- 21
- เมษายน
WMA (Weighted Moving Average) คืออะไร? — วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก คำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ
เมื่อพูดถึงการคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือ นักบัญชีและผู้ใช้งานระบบ ERP จะได้ยินคำว่า WMA หรือ Weighted Moving Average บ่อยครั้ง วิธีนี้คือหนึ่งในวิธีคิดต้นทุนที่นิยมที่สุดในระบบ ERP ของไทย เพราะคำนวณง่าย ยุติธรรม และเป็นไปตามมาตรฐานบัญชี TAS 2 บทความนี้อธิบายความหมาย สูตร พร้อมตัวอย่างการคำนวณทีละขั้น
สรุปสั้น: WMA (Weighted Moving Average) หรือ "วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก" คือวิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือโดยหาราคาเฉลี่ยใหม่ทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้าเข้า โดยใช้สูตร (ต้นทุนรวมเดิม + ต้นทุนซื้อใหม่) ÷ จำนวนรวม ทำให้สินค้าทุกชิ้นในคลังมีต้นทุนเฉลี่ยเดียวกันจนกว่าจะมีการซื้อล็อตใหม่
WMA คืออะไร?
WMA (Weighted Moving Average) หรือในภาษาไทยเรียกว่า "วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักแบบเคลื่อนที่" เป็นวิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือที่กำหนดให้สินค้าทุกชิ้นมีต้นทุนเฉลี่ยเดียวกัน โดยจะคำนวณค่าเฉลี่ยใหม่ทุกครั้งที่มีการรับสินค้าเข้าคลัง (Goods Receipt) ซึ่งต่างจาก FIFO (First-In First-Out) ที่จะคิดต้นทุนตามลำดับการซื้อเข้าก่อน-ออกก่อน
คำว่า "Moving" หมายถึงค่าเฉลี่ยจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามการรับเข้าใหม่ ส่วน "Weighted" หมายถึงค่าเฉลี่ยถูกถ่วงด้วยจำนวนชิ้น ไม่ใช่เฉลี่ยจากราคาต่อหน่วยอย่างเดียว
สูตรการคำนวณ WMA
เมื่อมีการขายหรือเบิกใช้ ต้นทุนที่บันทึกในบัญชีต้นทุนขาย (COGS) จะใช้ราคาเฉลี่ยล่าสุด คูณกับจำนวนที่ขาย โดยไม่ต้องไล่ดูว่าเป็นล็อตไหน
ตัวอย่างการคำนวณ WMA ทีละขั้น
สมมติร้านค้าวัสดุก่อสร้างซื้อปูนซีเมนต์ตามนี้:
| วันที่ | รายการ | จำนวน (ถุง) | ราคา/ถุง (บาท) | ยอดคงเหลือ (ถุง) | ต้นทุนเฉลี่ย (บาท/ถุง) |
|---|---|---|---|---|---|
| 1 เม.ย. | ยอดยกมา | 100 | 150 | 100 | 150.00 |
| 5 เม.ย. | ซื้อเข้า | 50 | 180 | 150 | 160.00 |
| 10 เม.ย. | ขายออก | 80 | (ใช้ 160) | 70 | 160.00 |
| 15 เม.ย. | ซื้อเข้า | 30 | 200 | 100 | 172.00 |
| 20 เม.ย. | ขายออก | 40 | (ใช้ 172) | 60 | 172.00 |
วิธีคำนวณแต่ละขั้น:
- 5 เม.ย. (ซื้อเข้า 50 ถุง @ 180): ต้นทุนรวม = (100 × 150) + (50 × 180) = 15,000 + 9,000 = 24,000 บาท ÷ 150 ถุง = 160 บาท/ถุง
- 10 เม.ย. (ขายออก 80 ถุง): COGS = 80 × 160 = 12,800 บาท คงเหลือ 70 ถุง × 160 = 11,200 บาท
- 15 เม.ย. (ซื้อเข้า 30 ถุง @ 200): ต้นทุนรวม = 11,200 + (30 × 200) = 11,200 + 6,000 = 17,200 บาท ÷ 100 ถุง = 172 บาท/ถุง
- 20 เม.ย. (ขายออก 40 ถุง): COGS = 40 × 172 = 6,880 บาท คงเหลือ 60 ถุง × 172 = 10,320 บาท
เปรียบเทียบ WMA vs FIFO vs Specific Identification
วิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือมี 3 วิธีหลักที่ TAS 2 ยอมรับ (LIFO ไม่อนุญาตในไทยแล้ว):
| หัวข้อ | WMA (ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) | FIFO (เข้าก่อน-ออกก่อน) | Specific Identification |
|---|---|---|---|
| หลักการ | เฉลี่ยต้นทุนทุกครั้งที่ซื้อเข้าใหม่ | สินค้าที่ซื้อเข้าก่อนจะถูกตัดออกก่อน | ระบุต้นทุนเฉพาะของสินค้าแต่ละชิ้น |
| ความซับซ้อน | ปานกลาง — แค่คำนวณค่าเฉลี่ยใหม่ | สูง — ต้องไล่ตามล็อตซื้อ | สูงมาก — ต้องติดตามแต่ละชิ้น |
| เหมาะกับ | สินค้าผสมกันได้ เช่น น้ำมัน เคมี ปูน | สินค้ามีวันหมดอายุ หรือสต็อกแบบ Batch | สินค้ามูลค่าสูง เช่น รถยนต์ เพชร |
| ผลกระทบช่วงเงินเฟ้อ | กำไรปานกลาง สมดุล | กำไรสูงกว่า (ต้นทุนเก่าราคาถูก) | ขึ้นกับสินค้าจริงที่ขาย |
| ใช้ในระบบ ERP | นิยมที่สุด — รองรับโดย Saeree ERP | นิยมรองมา | ใช้กับธุรกิจเฉพาะกลุ่ม |
ข้อดีและข้อเสียของ WMA
| ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|
| คำนวณง่าย ระบบ ERP ทำให้อัตโนมัติ | ไม่สะท้อนต้นทุนล่าสุดในตลาดเร็วเท่า FIFO |
| ลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาซื้อ | หากราคาผันผวนสูงมาก กำไรจะ "ดูเรียบ" จนเกินจริง |
| เหมาะกับสินค้าที่ผสมกันในคลังแยกไม่ออก | ไม่เหมาะกับสินค้าที่ต้องติดตามล็อต/วันหมดอายุ |
| เป็นไปตาม TAS 2 และ NPAEs | ตรวจสอบย้อนหลังยากกว่า FIFO ที่ไล่ล็อตได้ชัด |
ธุรกิจประเภทไหนเหมาะกับ WMA?
- ธุรกิจน้ำมันและเชื้อเพลิง — น้ำมันแต่ละล็อตที่เติมเข้าถังเดียวกันแยกไม่ออก ต้องใช้วิธีเฉลี่ย (อ่าน วิกฤตน้ำมันกับการบริหารต้นทุน)
- ธุรกิจเคมีและวัตถุดิบเหลว — ของเหลวผสมในถังเดียวกัน ใช้ WMA เป็นมาตรฐาน
- ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง — ปูน หิน ทราย ที่กองรวมกันในคลัง
- ธุรกิจชิ้นส่วนอุตสาหกรรม — น็อต สกรู วัสดุสิ้นเปลืองที่นับเป็นชิ้นแต่ไม่แยกล็อต
- ธุรกิจอาหารแปรรูปบางประเภท — แป้ง น้ำตาล ที่เก็บในไซโลรวม
WMA ในระบบ Saeree ERP
ระบบ Saeree ERP รองรับการคิดต้นทุนแบบ WMA เป็นค่ามาตรฐาน โดยทำงานอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการบันทึก รับเข้าสินค้า (Goods Receipt) และอัพเดทต้นทุนเฉลี่ยใหม่ทันที ผู้ใช้งานไม่ต้องคำนวณเอง รายงาน Stock Movement และ COGS จะใช้ค่าล่าสุดเสมอ
นอกจากนี้ Saeree ERP ยังรองรับการตั้งค่าวิธีคิดต้นทุนแยกตามประเภทสินค้าได้ เช่น สินค้าทั่วไปใช้ WMA แต่สินค้าที่ต้องติดตามล็อต/วันหมดอายุ (เช่น ยา อาหาร) ใช้ FIFO ทำให้ตอบโจทย์ทุกประเภทธุรกิจในองค์กรเดียวกัน

