMA (ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) FIFO (เข้าก่อน-ออกก่อน) Specific Identification
หลักการเฉลี่ยต้นทุนทุกครั้งที่ซื้อเข้าใหม่สินค้าที่ซื้อเข้าก่อนจะถูกตัดออกก่อนระบุต้นทุนเฉพาะของสินค้าแต่ละชิ้น
ความซับซ้อนปานกลาง — แค่คำนวณค่าเฉลี่ยใหม่สูง — ต้องไล่ตามล็อตซื้อสูงมาก — ต้องติดตามแต่ละชิ้น
เหมาะกับสินค้าผสมกันได้ เช่น น้ำมัน เคมี ปูนสินค้ามีวันหมดอายุ หรือสต็อกแบบ Batchสินค้ามูลค่าสูง เช่น รถยนต์ เพชร
ผลกระทบช่วงเงินเฟ้อกำไรปานกลาง สมดุลกำไรสูงกว่า (ต้นทุนเก่าราคาถูก)ขึ้นกับสินค้าจริงที่ขาย
ใช้ในระบบ ERPนิยมที่สุด — รองรับโดย Saeree ERPนิยมรองมาใช้กับธุรกิจเฉพาะกลุ่ม

ข้อดีและข้อเสียของ WMA

ข้อดีข้อเสีย
คำนวณง่าย ระบบ ERP ทำให้อัตโนมัติ ไม่สะท้อนต้นทุนล่าสุดในตลาดเร็วเท่า FIFO
ลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาซื้อ หากราคาผันผวนสูงมาก กำไรจะ "ดูเรียบ" จนเกินจริง
เหมาะกับสินค้าที่ผสมกันในคลังแยกไม่ออก ไม่เหมาะกับสินค้าที่ต้องติดตามล็อต/วันหมดอายุ
เป็นไปตาม TAS 2 และ NPAEs ตรวจสอบย้อนหลังยากกว่า FIFO ที่ไล่ล็อตได้ชัด

ธุรกิจประเภทไหนเหมาะกับ WMA?

  • ธุรกิจน้ำมันและเชื้อเพลิง — น้ำมันแต่ละล็อตที่เติมเข้าถังเดียวกันแยกไม่ออก ต้องใช้วิธีเฉลี่ย (อ่าน วิกฤตน้ำมันกับการบริหารต้นทุน)
  • ธุรกิจเคมีและวัตถุดิบเหลว — ของเหลวผสมในถังเดียวกัน ใช้ WMA เป็นมาตรฐาน
  • ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง — ปูน หิน ทราย ที่กองรวมกันในคลัง
  • ธุรกิจชิ้นส่วนอุตสาหกรรม — น็อต สกรู วัสดุสิ้นเปลืองที่นับเป็นชิ้นแต่ไม่แยกล็อต
  • ธุรกิจอาหารแปรรูปบางประเภท — แป้ง น้ำตาล ที่เก็บในไซโลรวม

WMA ในระบบ Saeree ERP

ระบบ Saeree ERP รองรับการคิดต้นทุนแบบ WMA เป็นค่ามาตรฐาน โดยทำงานอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการบันทึก รับเข้าสินค้า (Goods Receipt) และอัพเดทต้นทุนเฉลี่ยใหม่ทันที ผู้ใช้งานไม่ต้องคำนวณเอง รายงาน Stock Movement และ COGS จะใช้ค่าล่าสุดเสมอ

นอกจากนี้ Saeree ERP ยังรองรับการตั้งค่าวิธีคิดต้นทุนแยกตามประเภทสินค้าได้ เช่น สินค้าทั่วไปใช้ WMA แต่สินค้าที่ต้องติดตามล็อต/วันหมดอายุ (เช่น ยา อาหาร) ใช้ FIFO ทำให้ตอบโจทย์ทุกประเภทธุรกิจในองค์กรเดียวกัน

แหล่งอ้างอิง

สนใจระบบ ERP สำหรับองค์กรของคุณ?

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจาก Grand Linux Solution ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ขอ Demo ฟรี

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

Saeree ERP Author

เกี่ยวกับผู้เขียน

สุรีระยา ลิ้มไพบูลย์

กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด และผู้ก่อตั้ง Saeree ERP พร้อมให้คำปรึกษาและบริการด้านระบบ ERP ครบวงจร