Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ติดต่อเรา

บทความ: AI กับงาน HR

AI กับงาน HR — คัดเรซูเม่ วิเคราะห์ Turnover ทำได้จริงหรือ?
  • 23
  • กุมภาพันธ์

ในยุคที่ AI (Artificial Intelligence) เข้ามามีบทบาทในแทบทุกอุตสาหกรรม งาน HR (Human Resources) ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา องค์กรทั่วโลกเริ่มนำ AI มาช่วยงาน HR อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรองเรซูเม่ การวิเคราะห์อัตราการลาออก (Turnover) หรือแม้แต่การประเมินผลงานพนักงาน แต่คำถามสำคัญคือ — AI ทำงานเหล่านี้ได้จริงแค่ไหน? และมีข้อจำกัดอะไรที่ HR ต้องรู้?

ทำไม HR ถึงต้องสนใจ AI?

งาน HR แบบดั้งเดิมมีปัญหาหลายประการที่ AI สามารถช่วยแก้ไขได้:

  • ปริมาณเรซูเม่มหาศาล — ตำแหน่งงานยอดนิยมอาจมีผู้สมัครหลายร้อยหรือหลายพันคน การอ่านทีละใบใช้เวลามาก
  • ความลำเอียงโดยไม่ตั้งใจ (Unconscious Bias) — มนุษย์มีแนวโน้มตัดสินจากชื่อ เพศ อายุ หรือสถาบันการศึกษา โดยไม่รู้ตัว
  • งานซ้ำซ้อน — ตอบคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ เช่น "วันลาเหลือกี่วัน?" หรือ "สวัสดิการมีอะไรบ้าง?"
  • ขาดข้อมูลเชิงลึก — HR หลายองค์กรทราบว่าพนักงานลาออกเยอะ แต่ไม่ทราบ "ทำไม" และ "ใครจะลาออกต่อไป"
  • การพัฒนาบุคลากรไม่ตรงจุด — ส่งพนักงานไปอบรมหลักสูตรที่ไม่ตรงกับ Skill Gap ที่แท้จริง

AI สามารถช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้โดยการ ประมวลผลข้อมูลจำนวนมากในเวลาอันสั้น และ ค้นหา Pattern ที่มนุษย์มองไม่เห็น แต่ทั้งนี้ AI ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญเช่นกัน — มาดูกันว่า AI ช่วยงาน HR ได้อย่างไรบ้าง

AI ช่วยงาน HR ได้อย่างไร? — 6 ด้านที่เปลี่ยนเกม

1. Screening เรซูเม่อัตโนมัติ (AI Resume Screening)

นี่คือหนึ่งใน Use Case ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของ AI ในงาน HR ระบบ AI จะทำงานดังนี้:

  • อ่านและแยกข้อมูลจาก CV — ไม่ว่าจะเป็น PDF, Word หรือภาพ AI สามารถ Extract ข้อมูลสำคัญ เช่น ประสบการณ์ทำงาน ทักษะ การศึกษา ใบรับรอง
  • Match กับ Job Description — เปรียบเทียบคุณสมบัติของผู้สมัครกับ Requirements ของตำแหน่ง โดยใช้ Natural Language Processing (NLP) ไม่ใช่แค่จับคู่คำ (Keyword Matching) แบบเดิม
  • จัดอันดับผู้สมัคร — ให้คะแนนความเหมาะสมและจัดลำดับ เพื่อให้ Recruiter โฟกัสไปที่ผู้สมัครที่มีศักยภาพสูงสุดก่อน
  • ลดเวลาคัดกรอง 70-80% — จากที่เคยใช้เวลา 23 ชั่วโมงต่อตำแหน่ง เหลือเพียงไม่กี่นาที

ตัวอย่างการทำงาน:

บริษัทเปิดรับ Software Developer ได้รับเรซูเม่ 500 ฉบับ AI อ่านทั้งหมดใน 3 นาที แล้วแนะนำ 20 คนที่ตรงกับ Job Description มากที่สุด พร้อมอธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกแต่ละคน — Recruiter ใช้เวลาตรวจสอบและนัดสัมภาษณ์ภายในครึ่งวัน แทนที่จะใช้เวลา 3-4 วัน

2. Chatbot ตอบคำถาม HR

HR Chatbot คือ AI ที่ทำหน้าที่เป็น "ศูนย์บริการ HR อัตโนมัติ" สำหรับพนักงาน ตอบคำถามที่พบบ่อย เช่น:

  • "วันลาพักร้อนเหลือกี่วัน?"
  • "วิธีเบิกค่ารักษาพยาบาลทำอย่างไร?"
  • "นโยบาย Work From Home เป็นอย่างไร?"
  • "เงินเดือนออกวันไหน?"
  • "ขั้นตอนการลาคลอดเป็นอย่างไร?"

Chatbot สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องรอ HR เข้าออฟฟิศ ช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนของทีม HR ได้ถึง 40-60% ทำให้ HR มีเวลาไปทำงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น

3. Sentiment Analysis จากแบบสำรวจพนักงาน

เมื่อองค์กรจัดทำ Employee Engagement Survey หรือ Pulse Survey คำตอบที่เป็นข้อเขียน (Open-ended) มักถูกละเลย เพราะอ่านไม่ไหว AI สามารถช่วยได้โดย:

  • วิเคราะห์อารมณ์และความรู้สึก (Sentiment) — แบ่งเป็น Positive, Negative, Neutral
  • สกัดประเด็นสำคัญ (Topic Extraction) — เช่น "สวัสดิการ", "หัวหน้างาน", "ค่าตอบแทน", "สภาพแวดล้อม"
  • ตรวจจับแนวโน้ม — เปรียบเทียบผลสำรวจข้ามช่วงเวลาเพื่อดูว่าความพึงพอใจเพิ่มขึ้นหรือลดลง
  • แจ้งเตือนสัญญาณอันตราย — หากพบ Sentiment เชิงลบรุนแรงในแผนกใดแผนกหนึ่ง

ข้อควรระวัง: Sentiment Analysis ภาษาไทยยังมีข้อจำกัดเรื่องความแม่นยำ เนื่องจากภาษาไทยมีความซับซ้อนเรื่องการตัดคำ สแลง และบริบท — ผลลัพธ์จาก AI ควรถูกตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญก่อนนำไปใช้ตัดสินใจ

4. พยากรณ์การลาออก (Turnover Prediction)

นี่คือหนึ่งใน Use Case ที่ทรงพลังที่สุดของ AI ในงาน HR — การใช้ Machine Learning วิเคราะห์ข้อมูลพนักงานเพื่อ ทำนายว่าใครมีแนวโน้มจะลาออก ก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง

ข้อมูลที่ AI ใช้วิเคราะห์ประกอบด้วย:

  • ระยะเวลาทำงาน — พนักงานที่อยู่มา 2-3 ปีโดยไม่ได้เลื่อนตำแหน่งมีความเสี่ยงสูง
  • ประวัติการลา — รูปแบบการลาที่เปลี่ยนไป เช่น ลาบ่อยขึ้นในวันจันทร์/ศุกร์
  • ผลการประเมิน — พนักงานที่ผลงานดีแต่ไม่ได้รับการยอมรับ
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง — เปลี่ยนหัวหน้า เปลี่ยนทีม เปลี่ยนสถานที่
  • ข้อมูลค่าตอบแทน — เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยตลาด
  • ข้อมูลจาก Exit Interview ในอดีต — สาเหตุที่พนักงานเก่าลาออก

AI จะสร้างโมเดลจากข้อมูลเหล่านี้ แล้ว ให้คะแนนความเสี่ยง (Risk Score) สำหรับพนักงานแต่ละคน ช่วยให้ HR สามารถดำเนินมาตรการป้องกัน (Retention Strategy) ได้ทันเวลา เช่น พูดคุยกับพนักงาน ปรับค่าตอบแทน หรือเปลี่ยนหน้าที่งาน

5. แนะนำ Training Path ตาม Skill Gap

AI สามารถวิเคราะห์ ทักษะปัจจุบัน ของพนักงาน เทียบกับ ทักษะที่ต้องการ สำหรับตำแหน่งปัจจุบันหรือตำแหน่งที่ต้องการเติบโตไป แล้ว แนะนำหลักสูตรอบรม ที่เหมาะสม

  • สร้าง Skill Profile — จากผลประเมิน ใบรับรอง โปรเจกต์ที่ทำ
  • ระบุ Skill Gap — ทักษะไหนที่ขาดหรืออ่อน
  • แนะนำ Learning Path — เรียงลำดับหลักสูตรที่ควรเรียนก่อน-หลัง
  • ติดตาม Progress — วัดผลว่าพนักงานพัฒนาขึ้นจริงหรือไม่

วิธีนี้ช่วยให้งบประมาณการฝึกอบรมถูกใช้อย่างคุ้มค่า แทนที่จะส่งพนักงานไปอบรมแบบ "เหวี่ยงแห"

6. Performance Review — AI ช่วยเขียน Feedback

ผู้บริหารหลายคนรู้สึกว่าการเขียน Performance Review เป็นงานที่ยากและใช้เวลามาก AI สามารถช่วยได้โดย:

  • รวบรวมข้อมูล KPI — ดึงผลงานเชิงตัวเลขจากระบบ
  • ร่าง Feedback เบื้องต้น — เขียน Draft ที่หัวหน้าสามารถแก้ไขต่อได้
  • ตรวจสอบความลำเอียง — แจ้งเตือนหากภาษาที่ใช้มีแนวโน้ม Bias เช่น ใช้คำชมผู้หญิงแตกต่างจากผู้ชาย
  • แนะนำ Development Goals — จากผลประเมิน แนะนำเป้าหมายการพัฒนาสำหรับรอบถัดไป

ตารางเปรียบเทียบ: AI ทำได้ vs ยังต้องใช้คน

ไม่ใช่ทุกงาน HR ที่ AI จะทำแทนคนได้ — บางงาน AI ทำได้ดีกว่าคน บางงานยังต้องใช้คนตัดสินใจ และบางงาน AI + คน ทำงานร่วมกันได้ดีที่สุด:

งาน HR AI ทำได้ ยังต้องใช้คน AI + คน
คัดกรอง CV เบื้องต้น
สัมภาษณ์และประเมิน Culture Fit
วิเคราะห์ Turnover / พยากรณ์การลาออก
ตัดสินใจจ้างงาน
ตอบคำถามสวัสดิการ / นโยบาย
วิเคราะห์ Engagement Survey
แนะนำ Training Path
เขียน Performance Review
ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท / ให้คำปรึกษา
วางแผนกำลังคน (Workforce Planning)

ข้อสังเกตจากตาราง:

งานที่ AI ทำได้เอง 100% มักเป็นงาน ที่มีกฎชัดเจน ข้อมูลชัด และไม่ต้องใช้วิจารณญาณ ส่วนงานที่ต้องใช้คน 100% มักเกี่ยวกับ อารมณ์ ความสัมพันธ์ และการตัดสินใจเชิงจริยธรรม — และงานส่วนใหญ่ในงาน HR จะอยู่ในโหมด "AI + คน" ที่ AI ช่วยเตรียมข้อมูล แต่คนเป็นผู้ตัดสินใจ

เครื่องมือ AI สำหรับ HR ที่น่าสนใจ

ปัจจุบันมีเครื่องมือ AI สำหรับงาน HR หลายตัวที่ได้รับความนิยม:

เครื่องมือ ความสามารถหลัก เหมาะกับ
LinkedIn Recruiter AI AI แนะนำผู้สมัครที่เหมาะสม, สร้างข้อความติดต่อผู้สมัครอัตโนมัติ Recruitment / Talent Sourcing
HireVue Video Interview + AI วิเคราะห์คำตอบและภาษากาย สัมภาษณ์เบื้องต้น
Workday AI Turnover Prediction, Skill Gap Analysis, Workforce Planning องค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้ Workday
BambooHR Employee Self-Service, Performance Management, Analytics SME ถึงองค์กรขนาดกลาง
Eightfold AI Talent Intelligence Platform — คัด CV, วิเคราะห์ Skill, Career Pathing องค์กรที่ต้องการ AI-first HR
Pymetrics ประเมิน Soft Skills ผ่านเกม + AI วิเคราะห์ผล การคัดเลือกที่เน้น Culture Fit

เครื่องมือเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นบริการ Cloud (SaaS) ที่ต้องเสียค่าสมาชิกรายเดือน/รายปี และ ข้อมูลพนักงานจะถูกส่งไปประมวลผลบน Cloud — ซึ่งนำไปสู่ประเด็นสำคัญเรื่อง PDPA ที่จะกล่าวถึงต่อไป

ข้อควรระวังสำคัญ — สิ่งที่ HR ต้องรู้ก่อนใช้ AI

1. AI Bias ในการคัดเลือก

AI เรียนรู้จากข้อมูลในอดีต — หากข้อมูลในอดีตมีความลำเอียง AI จะทำซ้ำความลำเอียงนั้น ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงที่สุดคือกรณีของ Amazon ในปี 2018 ที่พัฒนา AI คัด Resume แต่พบว่า AI ให้คะแนนผู้สมัครหญิงต่ำกว่าผู้สมัครชาย เพราะข้อมูลการรับสมัครในอดีต 10 ปีมีผู้สมัครชายเป็นส่วนใหญ่

ประเภทของ AI Bias ที่พบในงาน HR:

  • Gender Bias — ลำเอียงเรื่องเพศ เช่น ให้คะแนนผู้สมัครชายสูงกว่าในตำแหน่งวิศวกรรม
  • Age Bias — ลำเอียงเรื่องอายุ เช่น ตัดผู้สมัครที่จบมานานออกโดยอัตโนมัติ
  • Education Bias — ลำเอียงเรื่องสถาบัน เช่น ให้น้ำหนักมหาวิทยาลัยชื่อดังสูงเกินไป
  • Name Bias — ลำเอียงจากชื่อที่บ่งบอกเชื้อชาติ ศาสนา หรือภูมิภาค

แนวทางป้องกัน: ตรวจสอบผลลัพธ์ของ AI อย่างสม่ำเสมอ (AI Audit) วิเคราะห์ว่าผลลัพธ์มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มเพศ อายุ หรือสถาบันหรือไม่ — หากพบ Bias ต้องแก้ไขข้อมูลหรือโมเดลทันที

2. PDPA กับข้อมูลส่วนบุคคลพนักงาน

พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2565 และมีผลโดยตรงกับการใช้ AI ในงาน HR:

  • ต้องได้รับความยินยอม (Consent) — ก่อนนำข้อมูลพนักงานไปให้ AI วิเคราะห์ ต้องแจ้งวัตถุประสงค์และได้รับความยินยอมอย่างชัดเจน
  • หลักความจำเป็น (Necessity) — เก็บและประมวลผลข้อมูลเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ใช่เก็บทุกอย่าง
  • สิทธิ์ของเจ้าของข้อมูล — พนักงานมีสิทธิ์ขอดู แก้ไข หรือลบข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเอง
  • การส่งข้อมูลออกนอกประเทศ — หาก AI เป็นบริการ Cloud ที่ Server อยู่ต่างประเทศ ต้องมีมาตรการคุ้มครองตามกฎหมาย
  • บทลงโทษ — โทษปรับสูงสุด 5 ล้านบาท และ/หรือจำคุกสูงสุด 1 ปี สำหรับกรณีร้ายแรง

Checklist ก่อนใช้ AI กับข้อมูล HR:

  • แจ้ง Privacy Notice ให้พนักงานทราบว่าจะใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล
  • ได้รับ Consent สำหรับข้อมูลที่เกินขอบเขตสัญญาจ้าง
  • ตรวจสอบว่า AI Provider มีมาตรการรักษาความปลอดภัยตาม PDPA
  • กำหนดนโยบาย Data Retention — เก็บข้อมูลนานเท่าที่จำเป็น
  • จัดทำ Data Processing Agreement กับ AI Provider

3. ความโปร่งใส — พนักงานควรรู้ว่ามี AI ตัดสินใจ

หนึ่งในหลักการสำคัญของ Responsible AI คือ ความโปร่งใส (Transparency) พนักงานและผู้สมัครงานมีสิทธิ์ทราบว่า:

  • มี AI มีส่วนในกระบวนการคัดเลือกหรือไม่
  • AI ใช้ข้อมูลอะไรในการตัดสิน
  • หากไม่เห็นด้วยกับผลลัพธ์ของ AI สามารถร้องขอให้คนทบทวนได้หรือไม่

สหภาพยุโรป (EU) ได้ออก EU AI Act ที่จัดให้ AI สำหรับ HR อยู่ในกลุ่ม "High-Risk AI" ซึ่งต้องมีการตรวจสอบและรายงานอย่างเข้มงวด — แม้ไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ AI แต่ PDPA ก็ครอบคลุมประเด็นเหล่านี้ในระดับหนึ่งแล้ว

Saeree ERP กับโมดูล HR

Saeree ERP มีโมดูล HR ครบวงจรสำหรับบริหารจัดการบุคลากร:

  • ข้อมูลพนักงาน (Employee Master Data) — ประวัติส่วนตัว การศึกษา ประสบการณ์ ใบรับรอง
  • ระบบเงินเดือน (Payroll) — คำนวณเงินเดือน ภาษี ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • ระบบลา (Leave Management) — ลาป่วย ลากิจ ลาพักร้อน ลาคลอด พร้อมระบบอนุมัติ
  • สวัสดิการ (Benefits) — ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง สวัสดิการอื่นๆ
  • การประเมินผล (Performance Evaluation) — ตั้ง KPI ประเมินรายบุคคล/รายแผนก
  • บันทึกเวลาทำงาน (Time Attendance) — เชื่อมต่อเครื่องสแกนลายนิ้วมือ/บัตร
  • รายงาน HR — สถิติพนักงาน อัตราการลาออก ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร

หมายเหตุสำคัญ:

Saeree ERP ยังไม่มีฟีเจอร์ AI ในตอนนี้ แต่อยู่ในแผนพัฒนาเร็วๆ นี้ — โมดูล HR ของ Saeree ERP เน้นที่การบริหารจัดการข้อมูลพนักงานอย่างครบวงจร มีระบบรายงานที่ช่วยให้ HR มองเห็นภาพรวมบุคลากรได้ชัดเจน ซึ่งเป็นรากฐานที่ดีสำหรับการนำ AI มาต่อยอดในอนาคต เพราะ AI ทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อมีข้อมูลที่ดีและเป็นระบบ

กรณีศึกษา: องค์กรที่ใช้ AI ในงาน HR สำเร็จ

มาดูตัวอย่างองค์กรระดับโลกที่นำ AI มาใช้ในงาน HR อย่างเป็นรูปธรรม:

Unilever — ลดเวลารับสมัคร 75%

Unilever ใช้ AI ในกระบวนการรับสมัครงาน Graduate Program โดยให้ผู้สมัครเล่นเกม (Gamified Assessment) ที่ AI วิเคราะห์ Cognitive Ability และ Personality จากนั้นใช้ Video Interview ที่ AI ช่วยวิเคราะห์ ผลลัพธ์คือ ลดเวลาจาก 4 เดือนเหลือ 4 สัปดาห์ และมีความหลากหลาย (Diversity) ของผู้สมัครที่ผ่านคัดเลือกเพิ่มขึ้น 16%

IBM — Turnover Prediction แม่นยำ 95%

IBM พัฒนา AI ภายในชื่อ "Predictive Attrition Program" ที่วิเคราะห์ข้อมูลพนักงานหลายร้อยตัวแปร และทำนายการลาออกได้แม่นยำถึง 95% ช่วยให้ผู้บริหารสามารถดำเนินมาตรการ Retention ได้ก่อนที่พนักงานจะยื่นใบลาออก — IBM ประเมินว่าระบบนี้ช่วยประหยัดต้นทุนได้ 300 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 3 ปี

ก่อนเริ่มใช้ AI ในงาน HR — ควรมีอะไรก่อน?

การนำ AI มาใช้ในงาน HR ไม่ใช่แค่ซื้อเครื่องมือมาติดตั้ง องค์กรต้องมีรากฐานที่แข็งแรงก่อน:

รากฐาน รายละเอียด ทำไมถึงสำคัญ
1. ข้อมูล HR ที่เป็นระบบ ข้อมูลพนักงานครบถ้วน ถูกต้อง เก็บในระบบดิจิทัล (ไม่ใช่กระดาษหรือ Excel กระจาย) AI ต้องการข้อมูลที่สะอาดและเป็นระบบ ถ้าข้อมูลไม่ดี ผลลัพธ์ก็ไม่ดี (Garbage In, Garbage Out)
2. กระบวนการ HR ที่ชัดเจน มี SOP สำหรับการสรรหา ประเมิน พัฒนา และลาออก AI ทำงานตามกระบวนการ — ถ้ากระบวนการไม่ชัด AI ก็ช่วยไม่ได้
3. ระบบ ERP/HRIS ระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูล HR แบบรวมศูนย์ เป็นแหล่งข้อมูลหลักที่ AI จะดึงไปวิเคราะห์
4. นโยบาย Data Governance กำหนดว่าใครเข้าถึงข้อมูลอะไรได้ เก็บนานเท่าไหร่ ใช้ทำอะไรได้ จำเป็นสำหรับ PDPA Compliance และป้องกันการใช้ข้อมูลอย่างผิดวัตถุประสงค์
5. ความพร้อมของบุคลากร ทีม HR ที่เข้าใจ AI ในระดับหนึ่ง รู้ว่า AI ทำอะไรได้/ไม่ได้ เพื่อให้ใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพและรู้เท่าทัน ไม่ใช่เชื่อ AI ทุกอย่าง

สรุป: AI กับงาน HR — ทำได้จริง แต่ต้องใช้อย่างรู้เท่าทัน

AI เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพสูงในการช่วยงาน HR แต่ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ สิ่งสำคัญคือ:

  • AI ทำงาน ซ้ำซ้อนและปริมาณมาก ได้ดีเยี่ยม (เช่น คัด CV, ตอบคำถาม)
  • AI วิเคราะห์ ข้อมูลเชิงลึก ที่มนุษย์มองไม่เห็น (เช่น Turnover Prediction, Sentiment Analysis)
  • แต่ AI ไม่ควรตัดสินใจเรื่องสำคัญ เพียงลำพัง (เช่น จ้างหรือไม่จ้าง, เลิกจ้าง)
  • ต้องระวังเรื่อง AI Bias และ PDPA อย่างจริงจัง
  • การมีระบบ ERP/HRIS ที่ดี คือ รากฐานที่ขาดไม่ได้ ก่อนนำ AI มาต่อยอด

AI จะไม่มาแทนที่ HR แต่ HR ที่ใช้ AI เป็น จะแทนที่ HR ที่ไม่ใช้ — การเตรียมตัวที่ดีที่สุดคือมีระบบข้อมูล HR ที่เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้พร้อมรับ AI เมื่อถึงเวลา

- ทีมที่ปรึกษา Saeree ERP

หากองค์กรของคุณต้องการ ระบบ HR ที่ครบวงจร เพื่อเป็นรากฐานสำหรับการนำ AI มาต่อยอดในอนาคต สามารถนัดหมาย Demo หรือติดต่อทีมที่ปรึกษาเพื่อพูดคุยเพิ่มเติม

สนใจระบบ ERP สำหรับองค์กรของคุณ?

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจาก Grand Linux Solution ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ขอ Demo ฟรี

โทร 02-347-7730 | sale@grandlinux.com

image

เกี่ยวกับผู้เขียน

ทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ ERP จากบริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด พร้อมให้คำปรึกษาและบริการด้านระบบ ERP ครบวงจร