02-347-7730  |  Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ติดต่อเรา

ภาษีสหรัฐฯ Section 122 หมดอายุ 24 ก.ค. 2569: ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมข้อมูลต้นทุนอะไรบ้าง

  • หน้าแรก
  • บทความ
  • ภาษีสหรัฐฯ Section 122 หมดอายุ 24 ก.ค. 2569: ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมข้อมูลต้นทุนอะไรบ้าง
ภาษีสหรัฐฯ Section 122 หมดอายุ 24 ก.ค. 2569: ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมข้อมูลต้นทุนอะไรบ้าง
  • 24
  • กรกฎาคม

"ภาษีสหรัฐฯ Section 122 หมดอายุ 24 ก.ค. 2569: ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมข้อมูลต้นทุนอะไรบ้าง" — คำตอบสั้นที่สุดคือ ผู้ส่งออกต้องมี ต้นทุนมาตรฐานรายรุ่น (standard cost per SKU) พร้อม BOM, landed cost, ราคา FOB และ HS code ที่ตรงกัน เพื่อคำนวณว่าอัตราภาษีที่อาจขยับจาก 10% เป็น 12.5% กระทบ margin ของสินค้าแต่ละรุ่นเท่าไร และตอบลูกค้าเรื่องปรับราคาได้ทัน บทความนี้อธิบายวิธีแปลงส่วนต่างภาษีเป็นต้นทุนต่อหน่วย ข้อมูลที่ต้องเตรียมก่อนเสนอราคา และเชื่อมโยงกับการทำ ต้นทุนมาตรฐานและ cost allocation ให้พร้อมรับสถานการณ์

สรุปบรรทัดเดียว: เมื่อ Section 122 (10%) หมดอายุวันนี้และข้อเสนอ Section 301 (12.5%) เข้ามาแทน โรงงานที่ไม่มีต้นทุนมาตรฐานรายรุ่นจะคำนวณ margin ที่หายไปต่อ SKU ไม่ได้ และตอบลูกค้าเรื่องปรับราคาไม่ทัน

เกิดอะไรขึ้นวันนี้ 24 ก.ค. 2569

วันนี้คือเส้นตายจริง มาตรการภาษีภายใต้ Section 122 ที่เก็บสินค้านำเข้าจากไทยในอัตรา 10% มีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 24 ก.ค. 2026 (ค.ศ.) โดยข้อกฎหมายเปิดช่องให้อัตรานี้หมดอายุลง ขณะเดียวกันมีข้อเสนอ Section 301 ชุดใหม่ที่จะเข้ามาแทน โดยครอบคลุม 46 ประเทศรวมถึงไทย ที่อัตรา 12.5%

ความแตกต่างที่สำคัญคือ Section 122 มีเพดานอัตราตามกฎหมายและมีวันหมดอายุ แต่ Section 301 ไม่มีเพดานอัตราตามกฎหมายและไม่มีวันหมดอายุตายตัว หมายความว่าถ้าเปลี่ยนผ่านจริง ผู้ส่งออกไทยจะเผชิญต้นทุนภาษีที่ทั้งสูงขึ้นและ "ถาวรกว่า" เดิม การวางแผนต้นทุนจึงไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป

ไทม์ไลน์ที่ต้องจับตา: Section 122 ที่ 10% กำหนดสิ้นสุด 24 ก.ค. 2026 → ข้อเสนอ Section 301 ที่ 12.5% รอเข้าแทน · ไทย ยังไม่บรรลุข้อตกลงการค้าฉบับสมบูรณ์ กับสหรัฐฯ ขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชาตกลงแล้ว · ณ วันที่เผยแพร่ (24 ก.ค. 2569) สถานะยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ควรติดตามประกาศทางการอย่างใกล้ชิด

กลุ่มสินค้าไทยที่มีความเสี่ยงสูง

ไม่ใช่ทุกสินค้าจะได้รับผลกระทบเท่ากัน กลุ่มที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูงและแข่งขันด้วยราคาเป็นหลักจะรู้สึกถึงส่วนต่าง 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ชัดที่สุด เพราะ margin บางอยู่แล้ว

กลุ่มสินค้า ลักษณะความเสี่ยง ข้อมูลต้นทุนที่ต้องแม่น
ข้าวสินค้าโภคภัณฑ์ แข่งด้วยราคา margin บางต้นทุนต่อกระสอบ/ตัน + ค่าขนส่งถึงท่า (FOB)
สิ่งทอหลาย SKU หลายรุ่น ต้นทุนวัตถุดิบผันผวนต้นทุนมาตรฐานรายรุ่น + BOM รายชิ้น
เส้นด้ายต้นทุนวัตถุดิบครองสัดส่วนสูงต้นทุนวัตถุดิบต่อหน่วย + yield loss
อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE)ปริมาณสูง margin ต่อชิ้นน้อยต้นทุนต่อชิ้น + HS code ที่ตรง
เซลล์แสงอาทิตย์มูลค่าต่อหน่วยสูง อ่อนไหวต่อภาษีlanded cost + ต้นทุนมาตรฐานต่อแผง

10% เป็น 12.5% แปลงเป็นต้นทุนต่อ SKU อย่างไร

ส่วนต่าง 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ฟังดูน้อย แต่ต้องคิดบนฐาน "ราคา FOB" ของสินค้าแต่ละรุ่น และเมื่อเทียบกับ gross margin ที่บางอยู่แล้ว ผลกระทบต่อกำไรจะมากกว่าที่ตาเห็น หลักคิดคือ ภาษีนำเข้าเก็บจากมูลค่าสินค้า ณ ท่านำเข้า ดังนั้นทุกจุดเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นคือ "ต้นทุนที่ใครสักคนต้องรับ" ระหว่างผู้ซื้อสหรัฐฯ กับผู้ส่งออกไทย

กับดักที่ต้องระวัง: โรงงานจำนวนมากรู้แค่ "ต้นทุนรวมทั้งโรงงาน" หรือ "ต้นทุนเฉลี่ยต่อออเดอร์" แต่ไม่มีต้นทุนมาตรฐานรายรุ่น เมื่อลูกค้าถามว่า "รุ่นนี้ถ้าภาษีขึ้นต้องปรับราคากี่เปอร์เซ็นต์" จะตอบไม่ได้ภายในวันเดียว และเสียโอกาสเจรจาให้แบ่งภาระภาษีกับผู้ซื้อ

ตารางด้านล่างแสดง วิธีคิด ส่วนต่างภาษีต่อหน่วย โดยใช้ตัวเลขเป็น "ตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิด" เท่านั้น ไม่ใช่ตัวเลขจริงของบริษัทใด — ให้แทนค่าราคา FOB และ margin จริงของสินค้าคุณลงไป

รายการ (วิธีคิด) อัตราเดิม 10% อัตราใหม่ 12.5%
ราคา FOB ต่อหน่วย (ฐานคำนวณภาษี)FOBFOB
ภาษีนำเข้าต่อหน่วยFOB × 10%FOB × 12.5%
ส่วนต่างภาษีต่อหน่วยFOB × 2.5% (2.5 จุดเปอร์เซ็นต์)
ถ้าผู้ส่งออกรับภาระเอง กำไรต่อหน่วยลดลง= ส่วนต่างภาษี ÷ กำไรต่อหน่วยเดิม

ตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิด: สมมติสินค้ารุ่นหนึ่งมี gross margin 15% ของราคาขาย และราคา FOB ≈ ราคาขาย เมื่อภาษีขึ้น 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ ถ้าผู้ส่งออกรับภาระเองทั้งหมด กำไรที่หายไป = 2.5% ÷ 15% ≈ ราว 1 ใน 6 ของกำไรขั้นต้นต่อหน่วย ยิ่ง margin บาง (เช่น 8-10%) สัดส่วนกำไรที่หายยิ่งสูงขึ้น นี่คือเหตุผลที่ต้องคิดเป็น "รายรุ่น" ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยทั้งโรงงาน เพราะแต่ละ SKU มี margin ต่างกัน อ่านเพิ่มเกี่ยวกับ การเลือกระบบต้นทุน Periodic vs Perpetual เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ทันเวลาพอจะตอบสถานการณ์แบบนี้

ประเด็นสำคัญคือ "ใครรับภาระภาษี" ไม่ใช่คำถามที่ตอบด้วยความรู้สึก แต่ต้องตอบด้วยตัวเลข ทางเลือกมีสามแนวทางหลัก คือ (1) ผู้ส่งออกรับภาระเองเพื่อรักษาออเดอร์แต่กำไรลด (2) ผลักภาระไปที่ผู้ซื้อสหรัฐฯ ผ่านการขึ้นราคา ซึ่งเสี่ยงเสียความสามารถแข่งขัน หรือ (3) แบ่งภาระกันคนละส่วนตามการเจรจา ไม่ว่าจะเลือกทางไหน คุณต้องรู้ก่อนว่ากำไรต่อหน่วยของสินค้ารุ่นนั้นเหลือเท่าไรหลังหักส่วนต่างภาษี มิฉะนั้นจะตัดสินใจบนสมมติฐานที่ผิด และยิ่งถ้าโรงงานมีสินค้าหลายร้อย SKU การไล่คำนวณด้วยมือทีละรุ่นจะไม่ทันรอบการเจรจา

ข้อมูลต้นทุนที่ต้องเตรียมก่อนตอบลูกค้าเรื่องปรับราคา

เมื่อภาษีขยับ ลูกค้าสหรัฐฯ จะถามกลับทันทีว่า "ใครรับส่วนต่างนี้" การเจรจาจะเสียเปรียบทันทีถ้าคุณไม่รู้ต้นทุนจริงของสินค้าแต่ละรุ่น เช็กลิสต์ด้านล่างคือข้อมูลขั้นต่ำที่ต้องมี — และควรอยู่ในระบบเดียวที่ผูกกันไว้ ไม่ใช่กระจายอยู่คนละไฟล์คนละแผนก

ข้อมูลที่ต้องมี ใช้ทำอะไร ถ้าไม่มี
ต้นทุนมาตรฐาน (standard cost) รายรุ่นรู้กำไรต่อหน่วยของแต่ละ SKUตอบไม่ได้ว่ารุ่นไหนกระทบหนัก
BOM (สูตรการผลิต) รายชิ้นแยกต้นทุนวัตถุดิบ/แรงงาน/โสหุ้ยปรับต้นทุนตามวัตถุดิบขึ้นลงไม่ได้
Landed costรวมค่าขนส่ง ประกัน ภาษี ถึงปลายทางประเมินราคาส่งมอบจริงผิด
ราคา FOB ต่อรุ่นเป็นฐานคำนวณภาษีนำเข้าคำนวณส่วนต่างภาษีต่อหน่วยไม่ได้
HS code ที่ตรงกับสินค้าระบุพิกัดและอัตราภาษีที่ใช้จริงอาจเสียภาษีผิดพิกัด/สำลักเวลา

ทำได้ทันที: ก่อนสิ้นวัน ลองดึงรายชื่อ SKU ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ทั้งหมด แล้วเช็กว่าแต่ละรุ่นมีครบทั้ง 5 ข้อในตารางหรือไม่ รุ่นที่ข้อมูลไม่ครบคือรุ่นที่คุณจะ "ตอบลูกค้าไม่ทัน" เมื่อภาษีเปลี่ยน

ไทยกับเพื่อนบ้าน ASEAN — สถานะการเจรจาต่างกันอย่างไร

อีกปัจจัยที่ผู้ส่งออกต้องเข้าใจในเชิงธุรกิจ คือความสามารถแข่งขันด้านราคาไม่ได้ขึ้นกับต้นทุนภายในอย่างเดียว แต่ขึ้นกับว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเจรจาได้อัตราที่ดีกว่าหรือไม่ด้วย

ประเทศ สถานะข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ นัยเชิงธุรกิจ
ไทยยังไม่บรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์เผชิญความไม่แน่นอน ต้องพร้อมด้วยข้อมูลต้นทุน
มาเลเซียตกลงแล้วมีความชัดเจนในการวางแผนราคา
อินโดนีเซียตกลงแล้วมีความชัดเจนในการวางแผนราคา
กัมพูชาตกลงแล้วมีความชัดเจนในการวางแผนราคา

ในเชิงธุรกิจ ความไม่แน่นอนคือความเสี่ยงที่บริหารได้ ผู้ส่งออกไทยที่มีข้อมูลต้นทุนแม่นจะเจรจากับผู้ซื้อได้อย่างมีเหตุผล เช่น เสนอแบ่งภาระภาษีตามสัดส่วน หรือปรับ mix สินค้าไปยังรุ่นที่ margin สูงกว่า การเตรียมความพร้อมแบบนี้สอดคล้องกับหลัก การบริหารความเสี่ยงองค์กร ที่ควรมองความผันผวนภายนอกเป็นสิ่งที่ต้องมีแผนรองรับล่วงหน้า

Saeree ERP ช่วยเตรียมข้อมูลต้นทุนได้อย่างไร

โมดูล ต้นทุนการผลิต ของ Saeree ERP เก็บต้นทุนมาตรฐานรายรุ่นและ BOM รายชิ้น ทำให้ดึงกำไรต่อหน่วยของแต่ละ SKU ได้ทันที ส่วนโมดูล ราคาขายหลายสกุลเงิน รองรับการตั้งราคา FOB ต่อรุ่น ช่วยให้ทีมขายทำ what-if ต้นทุนต่อ FOB ต่อ HS code ได้ — เช่น "ถ้าอัตราภาษีเป็น 12.5% กำไรของรุ่น A/B/C จะเหลือเท่าไร" เพื่อตอบลูกค้าและเจรจาปรับราคาได้เร็ว

สิ่งที่ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา คือ ERP ไม่ได้ลดภาษีหรือเจรจาแทนคุณ แต่ทำให้ "ข้อมูลพร้อมตัดสินใจ" อยู่ในมือภายในนาที ไม่ใช่ข้ามวัน โรงงานที่ยังทำต้นทุนบน Excel หลายไฟล์มักเจอปัญหาข้อมูลไม่ตรงกันเมื่อต้องตอบเร็ว การมีระบบกลางที่ผูก BOM–ต้นทุน–ราคาขายเข้าด้วยกันจึงเป็นรากฐานสำคัญ ดูภาพรวมได้ที่หน้า โซลูชั่นของเรา หรือปรึกษาทีมงานเพื่อประเมินความพร้อมของข้อมูลต้นทุนในองค์กรคุณ

ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ทีมขายและทีมบัญชีต้นทุนควรทำร่วมกันตั้งแต่วันนี้ คือ จัดกลุ่ม SKU ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ตามระดับความอ่อนไหวของ margin แล้วเตรียมสถานการณ์ราคาไว้ล่วงหน้าอย่างน้อยสองแบบ (อัตราเดิมและอัตราใหม่) เพื่อให้เมื่อประกาศทางการชัดเจน ทีมสามารถหยิบตัวเลขไปคุยกับลูกค้าได้ทันที ไม่ต้องเริ่มคำนวณใหม่ตั้งแต่ต้น การเตรียมล่วงหน้าแบบนี้เปลี่ยน "ข่าวร้ายเรื่องภาษี" ให้กลายเป็นโอกาสแสดงความเป็นมืออาชีพต่อคู่ค้า และรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าไว้ได้แม้ในภาวะไม่แน่นอน

สรุป

วันที่ 24 ก.ค. 2569 คือจุดเปลี่ยนที่ผู้ส่งออกไทยควบคุมผลลัพธ์ทางการค้าระหว่างประเทศไม่ได้ แต่ควบคุม "ความพร้อมของข้อมูลต้นทุน" ได้เต็มที่ ส่วนต่างภาษี 10% เป็น 12.5% จะกลายเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ต่อเมื่อคุณมีต้นทุนมาตรฐานรายรุ่น BOM landed cost FOB และ HS code ครบถ้วน โรงงานที่เตรียมข้อมูลไว้ก่อนคือโรงงานที่ตอบลูกค้าทันและรักษา margin ได้ดีที่สุด

"ในวันที่ภาษีเปลี่ยน ผู้ส่งออกที่ตอบลูกค้าได้เร็วที่สุดไม่ใช่คนที่เจรจาเก่งที่สุด แต่คือคนที่รู้ต้นทุนรายรุ่นของตัวเองแม่นที่สุด"

- มุมมองจากทีม Saeree ERP ต่อการเตรียมข้อมูลต้นทุนเพื่อรับมือความผันผวนทางการค้า

แหล่งอ้างอิง

เตรียมต้นทุนมาตรฐานรายรุ่นให้พร้อมก่อนภาษีเปลี่ยน

สนใจระบบ ERP สำหรับองค์กรของคุณ? Saeree ERP ช่วยให้ผู้ส่งออกทำต้นทุนมาตรฐานรายรุ่น BOM รายชิ้น และตั้งราคาขายหลายสกุลเงิน เพื่อคำนวณผลกระทบ margin ต่อ SKU ได้เร็ว ปรึกษาทีมงานเพื่อประเมินความพร้อมของข้อมูลต้นทุนในองค์กรคุณ

ปรึกษาเรื่องระบบต้นทุน

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

Saeree ERP Author

เกี่ยวกับผู้เขียน

สุรีระยา ลิ้มไพบูลย์

กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด และผู้ก่อตั้ง Saeree ERP พร้อมให้คำปรึกษาและบริการด้านระบบ ERP ครบวงจร