Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ติดต่อเรา

บทความ: AI กับ Internal Audit

AI กับการตรวจสอบภายใน Internal Audit — โอกาสและความเสี่ยง
  • 23
  • กุมภาพันธ์

การตรวจสอบภายใน (Internal Audit) เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรมั่นใจว่ากระบวนการทำงาน การใช้จ่ายงบประมาณ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบเป็นไปอย่างถูกต้อง แต่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา งานตรวจสอบภายในมีข้อจำกัดสำคัญ นั่นคือ ผู้ตรวจสอบสามารถตรวจได้เพียงตัวอย่าง (sample) จาก transaction ทั้งหมด — ไม่มีทางตรวจสอบได้ 100% ด้วยแรงคน วันนี้ AI กำลังเปลี่ยนภาพนั้นทั้งหมด

การตรวจสอบภายในแบบเดิม — ข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ในงานตรวจสอบภายในแบบดั้งเดิม ผู้ตรวจสอบจะใช้วิธี Sampling คือสุ่มตัวอย่างข้อมูลมาตรวจเพียงบางส่วน เช่น สุ่มตรวจใบสั่งซื้อ 30 รายการจากทั้งหมด 10,000 รายการ หรือเลือกตรวจสอบหน่วยงานเพียง 3 จาก 20 หน่วยงาน วิธีนี้มีข้อจำกัดหลายประการ:

  • ตรวจไม่ครบ — transaction ที่ผิดปกติอาจหลุดจาก sample ที่สุ่มมา
  • ใช้เวลานาน — การรวบรวมข้อมูล จัดทำ working paper และเขียนรายงาน ใช้เวลาหลายสัปดาห์ต่อหนึ่งประเด็น
  • ตรวจย้อนหลัง — กว่าจะพบปัญหา อาจผ่านมาแล้วหลายเดือนหรือหลายปี
  • ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ — ผู้ตรวจสอบแต่ละคนอาจมองต่างมุม ทำให้ผลการตรวจสอบไม่สม่ำเสมอ

ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ องค์กรจำนวนมากจึงเริ่มมองหาเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับงานตรวจสอบภายใน — และ AI คือคำตอบที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก

AI ช่วยงานตรวจสอบภายในได้อย่างไร?

AI สามารถเข้ามาช่วยงานตรวจสอบภายในได้หลายมิติ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลไปจนถึงการตรวจจับ Fraud แบบ real-time:

1. Continuous Auditing — ตรวจสอบทุกรายการแบบ real-time

แทนที่จะสุ่มตรวจปีละครั้ง AI สามารถ ตรวจสอบ transaction ทุกรายการแบบต่อเนื่อง (Continuous Auditing) ทันทีที่มีรายการเกิดขึ้นในระบบ AI จะวิเคราะห์โดยอัตโนมัติว่ารายการนั้นเป็นไปตามกฎระเบียบหรือไม่ มียอดเกินวงเงินอนุมัติหรือไม่ หรือมีรูปแบบที่ผิดปกติหรือไม่

ข้อดีของ Continuous Auditing คือ ไม่มี transaction ไหนหลุด — จากเดิมที่ตรวจได้เพียง 1-5% ของ transaction ทั้งหมด AI ช่วยให้ตรวจสอบได้ 100% โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนผู้ตรวจสอบ

2. Fraud Detection — ตรวจจับการทุจริตและรายการผิดปกติ

AI มีความสามารถในการ ตรวจจับ pattern ที่ผิดปกติ ซึ่งคนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น การจ่ายเงินซ้ำ (Duplicate Payment), การทำรายการในเวลาผิดปกติ, หรือยอดเงินที่มีรูปแบบเลขกลมๆ บ่อยผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการตกแต่งตัวเลข

3. Compliance Monitoring — ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

AI สามารถตั้งกฎ (Rules) ตามระเบียบขององค์กรและตรวจสอบโดยอัตโนมัติว่า ทุก transaction เป็นไปตามระเบียบ เช่น การจัดซื้อทุกรายการมีการอนุมัติครบตามขั้นตอนหรือไม่ การเบิกจ่ายเป็นไปตามวงเงินที่กำหนดหรือไม่ การแก้ไขข้อมูลย้อนหลังมีเหตุผลรองรับหรือไม่

4. Data Analytics — วิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมากหา pattern ที่ซ่อนอยู่

AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลหลายล้านรายการภายในไม่กี่นาที หา pattern ที่คนมองไม่เห็น เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้จำหน่ายกับพนักงานจัดซื้อ (Conflict of Interest), แนวโน้มการใช้จ่ายที่ผิดปกติในบางช่วงเวลา, หรือหน่วยงานที่มีอัตราการแก้ไข transaction สูงผิดปกติ

5. Document Analysis — AI อ่านและสรุปเอกสารจำนวนมาก

ในงานตรวจสอบภายใน ผู้ตรวจสอบต้องอ่านเอกสารจำนวนมาก ตั้งแต่สัญญาจ้าง ระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง นโยบายภายใน ไปจนถึงรายงานการประชุม AI สามารถ อ่านและสรุปประเด็นสำคัญ จากเอกสารหลายร้อยฉบับได้ภายในเวลาอันสั้น ช่วยให้ผู้ตรวจสอบมุ่งเน้นที่การวิเคราะห์และตัดสินใจ แทนที่จะเสียเวลากับการอ่านเอกสาร

6. Risk Assessment — AI จัดอันดับความเสี่ยง

AI สามารถ วิเคราะห์และจัดลำดับความเสี่ยง ของแต่ละหน่วยงานหรือกระบวนการทำงาน โดยพิจารณาจากข้อมูลหลายมิติ เช่น ประวัติข้อตรวจพบ จำนวน transaction ที่ผิดปกติ ระดับ turnover ของบุคลากร และความซับซ้อนของกระบวนการ ทำให้ผู้ตรวจสอบสามารถ จัดสรรทรัพยากรไปยังจุดที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ได้อย่างมีข้อมูลสนับสนุน

สรุป: AI เปลี่ยนงานตรวจสอบภายในอย่างไร?

  • จาก Sample-based เป็น 100% coverage
  • จาก ตรวจย้อนหลัง เป็น Real-time monitoring
  • จาก ใช้ดุลพินิจ เป็น Data-driven decision
  • จาก เอกสารกองโต เป็น สรุปอัตโนมัติ

ตัวอย่าง AI ตรวจจับ Fraud

ตารางด้านล่างแสดงตัวอย่างสัญญาณ Fraud ที่ AI สามารถตรวจจับได้โดยอัตโนมัติ:

สัญญาณ วิธีตรวจจับของ AI ตัวอย่าง
Duplicate Payment Hash matching — เปรียบเทียบ invoice number, vendor, ยอดเงิน, วันที่ จ่ายเงินซ้ำ invoice เดียวกัน 2 ครั้ง คนละวัน แต่เลข invoice เดียวกัน
Round Numbers Statistical analysis — วิเคราะห์ความถี่ของตัวเลขกลมๆ ยอดเบิกจ่ายลงท้ายด้วย ,000 บ่อยผิดปกติ เช่น 50,000 / 100,000 / 200,000
Weekend/Holiday Timestamp analysis — ตรวจสอบเวลาทำรายการ Transaction ถูกสร้างเวลา 02:00 น. วันเสาร์ ทั้งที่สำนักงานปิดทำการ
Benford's Law First-digit analysis — ตรวจสอบการกระจายตัวของหลักแรก ยอดเงินที่ขึ้นต้นด้วยเลข 8 และ 9 มากผิดปกติ (ตามกฎ Benford ควรพบน้อย)
Split Transactions Threshold analysis — ตรวจสอบรายการที่แตกเพื่อหลีกเลี่ยงวงเงินอนุมัติ ซื้อของจาก vendor เดียวกัน แตกเป็น 5 ใบสั่งซื้อ รายการละ 99,000 (วงเงินอนุมัติ 100,000)
Ghost Vendors Entity matching — ตรวจสอบข้อมูล vendor ที่ซ้ำซ้อนหรือเป็นบริษัทผี Vendor 3 รายมีที่อยู่เดียวกัน เลขบัญชีธนาคารเดียวกัน แต่ชื่อต่างกัน

สำคัญ: Benford's Law คือกฎทางสถิติที่พบว่าในชุดข้อมูลตัวเลขธรรมชาติ (เช่น ยอดเงินในใบแจ้งหนี้) ตัวเลขหลักแรกจะไม่กระจายเท่ากัน — เลข 1 ควรพบประมาณ 30% ในขณะที่เลข 9 ควรพบเพียง 4.6% หากพบว่าการกระจายไม่เป็นไปตามกฎนี้ อาจเป็นสัญญาณของการตกแต่งตัวเลข

เครื่องมือ AI สำหรับงาน Audit

ปัจจุบันมีเครื่องมือหลายตัวที่ช่วยนำ AI และ Data Analytics มาใช้ในงานตรวจสอบภายใน:

เครื่องมือ จุดเด่น เหมาะกับ
ACL Analytics / Galvanize (Diligent) เครื่องมือ Data Analytics สำหรับ Auditor โดยเฉพาะ รองรับ Continuous Auditing, Fraud Detection, Compliance Testing องค์กรขนาดใหญ่ หน่วยงานรัฐ
IDEA (Interactive Data Extraction and Analysis) ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลสำหรับ Auditor รองรับ Benford's Law Analysis, Gap Detection, Duplicate Testing สำนักงานตรวจสอบ ผู้สอบบัญชี
Power BI + AI Insights Dashboard แสดงผลข้อมูล real-time พร้อมฟีเจอร์ AI ช่วยหา Anomaly Detection และ Key Influencers องค์กรที่ใช้ Microsoft ecosystem
ChatGPT / Claude สรุปเอกสาร, ร่าง Audit Report, วิเคราะห์ระเบียบ, ช่วยเขียน SQL query สำหรับดึงข้อมูล ผู้ตรวจสอบที่ต้องการเพิ่มผลิตภาพ
Python + Pandas เขียน script วิเคราะห์ข้อมูลเองได้อิสระ ยืดหยุ่นสูง ค่าใช้จ่ายต่ำ (ฟรี) ผู้ตรวจสอบที่มีทักษะเขียนโค้ด

เทรนด์ที่น่าสนใจ:

The Institute of Internal Auditors (IIA) ซึ่งเป็นสมาคมผู้ตรวจสอบภายในระดับโลก ระบุว่า Data Analytics เป็นทักษะสำคัญที่ผู้ตรวจสอบภายในยุคใหม่ต้องมี — ไม่ใช่แค่เรื่อง "nice to have" แต่เป็น "must have" สำหรับวิชาชีพนี้ในอนาคต

ความเสี่ยงและข้อจำกัดของ AI ในงานตรวจสอบภายใน

แม้ AI จะมีศักยภาพสูง แต่ก็มีความเสี่ยงและข้อจำกัดที่ต้องตระหนัก:

1. False Positive — แจ้งเตือนผิดบ่อย ทำให้เสียเวลา

AI อาจ แจ้งเตือนว่ามีสิ่งผิดปกติทั้งที่เป็นรายการปกติ (False Positive) เช่น การจ่ายเงินจำนวนเท่ากัน 2 ครั้งอาจไม่ใช่ Duplicate Payment แต่เป็นการจ่ายงวดที่ 1 และงวดที่ 2 ตามสัญญา หาก False Positive มีมากเกินไป ผู้ตรวจสอบจะเสียเวลาตรวจสอบรายการปกติ และอาจเกิด "Alert Fatigue" — คือเพิกเฉยต่อการแจ้งเตือนเพราะเคยชินว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องปกติ

2. Black Box — อธิบายเหตุผลไม่ได้

โมเดล AI บางประเภท (โดยเฉพาะ Deep Learning) ทำงานแบบ "กล่องดำ" (Black Box) — ให้คำตอบได้แต่ไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้อย่างชัดเจน สำหรับงานตรวจสอบภายในนี่เป็นปัญหาสำคัญ เพราะรายงานการตรวจสอบต้อง อธิบายเหตุผลและหลักฐานสนับสนุน ได้ — ไม่สามารถเขียนรายงานว่า "AI บอกว่าผิดปกติ" โดยไม่มีคำอธิบายประกอบ

3. Data Quality — ข้อมูลไม่ดี ผลลัพธ์ไม่ดี

AI ทำงานได้ดีเท่ากับคุณภาพข้อมูลที่ป้อนให้ ถ้าข้อมูลในระบบ ไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง หรือไม่สม่ำเสมอ ผลลัพธ์จาก AI ก็จะไม่น่าเชื่อถือ ตัวอย่างเช่น หากระบบ ERP ไม่บันทึก timestamp ของ transaction อย่างถูกต้อง AI ก็ไม่สามารถวิเคราะห์ว่ามี transaction นอกเวลาทำการได้

หลักการ "Garbage In, Garbage Out" (GIGO): ถ้าข้อมูลนำเข้าเป็นขยะ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็เป็นขยะเช่นกัน — ไม่ว่า AI จะฉลาดแค่ไหนก็ตาม

4. Over-reliance — พึ่ง AI มากเกินไป

ข้อกังวลสำคัญที่สุดคือผู้ตรวจสอบอาจ พึ่งพา AI มากเกินไปจนขาด Professional Skepticism (ทัศนคติสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ) ซึ่งเป็นหัวใจของงานตรวจสอบ AI ควรเป็น เครื่องมือช่วย ไม่ใช่ ผู้ตัดสินใจแทน — ผู้ตรวจสอบยังคงต้องใช้วิจารณญาณ ประสบการณ์ และความรู้ความเข้าใจในบริบทขององค์กรประกอบการตัดสินใจเสมอ

5. ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

การนำข้อมูลการเงินและข้อมูลสำคัญขององค์กรไปวิเคราะห์ด้วย AI (โดยเฉพาะ AI บน Cloud) มีความเสี่ยงด้าน ความปลอดภัยของข้อมูล และอาจขัดกับนโยบายการจัดการข้อมูลขององค์กรหรือกฎหมาย PDPA ต้องมั่นใจว่าข้อมูลได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสมก่อนนำไปวิเคราะห์

ความเสี่ยง ผลกระทบ แนวทางบรรเทา
False Positive เสียเวลา, Alert Fatigue ปรับ Threshold, สร้าง Whitelist สำหรับรายการปกติที่เกิดซ้ำ
Black Box อธิบายในรายงานไม่ได้ ใช้ Explainable AI (XAI), เลือกโมเดลที่อธิบายได้
Data Quality ผลวิเคราะห์ไม่น่าเชื่อถือ ทำ Data Cleansing ก่อนวิเคราะห์, ใช้ ERP ที่บังคับ data entry
Over-reliance ขาด Professional Skepticism กำหนดนโยบาย "AI-assisted, Human-decided"
Data Privacy ข้อมูลรั่วไหล ขัด PDPA ใช้ AI On-premise, ไม่ส่งข้อมูลออก Cloud สาธารณะ

กรณีศึกษาภาครัฐ — สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

ในภาครัฐไทย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน เริ่มนำ Data Analytics มาใช้ในงานตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยมีแนวทางที่น่าสนใจหลายประการ:

  • การเชื่อมต่อข้อมูลจากระบบ GFMIS (Government Fiscal Management Information System) เพื่อวิเคราะห์การเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานรัฐ
  • การใช้ Data Analytics ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น ตรวจสอบว่ามีการแบ่งซื้อแบ่งจ้างเพื่อหลีกเลี่ยงวิธีประกวดราคาหรือไม่
  • การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ระหว่างเจ้าหน้าที่จัดซื้อกับผู้ค้า เพื่อตรวจสอบ Conflict of Interest
  • การใช้ Visualization แสดงภาพรวมการใช้จ่ายงบประมาณ ทำให้มองเห็นจุดที่ต้องตรวจสอบเชิงลึก

นอกจาก สตง. แล้ว หน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ เช่น สำนักงาน ก.ล.ต. (กรณีตรวจสอบบริษัทจดทะเบียน) และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก็เริ่มนำ AI และ Data Analytics มาใช้ในงานตรวจสอบมากขึ้น

แนวโน้ม: ในอนาคตอันใกล้ หน่วยงานรัฐอาจกำหนดให้ระบบสารสนเทศที่ใช้จัดการเงินงบประมาณ ต้องมี Audit Trail ที่สมบูรณ์ เพื่อรองรับการตรวจสอบด้วย AI — องค์กรที่เตรียมข้อมูลให้พร้อมตั้งแต่วันนี้จะได้เปรียบ

Saeree ERP กับงานตรวจสอบภายใน

Saeree ERP ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงงานตรวจสอบภายในตั้งแต่ระดับสถาปัตยกรรม:

  • Audit Trail ทุก Transaction — ทุกการสร้าง แก้ไข อนุมัติ และลบข้อมูล ถูกบันทึกอย่างสมบูรณ์ ระบุผู้ทำรายการ วันเวลา และรายละเอียดการเปลี่ยนแปลง
  • Approval Workflow — กระบวนการอนุมัติหลายขั้นตอนตามวงเงินและประเภทรายการ ป้องกันการข้ามขั้นตอน
  • Role-Based Access Control — กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลและฟังก์ชันได้ละเอียดถึงระดับเมนูและปุ่ม รองรับหลักการ Segregation of Duties
  • ข้อมูลครบถ้วนและสม่ำเสมอ — ระบบบังคับให้กรอกข้อมูลที่จำเป็น (Required Fields) ทำให้ข้อมูลมีคุณภาพพร้อมสำหรับการวิเคราะห์
  • รายงานสำหรับผู้ตรวจสอบ — มีรายงานที่ผู้ตรวจสอบภายในใช้บ่อย เช่น รายงานการแก้ไขข้อมูลย้อนหลัง รายงาน transaction ตามช่วงเวลา รายงานการอนุมัติ

หมายเหตุ: Saeree ERP ยังไม่มีฟีเจอร์ AI ในตัวในขณะนี้ แต่ข้อมูลที่ระบบจัดเก็บอย่างมีโครงสร้างและสมบูรณ์ พร้อมสำหรับการนำไปวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือ AI ภายนอก เช่น ACL Analytics, Power BI หรือ Python ได้ทันที — เพราะข้อมูลที่ดีคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของ AI

แนวทางเริ่มต้นใช้ AI ในงานตรวจสอบภายใน

สำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นใช้ AI ในงานตรวจสอบภายใน แนะนำให้เริ่มจากขั้นตอนเหล่านี้:

ขั้นตอน รายละเอียด ระยะเวลา
1. ทำให้ข้อมูลพร้อม ใช้ระบบ ERP ที่มี Audit Trail สมบูรณ์ บังคับ data entry ที่มีคุณภาพ 3-6 เดือน
2. เริ่มจาก Data Analytics ใช้เครื่องมือง่ายๆ เช่น Excel, Power BI ดึงข้อมูลจากระบบ ERP มาวิเคราะห์ 1-3 เดือน
3. สร้าง Rules-based Alert ตั้งกฎอัตโนมัติ เช่น แจ้งเตือนเมื่อมี transaction เกินวงเงิน หรือมีการแก้ไขข้อมูลย้อนหลัง 1-2 เดือน
4. นำ AI เข้ามาเสริม ใช้ AI สำหรับ Anomaly Detection, Fraud Scoring, Benford's Law Analysis 3-6 เดือน
5. Continuous Auditing เชื่อมต่อ AI กับระบบ ERP แบบ real-time ตรวจสอบทุก transaction โดยอัตโนมัติ 6-12 เดือน

AI จะไม่มาแทนที่ผู้ตรวจสอบภายใน — แต่ผู้ตรวจสอบที่ใช้ AI จะแทนที่ผู้ตรวจสอบที่ไม่ใช้ AI ยุคของ "ดินสอกับ working paper" กำลังจะผ่านไป สิ่งที่ต้องเตรียมไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นข้อมูลที่มีคุณภาพและทัศนคติที่เปิดรับเทคโนโลยี

- ทีมที่ปรึกษา Grand Linux Solution

หากองค์กรของคุณต้องการระบบ ERP ที่มี Audit Trail สมบูรณ์ พร้อมรองรับการวิเคราะห์ด้วย AI ในอนาคต สามารถนัดหมาย Demo หรือติดต่อทีมที่ปรึกษาเพื่อพูดคุยเพิ่มเติม

สนใจระบบ ERP สำหรับองค์กรของคุณ?

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจาก Grand Linux Solution ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ขอ Demo ฟรี

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

image

เกี่ยวกับผู้เขียน

ทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ ERP จากบริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด พร้อมให้คำปรึกษาและบริการด้านระบบ ERP ครบวงจร