Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ติดต่อเรา

บทความ: OpenAI Enterprise

OpenAI ลุยตลาด Enterprise และ SaaSpocalypse 2026
  • 24
  • กุมภาพันธ์

ต้นปี 2026 วงการเทคโนโลยีสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ OpenAI เปิดตัว platform "Frontier" จับมือกับบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง Accenture, McKinsey, BCG และ Capgemini เพื่อผลักดัน AI Agent เข้าสู่องค์กรขนาดใหญ่อย่างเต็มรูปแบบ ผลกระทบที่ตามมาคือ มูลค่าหุ้นบริษัท SaaS ทั่วโลกหายไปเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ สื่อต่างประเทศเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "SaaSpocalypse" บทความนี้จะวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงสำคัญ และองค์กรไทยต้องเตรียมตัวอย่างไร

SaaSpocalypse คืออะไร? ทำไมหุ้น SaaS ร่วงพร้อมกัน?

คำว่า "SaaSpocalypse" เป็นการผสมคำระหว่าง SaaS (Software as a Service) กับ Apocalypse (วันสิ้นโลก) สะท้อนความกังวลของนักลงทุนว่า โมเดลธุรกิจ SaaS แบบเดิมกำลังถูกคุกคามโดย AI Agent

ที่ผ่านมา ธุรกิจ SaaS ทำเงินจากการขาย license รายเดือนต่อ user ยิ่งองค์กรมีคนใช้มาก ก็ยิ่งจ่ายมาก แต่ AI Agent กำลังเปลี่ยนสมการนี้ เพราะ Agent สามารถ ทำงานแทนคนได้หลายตำแหน่งข้ามหลายระบบ โดยไม่ต้องซื้อ license เพิ่ม

ปัจจุบัน Enterprise คิดเป็นราว 40% ของรายได้ OpenAI และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 50% ภายในสิ้นปี 2026 นี้ นั่นหมายความว่า OpenAI กำลังมุ่งเน้นตลาดองค์กรอย่างจริงจัง

ประเด็น โมเดล SaaS เดิม โมเดล AI Agent ใหม่
การทำงาน คนใช้ซอฟต์แวร์ทีละตัว ทีละหน้าจอ Agent ทำงานข้ามระบบอัตโนมัติ ไม่ต้องมีคนสั่งทีละขั้น
ค่าใช้จ่าย จ่ายรายเดือนต่อ user (per seat) จ่ายตาม task หรือ outcome ที่ Agent ทำสำเร็จ
ความสามารถ แต่ละซอฟต์แวร์ทำได้เฉพาะทาง ต้องใช้หลายตัว Agent เดียวเชื่อมต่อหลายระบบ ทำงานได้ครบ
การ Scale ต้องจ้างคนเพิ่ม + ซื้อ license เพิ่ม เพิ่ม Agent ได้ทันที ไม่ต้องรอสรรหาคน
ความเสี่ยง Vendor lock-in, ค่าใช้จ่ายเพิ่มตามจำนวนคน ความปลอดภัยข้อมูล, ความน่าเชื่อถือของ Agent, PDPA

5 สิ่งที่องค์กรไทยต้องรู้เกี่ยวกับ AI Agent

1. AI Agent ไม่ใช่แค่ Chatbot

หลายคนยังเข้าใจว่า AI Agent คือ Chatbot ที่ตอบคำถามได้เก่งขึ้น แต่ความจริงแล้ว Agent กับ Chatbot ต่างกันโดยพื้นฐาน

  • Chatbot ทำได้แค่ตอบคำถามในบทสนทนา ตอบทีละคำถาม ไม่มีความสามารถในการ "ทำงาน" จริงๆ
  • AI Agent สามารถ วางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำข้ามหลายระบบ ได้ เช่น รับใบสั่งซื้อจากอีเมล ตรวจสต็อกใน ERP สร้างใบสั่งผลิตอัตโนมัติ แล้วแจ้งฝ่ายจัดซื้อถ้าวัตถุดิบไม่พอ ทั้งหมดนี้โดยไม่ต้องมีคนสั่งทีละขั้นตอน

นี่คือเหตุผลที่ SaaS แบบเดิมรู้สึกถูกคุกคาม เพราะ Agent ตัวเดียวอาจทำแทนซอฟต์แวร์ได้หลายตัว

2. ค่าใช้จ่าย SaaS จะเปลี่ยนโครงสร้าง

โมเดลธุรกิจ SaaS ที่เราคุ้นเคย คือจ่ายรายเดือนต่อ user เช่น ระบบ HR จ่าย 500 บาท/คน/เดือน มีพนักงาน 100 คน ก็จ่าย 50,000 บาท/เดือน

แต่ในโลก AI Agent โมเดลกำลังเปลี่ยนเป็น "จ่ายตาม outcome" คือ Agent ทำงานอะไรสำเร็จ ก็จ่ายตามนั้น ซึ่งอาจ ถูกกว่า หรือ แพงกว่า ก็ได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณงาน

สิ่งที่องค์กรไทยต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ คือ ทบทวนค่าใช้จ่าย SaaS ทั้งหมดที่จ่ายอยู่ ว่ามีซอฟต์แวร์ตัวไหนที่จะถูก disrupt โดย AI Agent ได้บ้าง

3. Data Readiness สำคัญกว่า AI

ไม่ว่า AI Agent จะเก่งแค่ไหน ถ้า ข้อมูลขององค์กรยังกระจัดกระจาย อยู่ในหลายระบบที่ไม่เชื่อมต่อกัน Agent ก็ทำงานไม่ได้

ตัวอย่างที่พบบ่อยในองค์กรไทย

  • ข้อมูลบัญชีอยู่ใน Excel + ระบบบัญชีเก่า
  • ข้อมูลพัสดุอยู่ในสมุดจดมือ + Google Sheet
  • ข้อมูล HR อยู่ใน Excel คนละไฟล์กับข้อมูลเงินเดือน
  • ข้อมูลลูกค้าอยู่ใน Line Group + สมุดบันทึก

ในสภาพแบบนี้ ต่อให้ซื้อ AI Agent แพงแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำงานได้ เพราะ Agent ต้องการ ข้อมูลที่อยู่ในระบบเดียวกัน มีโครงสร้างชัดเจน และเข้าถึงได้ผ่าน API การลงทุนจัดระเบียบข้อมูลจึงสำคัญกว่าการลงทุนซื้อ AI

4. On-premise ยังปลอดภัยกว่าสำหรับข้อมูลสำคัญ

หนึ่งในความเสี่ยงที่องค์กรไทยต้องตระหนัก คือ AI Agent แบบ Cloud ต้อง ส่งข้อมูลองค์กรไปประมวลผลบน Server ของผู้ให้บริการ AI ซึ่งหมายความว่า:

  • ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลพนักงาน อาจถูกส่งออกนอกองค์กร
  • หาก AI ถูก fine-tune จากข้อมูลขององค์กร ข้อมูลเหล่านั้นอาจ "รั่วไหล" ผ่านการตอบคำถามของผู้ใช้รายอื่นได้
  • ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) องค์กรมีหน้าที่ต้อง ควบคุมการส่งข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ

ด้วยเหตุนี้ ระบบ On-premise ที่ข้อมูลทั้งหมดอยู่ภายในองค์กร จึงยังเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูง

5. ERP เป็นฐานที่ขาดไม่ได้

AI Agent ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ก็ต้อง ดึงข้อมูลจากที่ไหนสักที่ และระบบที่เก็บข้อมูลหลักขององค์กรไว้ครบที่สุดคือ ERP

  • ข้อมูลการเงินและบัญชี — งบดุล กำไรขาดทุน บัญชีลูกหนี้เจ้าหนี้
  • ข้อมูลพัสดุและสต็อก — ยอดคงเหลือ ประวัติการรับ-จ่าย ต้นทุน
  • ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง — ใบสั่งซื้อ สัญญา ผู้ขาย
  • ข้อมูล HR — พนักงาน เงินเดือน การลา

ถ้าองค์กรไม่มี ERP ที่รวมข้อมูลเหล่านี้ไว้ในระบบเดียว การนำ AI Agent มาใช้จะทำได้ยากมาก เพราะ Agent จะไม่มีฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ในการทำงาน

ผลกระทบต่อระบบ ERP

คำถามที่หลายคนกังวลคือ "ERP จะถูก AI แทนที่ไหม?" คำตอบสั้นๆ คือ ไม่

ERP ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่ "ทำงาน" แบบ SaaS ทั่วไป ERP เป็น ระบบฐานข้อมูลหลัก (System of Record) ที่บันทึกทุก Transaction ขององค์กร ตั้งแต่การซื้อ ผลิต ขาย จ่ายเงิน รับเงิน จนถึงปิดงบ

AI Agent ไม่ได้มาแทนที่ ERP แต่ ต้องเชื่อมต่อกับ ERP เพื่อ:

  • ดึงข้อมูลมาวิเคราะห์และตัดสินใจ
  • สร้างเอกสารและรายการบัญชีอัตโนมัติ
  • ตรวจสอบสต็อกและสถานะคำสั่งซื้อ
  • ออกรายงานและแจ้งเตือนความผิดปกติ

ERP ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่จะถูก AI แทนที่ — แต่เป็นฐานข้อมูลที่ AI ต้องพึ่งพา ยิ่ง ERP ขององค์กรมีข้อมูลครบถ้วนและมีคุณภาพสูง AI Agent ก็จะยิ่งทำงานได้ดี

ระบบ On-premise อย่าง Saeree ERP มีข้อได้เปรียบในบริบทนี้ เพราะ ข้อมูลทั้งหมดอยู่ภายในองค์กร สามารถควบคุมได้ว่าจะเปิดให้ AI เข้าถึงข้อมูลส่วนไหน ในระดับไหน โดยไม่ต้องส่งข้อมูลออกนอกองค์กร ซึ่งตอบโจทย์ทั้งเรื่องความปลอดภัยและ PDPA

สิ่งที่ไม่ควรทำ — ข้อผิดพลาดที่องค์กรไทยมักทำ

ข้อผิดพลาด ทำไมจึงเป็นปัญหา
รีบซื้อ AI โดยยังไม่มี ERP AI Agent ไม่มีข้อมูลจะทำงาน เหมือนจ้างคนเก่งแต่ไม่ให้เอกสาร
ส่งข้อมูลสำคัญขึ้น AI Cloud โดยไม่ประเมินความเสี่ยง เสี่ยงละเมิด PDPA และข้อมูลรั่วไหล
คิดว่า AI จะแทนที่ ERP ได้ AI ทำงานบนข้อมูล ไม่ใช่แทนที่ฐานข้อมูล
ไม่มีนโยบาย AI Governance ไม่มีกรอบว่า AI ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ใครรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด

สรุป — 3 สิ่งที่องค์กรไทยต้องทำตอนนี้

  1. เตรียมข้อมูลให้พร้อม (Data Readiness)
    รวมข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เข้าสู่ระบบเดียวกัน จัดโครงสร้างข้อมูลให้ชัดเจน ทำความสะอาดข้อมูลเก่า อย่ารอให้ AI มาถึงแล้วค่อยทำ เพราะจะไม่ทัน
  2. มี ERP เป็นฐาน
    ERP คือ backbone ขององค์กร ไม่ว่าจะนำ AI Agent มาใช้หรือไม่ การมี ERP ที่ดีจะทำให้องค์กรมีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และพร้อมใช้งาน ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปอย่างไร
  3. กำหนดนโยบาย AI Governance
    กำหนดให้ชัดว่า AI ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ข้อมูลอะไรส่งให้ AI ได้ ข้อมูลอะไรต้องเก็บไว้ภายใน ใครเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อ AI ตัดสินใจผิดพลาด

ในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนโลกธุรกิจ สิ่งที่องค์กรต้องทำไม่ใช่วิ่งตาม AI แต่คือ เตรียมฐานข้อมูลให้แข็งแรง เพราะไม่ว่า AI จะพัฒนาไปถึงระดับไหน มันก็ต้องการข้อมูลที่ดีเป็นเชื้อเพลิง

- ทีมงาน Saeree ERP

หากองค์กรของคุณกำลังมองหาระบบ ERP ที่เป็นฐานข้อมูลที่แข็งแรง รองรับการเติบโตในยุค AI สามารถนัดหมาย Demo หรือติดต่อทีมที่ปรึกษาเพื่อประเมินความพร้อมขององค์กร

สนใจระบบ ERP สำหรับองค์กรของคุณ?

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจาก Grand Linux Solution ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ขอ Demo ฟรี

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

image

เกี่ยวกับผู้เขียน

ทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ ERP จากบริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด พร้อมให้คำปรึกษาและบริการด้านระบบ ERP ครบวงจร